เชื่อว่าทุกคนก็น่าจะรู้ข่าวกันแล้วล่ะว่าตอนนี้ประเทศไทยเรามีความเสี่ยงที่จะเกิด “โควิดระบาดรอบสอง (Second Wave)” ซึ่งต้องมารอลุ้นกันว่าเราจะโชคดีมากพอที่จะรอดกันหรือไม่
คำถามหนึ่งที่พี่ทุยแว่บขึ้นมาในหัวทันทีเลยพอได้ยินข่าวก็คือ เราจะรับมือกับ “โควิดระบาดรอบสอง (Second Wave)” ได้มั้ย ? เพราะถ้าระบาดจริง ๆ การปิดเมืองย่อมเป็นทางเลือกอันดับแรก ๆ ที่เราต้องทำแน่นอน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการระบาดในวงกว้าง ซึ่งการปิดเมืองแต่ละครั้งมีสิ่งที่เราต้องแลกหลายอย่างเลยไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเศรษฐกิจที่เราเห็นได้อย่างชัดเจน ก็คือคนตกงานกันเยอะมาก GDP ทรุดหนักที่สุดในประวัติการณ์ หรือเรื่องของการใช้ชีวิต ที่อาจทำให้คนไม่สามารถออกไปไหนได้ ซึ่งการปิดเมืองรอบที่แล้วก็พบว่าทำคนสุขภาพจิตเสียหายไปไม่มากก็น้อย ดังนั้นเห็นได้ชัดเลยว่าการปิดเมืองทำให้เกิดปัญหาตามมาอย่างแน่นอน
ในช่วงเวลาการปิดเมืองครั้งที่ผ่านมาเราจะเห็นได้ว่าเครื่องยนต์ที่ทำงานขับเคลื่อนเศรษฐกิจอยู่ก็คือ “รัฐบาล” ที่มีการใช้จ่ายผ่านนโยบายต่าง ๆ มากมาย สิ่งที่น่าสนใจก็คือถ้าการปิดเมืองเกิดขึ้นอีกครั้ง เครื่องยนต์ที่ชื่อว่ารัฐบาลนี้ยังไหวอยู่มั้ย มีเงินพอที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจอีกครั้งหรือไม่
จะดูผลกระทบของการปิดเมืองต้องดูที่ การบริโภคภายในประเทศ (Domestic Consumption) ปิดเมือง 1 เดือนเสียหายกว่า 4 แสนล้าน !!
เริ่มแรกเลย พี่ทุยอยากจะพาย้อนไปดูตัวเลขที่น่าสนใจนิดนึงว่าการปิดเมืองมีผลกระทบมากแค่ไหน ถ้าเราดูกันตามข่าวจะพบว่ามีการพูดถึงตัวเลข GDP -10% กว่า ๆ การตกงานอีก 8.3 ล้านคน และการส่งออกที่ตกต่ำสุดในรอบ 4 เดือน อันนี้ส่วนตัวพี่ทุยว่าอาจจะดูรุนแรงเกินไป ถ้าเราวัดแค่ผลกระทบจากการปิดเมืองเท่านั้น ตัวเลขที่กล่าวมาทั้งหมดเกิดขึ้นจริง ๆ แต่พี่ทุยคิดว่ามันคือ ผลกระทบรวมทั้งหมดของโควิด-19 มากกว่าที่จะเป็นแค่ผลกระทบจากการปิดเมือง
ถ้าให้อธิบายเพิ่มแบบง่าย ๆ ก็อย่างเรื่องนักท่องเที่ยวไม่ว่าเราจะปิดเมืองเพิ่มห้ามคนออกจากบ้านหรือไม่ นักท่องเที่ยวก็ไม่ได้มาอยู่ดี หรือเรื่องการส่งออกถ้าต่างประเทศยังไม่มีกำลังซื้อเพิ่มเติมยังเป็นแบบนี้อยู่ เราจะปิดเมืองเพิ่มหรือไม่ปิด ยังไงก็ส่งออกไม่ได้อยู่ดี
