โควิด-19 คงขึ้นเเท่นเป็นเรื่องน่ากังวลที่สุดระดับโลกไปแล้ว ณ ขณะนี้ เพราะจำนวนผู้ติดเชื้อทั่วโลกที่เพิ่มขึ้นในทุกวัน จนปาเข้าไปกว่า 700,000 คนแล้ว และมีผู้เสียชีวิตรวมกันทั้งโลกมากกว่า 30,000 คน แต่สิ่งที่เราจะเห็นได้อย่างชัดเจนในสถานการณ์นี้คือ ความเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน ยกตัวอย่างเช่น มีการจัดแคมเปญรณรงค์น่ารัก ๆ ขึ้นมามากมายเลย อย่างกิจกรรม ‘โกวิท20’ ที่เป็นการ tag ชวนเพื่อน 20 คนให้ร่วมบริจาคเงินสมทบทุนคนละ 20 บาท และ tag ต่อไปเรื่อย ๆ หรือการนัดกันตบมือเพื่อเป็นกำลังใจให้ด่านหน้าหรือบุคลากรทางการแพทย์ของเรา คงจริงอย่างที่เคยได้ยินว่าเวลาที่ท้องฟ้ามืด เราก็จะได้เห็นความสว่างของดวงดาวได้อย่างชัดเจน และสถานการณ์ที่เรากำลังเผชิญอยู่นี้ก็ไม่ใช่ความมืดที่ดำสนิทที่สุดของมนุษยชาติเสียด้วย วันนี้พี่ทุยจะเล่าให้ฟังถึงเหตุการณ์ “โรคระบาด” ร้ายแรงที่เคยเกิดขึ้นในโลกของเรา อ่านจบแล้วหลายคนอาจจะรู้สึกว่าตัวเองโชคดีแค่ไหนที่ไม่ได้เกิดในยุคที่ยังไม่มีความเจริญในทางการแพทย์เหมือนอย่างทุกวันนี้
กาฬโรคแห่งจัสติเนียน (Plague of Justinian)
เป็น “โรคระบาด” ที่เกิดขึ้นมานานเเล้วจึงไม่มีบันทึกพูดถึงเรื่องนี้สักเท่าไร กาฬโรคแห่งจัสติเนียนเกิดขึ้นในปี ค.ศ.541 หรือ พ.ศ.1048 ในอาณาจักรไบแซนไทน์ ตรงกับสมัยของจักรพรรดิที่มีชื่อว่าจัสติเนียน อย่างที่บอกว่าการแพทย์ในสมัยนั้นไม่เจริญ ผู้คนจึงไม่เข้าใจเรื่องโรคระบาดและเมื่อไม่เข้าใจ แพะรับบาปแรกก็มักจะกลายเป็นเรื่องของการกระทำของพระเจ้า ผู้คนสมัยนั้นโทษว่า จักรพรรดิจัสติเนียนเป็นปีศาจร้ายและเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดเรื่องนี้ขึ้น กาฬโรคแห่งจัสติเนียนนี้รุนแรงมาก มีคนตายวันละ 5,000 คน อัตราการตายด้วยโรคนี้สูงมากถึงประมาณ 80 % สามารถแพร่ทางอากาศและติดเชื้อในปอดได้ ยิ่งถ้ามีการติดเชื้อในกระแสเลือดก็เรียกได้ว่าเตรียมขุดหลุมได้เลย ฮือ ๆ
คนทั่วโลกตายไปประมาณ 30-50 ล้านคนเพราะโรคระบาดนี้ โดยเฉพาะในกรุงคอนสแตนติโนเปิล(เมืองอิสตันบูล ประเทศตุรกีในปัจจุบัน) มีบันทึกว่าประชากรตายไปถึง 40 % เลยทีเดียว ตอนจบของโรคระบาดนี้ไม่มีการบันทึกไว้อย่างชัดเจน แต่สันนิษฐานว่าคล้ายกับตอนจบของภาพยนตร์หลายเรื่อง คือ คนส่วนใหญ่ก็ติดกันหมดแหละ แต่ก็จะมีคนประเภทนึงที่มีภูมิคุ้มกันต่อโรคเลยรอดมาได้ เรียกสิ่งนี้ว่าภูมิคุ้มกันกลุ่มหรือ Herd immunity พูดง่าย ๆ คือเหมือนว่าคนที่รอดชีวิตจากโรคระบาดในครั้งนี้ผ่านการคัดเลือกโดยธรรมชาติ (Natural Selection) ตามทฤษฏีของชาร์ล ดาวินยังไงล่ะ นักประวัติศาสตร์หลายคนมองว่านี่อาจจะเป็นสาเหตุสำคัญที่อาณาจักรไบแซนไทม์ล่มสลายลงก็เป็นได้
ความตายสีดำ (Black death) ที่คร่าชีวิตคนทั่วโลกไปเป็นร้อยล้านคน!
