คงจะเป็นที่คุ้นเคยกันดีอยู่แล้วสำหรับสินค้าตระกูล i ของ Apple บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่แถวหน้าของโลกทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็น iPhone, iPad, iMac, iPod, iCloud รวมถึงโปรแกรมมัลติมีเดียของ Apple ก็ยังใช้ชื่อว่า iTunes แต่ใช่ว่าทุกผลิตภัณฑ์ของ Apple จะขึ้นต้นด้วย i เสมอไป อย่าง Laptop ที่ใช้ชื่อว่า Macbook ส่วนหนึ่งก็อาจะเป็นเพราะคอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะใช้ชื่อ iMac ไปแล้ว เช่นเดียวกับ Apple TV, AirPods และ “Apple Watch”
ดูเหมือนว่า “Apple Watch” จะเป็นหนึ่งในสินค้าที่มีบางคนสงสัยอยู่เหมือนกันว่า แทนที่จะใช้ชื่อของบริษัทอย่าง “Apple” นำหน้า ทำไม Apple ถึงไม่เรียกนาฬิกาอัจฉริยะของพวกเขาด้วย “iWatch” เหมือนผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่ของบริษัท พี่ทุยจะมาไขข้อสงสัยให้ฟังกัน ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ดูเหมือนว่าทางบริษัท Apple ก็น่าจะต้องการใช้ชื่อ iWatch เช่นกัน แต่ติดปัญหาตรงที่ว่าชื่อ iWatch นั้น มีคนอื่นใช้อยู่ก่อนแล้วก็คือ
OMG Electronics คือบริษัทที่ได้จดทะเบียนชื่อ iWatch สำหรับเป็นแบรนด์ของผลิตภัณฑ์นาฬิกาอัจฉริยะไว้ตั้งแต่ปี 2012 เป็น Startup สัญชาติอเมริกัน ซึ่งต้องการระดมทุนประมาณ 3.1 ล้านบาท เพื่อริเริ่มโครงการผลิตนาฬิกา iWatch ของพวกเขา โดย OMG ได้ใช้เว็บไซต์ Indiegogo เป็นช่องทางในการนำเสนอตัวอย่างสินค้า และเปิดระดมทุน แต่กลับมีผู้สนับสนุนเพียง 7 รายเท่านั้น และระดมเงินมาได้เพียงประมาณ 4.5 หมื่นบาท คิดเป็นไม่ถึง 2% ของเงินทุนที่ต้องการ
นอกจากนี้ Apple ยังต้องเผชิญกับปัญหาในการใช้ชื่อ iWatch เพิ่มเติมอีก ถึงขั้นเป็นเรื่องราวฟ้องร้องกันในปี 2015 โดย Probendi บริษัทซอฟต์แวร์ สัญชาติไอริช เป็นผู้ฟ้อง Apple ในขณะนั้น
Probendi เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ชื่อ iWatch ในสหภาพยุโรปมาตั้งแต่ปี 2008 โดย iWatch ของพวกเขาไม่ใช่นาฬิกา แต่เป็นเครื่องหมายการค้าของแอปพลิเคชันสำหรับดู Video Streaming แม้ Apple จะไม่ได้ใช้ชื่อ iWatch แต่สิ่งที่ Probendi ฟ้องร้องในขณะนั้น เป็นประเด็นเกี่ยวกับการค้นหาคำว่า iWatch ในเว็บไซต์ Google ซึ่งผลลัพธ์กลับกลายเป็นผลิตภัณฑ์และโฆษณาของ Apple แทนที่จะเป็นแอปพลิเคชันของ Probendi
ขณะเดียวกันบริษัท Swatch ผู้ผลิตนาฬิกาชาวสวิสเซอร์แลนด์ ก็ขู่จะฟ้อง Apple เช่นกัน หากบริษัทตัดสินใจใช้ชื่อ iWatch เนื่องจากชื่อดังกล่าวอาจจะทำให้ผู้บริโภคสับสนได้ระหว่าง iWatch ของ Apple และ iSwatch ของ Swatch ท้ายที่สุด แม้ว่า Apple จะไม่ได้ใช้ชื่อ iWatch และตัดสินใจตัดปัญหาด้วยการใช้ชื่อ “Apple Watch” แทนที่ แต่จากการเปิดเผยข้อมูลของ Strategy Analytics พบว่าผู้นำของตลาดของนาฬิกาอัจฉริยะ หรือ Smartwatch ทุกวันนี้ยังคงเป็น Apple ด้วยส่วนแบ่งเกือบ 50% อย่างไรก็ตาม ในกรณีของชื่อ iPhone ค่อนข้างจะแตกต่างออกไป มีการคาดการณ์กันว่า Apple ต้องใช้เวลาต่อสู้กับบริษัทอย่าง Cisco ยาวนานถึง 3 ปี จนท้ายที่สุด Apple ต้องยอมจ่ายเงินประมาณ 25 – 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อครอบครองชื่อดังกล่าวแต่เพียงผู้เดียว เช่นเดียวกับในกรณีของชื่อ iPad ซึ่ง Apple ต้องจ่ายเงินชดเชยประมาณ 60 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ให้กับบริษัทที่ครอบครองลิขสิทธิ์ดังกล่าวในประเทศจีน
ในปี 2019 Apple มีรายได้ประมาณ 2.6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 8 ล้านล้านบาท ซึ่งในจำนวนนี้เป็นรายได้ที่เกิดจากรายได้ของ iPhone ถึง 52.1% รองลงมาคือธุรกิจบริการ คิดเป็น 19.5% ขณะที่รายได้จาก Mac อยู่ที่ 10.9% ขณะที่สินค้าในกลุ่มอุปกรณ์เสริมต่าง ๆ อาทิ Apple Watch, AirPods คิดเป็นสัดส่วน 10.2% และที่เหลืออีก 7.3% เป็นส่วนรายได้จาก iPad
แม้ชื่อสินค้าจะเป็นส่วนประกอบที่สำคัญอย่างหนึ่ง แต่สิ่งที่สำคัญมากไปกว่านั้นคือความน่าเชื่อ ซึ่งกรณีของ Apple ก็ได้สะท้อนให้เห็นแล้วว่า แม้จะเป็น Apple Watch แทนที่ iWatch แต่ก็ยังสามารถเป็นผู้นำในตลาดได้เช่นกัน
Comment