ดังนั้น ถ้าเราจะดูผลกระทบเฉพาะแค่การปิดเมืองจริง ๆ พี่ทุยคิดว่าการปิดเมืองหลัก ๆ แล้วน่าจะส่งผลต่อการบริโภคภายในประเทศ (Domestic Consumption) เพราะคนออกไปจับจ่ายใช้สอยไม่ได้ พ่อค้าแม่ค้าผู้ประกอบการต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นห้างหรือร้านอาหารจะได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก ซึ่งมีคนที่เคยทำประมาณการคร่าว ๆ ไว้เหมือนกัน
โดยเครือซีพีได้ประมาณการไว้ว่า การปิดเมือง 1 วันจะทำให้เสียหายประมาณ 15,000 – 16,000 ล้านบาทกันเลยทีเดียว ย้ำว่านี่คือความเสียหายต่อวัน !! หากปิดอย่างต่ำ ๆ 14 วันก็เสียหายไป 2 แสนกว่าล้านบาทแล้ว ซึ่งถ้าปิดกันจริง ๆ ยังไงก็ปิดเกิน 14 วันแน่ ๆ ครั้งที่แล้วยังปิดเป็นเดือนเลย พี่ทุยคิดว่าคร่าว ๆ แล้วน่าจะทำให้เสียหายประมาณ 4 แสนล้านบาท (สมมติฐานคือปิดเมืองประมาณ 1 เดือน)
ในครั้งที่แล้ว มาตรการที่เห็นชัดที่สุดที่มีเงินลงสู่เศรษฐกิจและเป็นการให้เปล่า ก็คือ “มาตรการเยียวยา” โครงการเราไม่ทิ้งกัน ให้เงินช่วยเหลือ 5,000 บาท 3 เดือนด้วยกัน ซึ่งมีผู้ได้รับเงินประมาณ 15 ล้านราย คนละ 15,000 เท่ากับว่ารัฐจ่ายเงินทั้งสิ้น 225,000 ล้านบาท
นอกจากนั้นยังมีโครงการช่วยเหลือเกษตรกรอีกประมาณ 7.5 ล้านราย เท่ากับให้เงิน 112,500 ล้านบาท รวม 2 โครงการจะเท่ากับประมาณ 337,500 ล้านบาท จะเห็นว่ายังไม่ถึงกับที่เสียหายเลย และเงินจำนวนนี้หากใครยังจำกันได้จะพบว่า รัฐบาลออกมาบอกค่อนข้างชัดเจนว่า ในเดือนที่ 3 ยังไม่มีจ่าย เลยทำให้ต้องมาออกเป็น พ.ร.บ. เงินกู้ 1 ล้านล้านบาท
แล้วภาครัฐก็มีมาตรการอื่น ๆ อีกทั้ง สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft loan) และการพักชำระหนี้จากทั้งของภาครัฐและแบงก์ชาติ มาตรการพวกนี้ช่วยได้ดีเลยแหละ เพราะจะช่วยยืดอายุของธุรกิจได้เยอะมากทำให้ยังสามารถกลับมาประกอบการได้ สามารถสร้างรายได้ให้แก่ทั้งผู้ประกอบการและลูกจ้างได้ โดยวงเงินทั้งหมดที่มีการออก พ.ร.บ. เงินกู้ไปก็คือ 1.9 ล้านล้านบาทนั่นเอง (ของรัฐ 1 ล้านล้านบาท ของแบงก์ชาติอีก 9 แสนล้านบาท)
ถ้าต้องปิดเมืองแล้วรัฐต้องจ่ายอัดฉีดอีกครั้ง ตามหลักการประเทศไทยเรายังสามารถกู้เพิ่มได้อีกประมาณ 3 ล้านล้านบาท
