[บทวิเคราะห์] Bard vs ChatGPT ศึก AI ที่เดือดร้อนทุกอาชีพ

[บทวิเคราะห์] Bard vs ChatGPT ศึก AI ที่เดือดร้อนทุกอาชีพ

4 min read    Money Buffalo

ฉบับย่อ

  • Bard เป็นชื่อ AI Chatbot ที่ Google พัฒนาเองด้วยแบบจำลองภาษาที่ชื่อว่า LaMDA (Language Model for Dialogue Applications) เป็นระบบที่เข้าใจบทสนทนาที่ต่อเนื่องไม่รู้จบ ช่วยให้มีการตอบโต้บทสนทนาเหมือนคนมากขึ้น
  • Bard และ ChatGPT ต่างใช้แบบจำลองภาษาที่ใช้หลักความน่าจะเป็นและสถิติเพื่อฝึก AI ซึ่งความแตกต่างอยู่ที่ข้อมูลที่นำมาใช้ฝึก AI ซึ่ง Bard จะค้นหาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต ส่วน ChatGPT จะค้นหาข้อมูลจากแหล่งข้อมูลที่มีอยู่ ดังนั้น Bard ของ Google จึงได้เหนือกว่า เพราะเข้าถึงข้อมูลที่อัพเดตกว่า ChatGPT ซึ่งมีข้อมูลถึงปี 2021 เท่านั้น
  • ล่าสุดราคาหุ้น Alphabet ร่วงแรง หลังให้คำตอบที่ผิดพลาดเกี่ยวกับกล้องโทรทัศน์อวกาศ James Webb ว่าถ่ายภาพดาวเคราะห์ที่อยู่นอกระบบสุริยะจักรวาลเป็นครั้งแรก ซึ่งไม่ควรผิดพลาดเพราะ กล้องตัวแรกที่ถ่ายภาพดาวเคราะห์นอกระบบได้คือกล้องโทรทรรศน์ VLT จากหอดูดาวท้องฟ้าซีกใต้แห่งยุโรป แสดงให้เห็นว่าแม้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมาเกือบ 20 ปีแล้ว แต่ก็ยังผิดพลาดได้

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile

Alphabet บริษัทแม่ของ Google Search Engine ระดับโลก ประกาศเปิดตัว “Bard” เทคโนโลยี AI Chatbot นับหนึ่งสงคราม AI หลังก่อนหน้านี้ OpenAI ที่มี Microsoft ถือหุ้นและให้การสนับสนุนเปิดตัว AI Chatbot ชื่อว่า ChatGPT ซึ่งได้รับความนิยมอย่างล้นหลามจน Alphabet ต้องประกาศรหัสสีแดงจัดตั้งทีมพัฒนา Chatbot พี่ทุยเลยขอพาทุกคนไปดูการเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่าง Bard และ ChatGPT กันหน่อย และบทวิเคราะห์ว่า อนาคต AI จะเปลี่ยนชีวิตพวกเราไปยังไง

รู้จักกับ Bard เทคโนโลยี AI จาก Google 

เป็นชื่อ AI Chatbot ที่ Google เตรียมเปิดให้คนทั่วไปใช้งาน ซึ่งกำลังมีการทดลองภายใน และจะนำร่องใช้งานบน Search Engine ของ Google ก่อน โดยใช้แบบจำลองภาษาที่ Google พัฒนาเองชื่อว่า LaMDA (Language Model for Dialogue Applications) เป็นระบบที่เข้าใจบทสนทนาที่ต่อเนื่องไม่รู้จบ ช่วยให้มีการตอบโต้บทสนทนาเหมือนคนมากขึ้น

Bard และ ChatGPT สร้างมาเพื่ออะไร

แน่นอนว่าก็จะมีความคล้าย ChatGPT ในแง่การรวบรวมข้อมูลที่ยากและซับซ้อน จากนั้นก็ย่อยให้ง่ายและค้นหาได้รวดเร็ว และต้องมีความรู้สึกจนเหมือนคนมาตอบคำถามเอง ทั้ง Microsoft และ Google จะนำเทคโนโลยี AI เข้าไปใช้กับบริการ Search Engine