Black Death คือกาฬโรคที่เกิดขึ้นในศตวรรษที่ 14 ช่วงปี ค.ศ. 1347-1351 หรือ พ.ศ. 1890-1894 ซึ่งตรงกันกับช่วงสถาปนากรุงศรีอยุธยา เชื่อกันว่าเป็นโรคระบาดที่แพร่มาจากชาวมองโกลโดยมีพาหะเป็นหมัดบนตัวหนู ที่เรียกกันว่า Black Death ก็เพราะว่าอาการขั้นตรีฑูตของผู้ป่วยโรคนี้คือ ผิวหนังจะกลายเป็นสีดำเพราะเลือดที่คั่งอยู่ใต้ชั้นหนังกำพร้า และมักอาเจียนออกมาเป็นเลือดสีดำ โรคนี้คร่าชีวิตชาวยุโรปไปมากถึงราว 30-60% ในช่วงเวลาเพียง 6 ปีเท่านั้น คาดการณ์ว่ามีคนตายไปประมาณ 100 ล้านคนด้วยโรคนี้ (ข้อมูลตรงนี้บ้างก็ว่า 75 ล้านคน หรือ 200 ล้านคน พี่ทุยขอประมาณกลาง ๆ ไว้ละกัน) ยุโรปต้องใช้เวลาถึง 150 ปี จำนวนประชากรถึงจะกลับมาเท่าก่อนหน้าที่จะเกิด Black death เพราะประชากรตายจากโรคนี้ไปถึง 1 ใน 3 หรือประมาณ 25 ล้านคน เช่น เมืองฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลีประชากรลดจาก 110,000-120,000 คน เหลือเพียงประมาณ 50,000 คนเท่านั้น
คำว่า Quarantine ซึ่งแปลว่าการกักตัวก็เกิดขึ้นในช่วงเวลานี้แหละ จากมาตรการสั่งให้กักตัวเป็นเวลา 40 วันที่เรียกกันว่า quaranta giorni ในภาษาอิตาเลียน กาฬโรคมรณะนี้ระบาดมาถึงไทยด้วย เพราะไทยในสมัยนั้นมีการติดต่อซื้อขายกับต่างชาติแล้ว ตอนนั้นเป็นสมัยพระเจ้าอู่ทอง พระองค์จึงทรงสถาปนาเมืองหลวงแห่งใหม่ว่า “อโยธยาศรีรามเทพ” หรืออยุธยา ซึ่งหมายความว่านครพระรามนั่นเอง
โรคระบาดครั้งใหญ่ของลอนดอน (The great plague of London)
เป็นกาฬโรคที่เกิดในลอนดอน ประเทศอังกฤษเมื่อปี ค.ศ.1665-1666 หรือ พ.ศ.2208-2209 โรคนี้คร่าชีวิตคนอังกฤษไปมากประมาณ 20% หรือกว่า 100,000 คนจาก 480,000 คน ในระยะเวลาเพียง 7 เดือน โรคนี้เกิดจากเชื้อแบคทีเรียชนิดเดียวกับ Black Death ที่เกิดบนพวกสัตว์ฟันแทะ เพราะในสมัยนั้นลอนดอนแตกต่างจากทุกวันนี้ลิบลับ ทั้งสกปรก ทั้งแออัด สุขอนามัยก็ไม่ดี เอื้ออำนวยให้เกิดการแพร่ระบาดของโรคได้ดีสุด ๆ โรคระบาดนี้ร้ายเเรงจนพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 2 ย้ายไปอยู่ที่เมืองออกซ์ฟอร์ดแทน และก็มีวิธีการจัดการและควบคุมโรคต่าง ๆ เช่น การปิดสถานที่ที่เป็นแหล่งชุมชน การเผาไฟตามท้องถนนเพื่อฆ่าเชื้อโรคในอากาศ และมีการกระทำเรียกขวัญกำลังใจ เช่น บ้านไหนที่ติดเชื้อแล้ว จะเเขวนกางเขนสีแดงไว้หน้าบ้านเพื่อขอให้พระเจ้าเมตตา มีการสวดมนต์ภาวนา เป็นต้น และกาฬโรคในครั้งนี้ก็ทำให้ผู้คนต้องกักตัว Work From Home เหมือนทุกวันนี้ และผลผลิตจาก Work From Home ในศตวรรษที่ 16 ของอังกฤษก็ทำให้เซอร์ไอแซคนิวตันคิดค้นทฤษฎีแรงโน้มถ่วงเเละแคลคูลัสขึ้นมาได้
โรคอหิวาตกโรคในสมัย ร.2 หรือ พ.ศ. 2363 ของไทย