แน่นอนว่าถ้ามีการปิดเมืองอีกครั้ง แล้วอยากจ่ายเงินเยียวยาอีกรอบ ครั้งที่แล้วยังไม่มีจ่ายเลย ครั้งนี้ก็คงต้องกู้อย่างแน่นอน ซึ่งถ้าดูตัวเลขจริง ๆ รัฐเราก็ยังกู้เงินเพิ่มได้แบบสบาย ๆ สำหรับประเทศไทยนั้นเรามีการกำหนดวินัยทางการคลังไว้ว่า จะต้องไม่ให้หนี้สาธารณะเกิน 60% ของ GDP ซึ่งในอดีตเรามีวินัยอยู่ในเกณฑ์ที่ค่อนข้างดีทำให้ที่ผ่านมาแม้จะกู้เงินไปแล้ว 1.9 ล้านล้านบาท ก็ยังมีหนี้ประมาณ 40% ของ GDP เท่านั้นเอง นั่นหมายความว่าเรากู้ได้อีก ประมาณ 20 % เลยทีเดียว ก็คิดคร่าว ๆ ประมาณ 3 ล้านล้านบาท
โดยสรุปแล้วพี่ทุยคิดว่า ความเสียหายต่อการปิดเมืองถ้าเราฟังตามข่าวตัวเลขก็อาจจะเว่อร์ ๆ หน่อยเพราะนั่นคือตัวเลขของผลกระทบจากโควิด-19 ทั้งหมด ถ้าคิดแค่ปิดเมืองจริง ๆ จะประมาณ 15,000 ล้านบาทต่อวัน และถ้ามีการปิดเมืองประมาณ 1 เดือน ก็จะมีความเสียหายสูงถึง 4 แสนล้านบาทเลย ดังนั้น หากรัฐจะเข้ามาแก้ไขปัญหาตรงนี้ รัฐต้องอัดฉีดเม็ดเงินพอ ๆ กับที่เสียหายเข้ามา ถ้าตามหลักการแล้วรัฐก็น่าจะยังสามารถทำได้สบาย ๆ เพราะยังมีเพดานหนี้ให้ก่อได้อีกเยอะเลย อีกประมาณ 3 ล้านล้านบาทได้ แต่การอัดฉีดต้องมาด้วยสมมติฐานที่ว่ารัฐสามารถอัดฉีดเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถส่งเงินเยียวยาเข้าสู่ผู้ที่ได้รับผลกระทบได้จริง ๆ
แต่ประเด็นก็คือการต้องมาก่อหนี้สาธารณะเพิ่มและการปิดเมืองอีกครั้งไม่ใช่เรื่องที่ควรทำเลย ไม่ว่าความเสียหายที่ตามมาหลังจากนั้นไม่ว่าจากทั้งการจ้างงานที่หายไป คนตกงาน ธุรกิจ SME ที่เอาตัวไม่รอดแล้วต้องเป็นหนี้เป็นสินกัน ซึ่งจะเป็นปัจจัยที่ทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวไปอีกนานในระยะยาวด้วย การพลาดแค่เพียงเล็กน้อยอาจนำมาซึ่งความเสียหายที่ยิ่งใหญ่ได้ ดังนั้นเราควรต้องช่วยกัน รัฐจะการ์ดตกหรืออะไรยังไงก็ตาม แต่พี่ทุยขอแค่เราอย่าไปตกตามก็พอ เพราะสุดท้ายเราก็ต้องพึ่งตัวเองให้ได้มากที่สุด
หลัก ๆ เนื้อหาพูดถึงความเสียหายของโควิด-19 ที่ผ่านมาว่า ประเทศไทยต้องสูญเสียเงินไปเท่าไหร่บ้างในการอัดฉีดต่าง ๆ คนตกงานกี่คน แล้วถ้าเกิด”โควิดระบาดรอบสอง (Second Wave)” ประเทศไทยยังจะรับมือกับเรื่องนี้ไหวไหม เพราะรอบที่แล้วประเทศไทยก็มีการกู้เงินไป 1.9 ล้านล้านบาท แต่ก็ยังไม่พอจ่าย ถ้าเกิดขึ้นรอบสองคงต้องกู้เงินอีกแน่นอนเพื่อมาอัดฉีด
Comment