ไม่ว่ามองมุมไหนก็ดูออกว่าอนาคตก็คงต้องทำเงินจาก AI โดย OpenAI เผยแล้วว่ามีแผนเปิดใช้ ChatGPT แบบเสียค่าใช้จ่ายที่ชื่อว่า ChatGPT Professional ที่ผู้ใช้จะใช้งานได้ตลอด ไม่มีช่วงพัก ตอบสนองไวกว่า และไม่จำกัดจำนวนบทสนทนา

เปรียบเทียบคุณสมบัติของ Bard และ ChatGPT เทคโนโลยี AI จากทั้ง 2 ค่าย

ทั้ง Bard และ ChatGPT ต่างใช้แบบจำลองภาษาที่ใช้หลักความน่าจะเป็นและสถิติเพื่อฝึก AI ซึ่งความแตกต่างอยู่ที่ข้อมูลที่นำมาใช้ฝึก AI ซึ่ง Bard จะค้นหาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต ส่วน ChatGPT จะค้นหาข้อมูลจากแหล่งข้อมูลที่มีอยู่ ดังนั้น Bard ของ Google จึงได้เหนือกว่า เพราะเข้าถึงข้อมูลที่อัพเดตกว่า ChatGPT ซึ่งมีข้อมูลถึงปี 2021 เท่านั้น

ในทางกลับกันการใช้ข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตของ Bard ก็อาจมีข้อมูลที่ไม่ผ่านการกลั่นกรองหรือข้อมูลผิดพลาด ซึ่งก็เห็นกันได้บ่อยครั้งในโลกอินเตอร์เน็ต

ล่าสุดราคาหุ้น Alphabet ร่วงแรง หลังให้คำตอบที่ผิดพลาดเกี่ยวกับกล้องโทรทัศน์อวกาศ James Webb ว่าถ่ายภาพดาวเคราะห์ที่อยู่นอกระบบสุริยะจักรวาลเป็นครั้งแรก ซึ่งไม่ควรผิดพลาดเพราะ กล้องตัวแรกที่ถ่ายภาพดาวเคราะห์นอกระบบได้คือกล้องโทรทรรศน์ VLT จากหอดูดาวท้องฟ้าซีกใต้แห่งยุโรป แสดงให้เห็นว่าแม้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมาเกือบ 20 ปีแล้ว แต่ก็ยังผิดพลาดได้

ก้าวต่อไปของเทคโนโลยี Chatbot ทั้ง 2 ค่าย

Microsoft ก็ต้องนำ ChatGPT มาใช้กับบริการ Search Engine ที่ชื่อว่า Bing อีกทั้งแหล่งข่าวยังเปิดเผยว่า Microsoft วางแผนเตรียมเปิดตัวเทคโนโลยีสำหรับบริษัท โรงเรียน และรัฐบาล เพื่อสร้าง ChatGPT ในแบบฉบับตนเอง เช่น เป็น Call Center รับสายลูกค้า และยังมีการคาดว่าจะนำเทคโนโลยี Chatbot เข้ามาใช้กับผลิตภัณฑ์หลักอย่าง PowerPoint, Word และ Excel ซึ่งแน่นอนว่าจะทำให้ผู้ใช้สะดวกมากขึ้น และสร้างรายได้ให้กับ Microsoft

ส่วน Google ก็เหมือนอยู่ในภาคบังคับที่ต้องเปิดตัว Bard เพื่อสู้ศึกแรกในสมรภูมิ Search Engine ซึ่งก็คงคล้ายกับ Microsoft ที่ในอนาคตจะมีบริการ Chatbot แบบเสียค่าใช้จ่าย จากนั้นก็นำไปใช้กับผลิตภัณฑ์อื่น เช่น Google Meet, Google Docs เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม Google ต้องเดินเกมส์ธุรกิจนี้อย่างรอบคอบ ที่ผ่านมา Google มีรายได้หลักจากการโฆษณา ทุกครั้งที่ผู้ใช้กดลิงก์เวปไซต์ที่แนะนำ Google ก็ได้รับรายได้ แต่ Chatbot จะเข้ามาลดรายได้ส่วนนี้ Google จึงต้องสร้างรายได้จาก Chatbot ให้เท่ากับหรือมากกว่ารายได้จากโฆษณาที่ลดไป

มากกว่านั้นบางบริษัทสร้างรายได้จากการดึงผู้ใช้เข้าเวปไซต์ผ่านการโฆษณา แต่ Chatbot ทำให้ผู้ใช้เข้าเวปไซต์ผ่าน Google น้อยลง บริษัทเหล่านั้นก็ขาดรายได้ บริษัทอาจเลิกกิจการหรือลดการใช้เวปไซต์ ข้อมูลที่ Chatbot ใช้ตอบคำถามก็น้อยลง ผลเสียนี้อาจเกิดกับทั้ง Bard และ ChatGPT