โรคนี้เกิดขึ้นเมื่อช่วงรัชกาลที่ 2 ของไทย ชาวบ้านมักเรียกกันว่า “โรคห่า” ซึ่งคำว่าห่านี้แปลว่ามากหรือเยอะ มาจากการที่ชาวบ้านเห็นคนตายด้วยโรคนี้มากเหมือนใบไม้ร่วงจนไม่สามารถเผาร่างได้ทัน ซากศพจึงกองทับถมกันเป็นที่น่าเวทนา และที่มีมากที่สุดคือวัดสระเกศ แร้งจึงมากัดกินซากศพกองพะเนินที่จัดการไม่ทัน จึงเกิดคำเรียกติดหูที่ว่า “แร้งวัดสระเกศ” ขึ้นมา
โรคนี้ระบาดหนักมากจนสุดท้ายรัชกาลที่ 2 ต้องทรงพระราชทานให้มีพีธีที่ชื่อว่า อาพาธพินาศขึ้น ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ซึ่งเหมือนพิธีปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย เภทภัย โดยการให้พระสงฆ์มาเจริญพระปริตร มีการยิงปืนใหญ่ทั้งคืน พรมน้ำมนต์ทั้งทางบกและทางเรือและสั่งให้ประชาชนอยู่แต่ในบ้าน เป็นต้น ซึ่งการกักตัวหรือ Social Distancing ของผู้คนในสมัยนั้นก็ได้ผลดีทีเดียว เพราะโรคก็ค่อย ๆ สงบลงในที่สุด แต่ไม่นานนัก อหิวาตกโรคก็กลับมาระบาดในไทยอีกในรัชกาลต่อ ๆ มา แต่ในครั้งนี้ไม่รุนแรงมากเท่าครั้งที่เกิดในสมัย ร.2 เพราะการแพทย์เจริญขึ้นแล้ว
กาฬโรคในสมัย ร.5
โรคนี้ระบาดในไทยสมัย ร.5 มีความรุนแรงในไทยไม่เท่าอหิวาตกโรคแต่ก็มีการจัดการอย่างเข้มงวด ร.5 ถึงขนาดกักตัวพ่อค้าที่เข้ามาล่องเรือขายของอยู่ที่เกาะร้างบริเวณอ่าวไทยที่ชื่อว่า เกาะไผ่ เพื่อควบคุมโรคเป็นเวลา 9 วัน ในตอนนั้นเพียงแค่เดือนเดียวมีรายงานผู้เสียชีวิตมากถึง 6,600 ราย
ไข้หวัดสเปน
เกิดในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 เมื่อปี ค.ศ. 1918 หรือ พ.ศ. 2461 ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 6 มีที่มาจากนก ที่โรคนี้ถูกเรียกว่าเป็นไข้หวัดสเปนก็เพราะว่าประเทศสเปนไม่เข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 1 ก็เลยไม่ต้องพยายามปกปิดเพราะคิดถึงผลประโยชน์ในการสงคราม สเปนจึงเป็นผู้ประกาศออกมาเป็นชาติแรกว่ามีการแพร่ระบาดของโรคนี้ คนก็เลยเข้าใจว่าโรคนี้มีต้นเหตุมาจากสเปน โรคนี้คร่าชีวิตคนทั่วโลกไปมากถึง 20-50 ล้านคน หรือ 1 ใน 5 ของประชากรทั้งโลก และมีผู้ติดเชื้อสูงถึง 50-100 ล้านคนทั่วโลก ในไทยเองก็โดนโรคนี้เล่นงานไม่น้อย มีคนติดเชื้อไข้หวัดสเปนมากถึงประมาณ 2.3 ล้านคน เเละตายกว่า 80,000 คน
สังเกตได้ว่าการที่โรคระบาดต่าง ๆ ในอดีตนั้นคร่าชีวิตคนได้มากมายหลายสิบล้าน ส่วนนึงก็เป็นเพราะเกิดในช่วงสงครามที่ทหารต้องเดินทางเคลื่อนย้ายอยู่ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นตอนนี้โลกเราไม่ได้มีศึกสงคราม การควบคุมโรคระบาดอย่างการกักตัว (Quarantine) ก็เป็นสิ่งที่ควรปฏิบัติตามอย่างยิ่งนะ และก็อย่าตื่นตระหนกเกินควร โควิด-19 นี้ก็เหมือนโรคระบาดที่เคยเกิดขึ้นมานับครั้งไม่ถ้วน ซึ่งสุดท้ายเเล้วพี่ทุยมั่นใจว่ามันก็จะเหลือเพียงเเค่ชื่อในหน้าประวัติศาสตร์เนี่ยแหละ กาฬโรคกว่าโลกจะคิดค้นยารักษาได้ก็ปาไป 500 ปี คนตายเป็นร้อยล้านคนเเล้ว แต่ โควิด-19 มีข่าวดีเรื่องการพัฒนายาและวัคซีนออกมาอย่างรวดเร็วนะ มองในแง่ดีไว้ พี่ทุยบอกตัวเองด้วย ฮ่าๆ
Comment