ทำไมต้องแข่งกันในสมรภูมิ AI

ตอบตรงไปตรงมาเลยก็เพื่อนำไปใช้กับผลิตภัณฑ์อื่นของบริษัท สร้างความโดดเด่นเหนือคู่แข่ง และมีรายได้เพิ่มจากบริการแบบเสียค่าใช้จ่ายและจำนวนลูกค้าที่เพิ่มขึ้น ถ้าหากทำได้สำเร็จก็จะเป็นอีกครั้งที่รายได้บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่จะก้าวกระโดด

Google เผยว่าเหตุผลว่าทำไมถึงมุ่งเน้นการพัฒนา AI ซึ่งยังไม่มีการระบุชัดเจนว่าจะนำไปใช้กับผลิตภัณฑ์ใดบ้าง แต่ก็เห็นมุมมองว่าจะช่วยให้ผู้คนก้าวข้ามกำแพงด้านภาษา เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ลดความเหลื่อมล้ำ และใช้ในเชิงวิทยาศาสตร์ เช่น พัฒนายา วินิจฉัยโรค พยากรณ์อากาศ ก็คงคาดได้ว่า Google จะใส่ AI เข้าไปกับทุกผลิตภัณฑ์ เช่น Google Meet ช่วยแปลภาษาในการประชุม Gmail ช่วยบางสายงานตอบอีเมล์

Microsoft เปิดเผยมุมมองสำหรับ AI ต่อภาคธุรกิจ เห็นชัดว่าจะนำ AI ใช้กับ Dynamics 365 ให้บริษัทใช้บริหารองค์กร สามารถเพิ่มขอบเขตไปยังบริการอื่นได้ เช่น Azure, Office หรือ Skype พี่ทุยยกตัวอย่างการนำไปใช้กับแต่ละธุรกิจ ดังนี้ ธุรกิจบริการการเงินนำมาใช้ตรวจสอบความเสี่ยงหรือโอกาสทุจริต ธุรกิจอุตสาหกรรมใช้จัดตารางบำรุงรักษาและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ด้านสาธารณสุขก็นำมาใช้จัดการรักษาเฉพาะบุคคล บริการวินิจฉัยด้วย AI เป็นต้น

จากที่ยกตัวอย่างมา บริษัทเทคโนโลยีเหล่านี้สามารถเพิ่มรายได้ทุกช่องทางด้วย AI นี่คือคำตอบว่าทำไมต้องแข่งกันในสมรภูมิ AI ที่เริ่มลั่นกลองรบกันแล้ว

Bard จาก Google จะใช้เมื่อไร และทุกคนมีทางเลือก AI อื่นอีกหรือไม่?

ขณะนี้ Bard ยังเปิดใช้ในกลุ่มผู้ทดสอบอยู่ โดย Sundar Pichai CEO ของ Alphabet เผยว่าเทคโนโลยีนี้จะเปิดให้บริการในวงกว้างภายในไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

ตลอด 2 เดือนที่ผ่านมาหลัง ChatGPT เปิดให้บริการ จะเห็นข่าวบริษัทเทคโนโลยีมากมายทั้งเล็กและใหญ่เดินเครื่องพัฒนาเทคโนโลยี AI อย่างจริงจัง ล่าสุดก็มีทางเลือกใหม่จากบริษัทเอเชียอย่าง Baidu ที่เปิดตัว ERNIE ท้าชนบริษัทโลกตะวันตก พัฒนาด้วย Large Language Model (LLM) รองรับความรู้และเข้าใจภาษาหลายรูปแบบ สร้างรูปภาพจากข้อความได้

พี่ทุยขอบอกว่าตอนนี้ยังเป็นแค่ยุคเริ่มต้นของ AI เท่านั้น และด้วยเทคโนโลยีสมัยนี้จะทำให้เกิดการพัฒนาอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตามยังมีอีกหลายความท้าทายรออยู่ เช่น มาตรฐานด้านจรรยาบรรณ มาตรฐานความถูกต้องของข้อมูล การเปลี่ยนผ่านทดแทนมนุษย์ในหลายสายอาชีพ

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile