“ปัจจัยสี่” ที่ประกอบไปด้วย เครื่องนุ่งห่ม น้ำ อากาศและอาหาร คงเป็นบทเรียนแรก ๆ เลยที่เราได้เรียนกันตอนประถม ธุรกิจที่พี่ทุยจะมาเล่าถึงในบทความนี้ ก็เป็นธุรกิจที่มีความเกี่ยวข้องกับปัจจัยสี่ ซึ่งก็คือ ธุรกิจร้านอาหาร ในที่นี้คือร้านอาหารญี่ปุ่น “ฮะจิบัง” ที่เราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี และเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา งบการเงินของบริษัทก็ถูกประกาศออกมา ทำให้เกิดคำถามที่ว่า เกิดอะไรขึ้นนะ ร้านบะหมี่แห่งถนนหมายเลข 8 สัญชาติญี่ปุ่นร้านนี้ถึงกำไรไม่ค่อยปังเลย ก่อนจะไปล้วงเเคะเเกะเกา พี่ทุยขอเล่าถึงประวัติของฮะจิบังคร่าว ๆ กันก่อน
จุดกำเนิดของ “ฮะจิบัง”
ฮะจิบัง ราเมน สาขาแรกได้ถือกำเกิดบนถนนหลวงสาย 8 เมืองคางะ จังหวัดอิชิกะวะ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งชื่อ ฮะจิบัง มีความหมายว่า “หมายเลข 8” ตามชื่อถนนที่ร้านถือกำเนิดขึ้นมานั่นเอง ในตอนแรก ฮะจิบังเป็นเพียงร้านราเมนเล็ก ๆ ที่มีชามในร้านเพียง 25 ชามเท่านั้น และเคยสร้างยอดขายสูงสุดถึง 1,300 ชามภายในวันเดียว โดยใช้ชามเพียงแค่ 25 ชามในร้านนั่นแหละ เค้าก็เลยดังเป็นพลุแตก และไม่นานนักก็จะทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์ JASDAQ ของญี่ปุ่น
ต่อมาก็ขยายสาขาในไทย สาขาแรกเริ่มต้นที่ สีลมคอมเพล็กซ์ ในปี 2535 ปัจจุบันฮะจิบังมีสาขากระจายตัวอยู่ 127 สาขาทั่วประเทศ
รายได้และกำไรของฮะจิบัง
ปัจจุบัน ตลาดราเมนมีมูลค่า 3,142 ล้านบาท ฮะจิบัง ถือว่ามีส่วนเเบ่งการตลาดสูงเป็นอันดับ 1 อยู่ที่ 50%
- ปี 2556
รายได้ 1,573 ล้านบาท
กำไรสุทธิ 259 ล้านบาท - ปี 2557
รายได้ 1,658 ล้านบาท
กำไรสุทธิ 267 ล้านบาท
- ปี 2558
รายได้ 1,662 ล้านบาท
กำไรสุทธิ 267 ล้านบาท
- ปี 2559
รายได้ 1,689 ล้านบาท
กำไรสุทธิ 263 ล้านบาท
- ปี 2560
รายได้ 1,710 ล้านบาท
กำไรสุทธิ 259 ล้านบาท - ปี 2561
รายได้ 1,854 ล้านบาท
กำไรสุทธิ 259 ล้านบาท
จะสังเกตเห็นได้ว่า ฮะจิบังมีรายได้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แต่กำไรสุทธิกลับค่อนข้างคงที่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ดีนัก เพราะเท่ากับว่า ลงทุนด้วยกำลังแรงและกำลังเงินที่มากขึ้น แต่กลับมีผลลัพธ์เท่าเดิม ถ้าเป็นตามหลักฟิสิกส์แล้ว การที่เราใส่ action ลงไปมากขึ้น ก็ควรจะได้ reaction มากขึ้นเท่านั้น
แต่รายได้และกำไรของฮะจิบังไม่เป็นเช่นนี้น่ะสิ พี่ทุยลองส่องอัตราส่วนกำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) หรือต้นทุนของสินค้าเค้าดู และพบว่ามีสัดส่วนที่ค่อนข้างดูดีที่ 70% ทีเดียว
พูดง่าย ๆ ว่า ถ้าเราซื้อราเมนของเค้า 1 ชาม ที่ราคา 100 บาท ฮะจิบังจะได้กำไรไป 70 บาท
ดังนั้น กำไรที่คงที่คงไม่ได้เป็นผลมาจากต้นทุนของสินค้า แต่น่าจะมาจากต้นทุนการบริหารและบริการต่างหาก เช่น ค่าเช่าหรือค่าจ้างพนักงานมากกว่าการโฆษณา ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าฮะจิบังมีการโฆษณาที่น้อยมาก แล้วก็มีการทำโปรโมชั่นไม่บ่อยนัก
สมมุติว่าเราเป็นผู้บริหาร แล้วอยากจะเพิ่มกำไร ควรทำยังไงดี ?
เราลองมาสวมหัวโขน สมมุติว่าตัวเองเป็นผู้บริหารฮะจิบังแล้วต้องการเพิ่มกำไรให้กิจการกันเล่น ๆ ดีกว่า วิธีแก้คลาสสิคที่ทุกคนคงนึกถึงคือ
การเพิ่มราคาสินค้า
ปัจจุบันราคาอาหารของฮะจิบังเริ่มต้นที่ประมาณ 60 กว่าบาทไปจนถึงอาหารเซ็ตราคาเกือบ 200 บาท ถ้าถามว่าแพงมั้ย พี่ทุยว่าขึ้นอยู่กับท้องที่ เช่น ในบางจังหวัดราคาอาหารต่อมื้ออาจจะตกอยู่ที่ 40 บาท ราเมนของฮะจิบังก็คงจัดว่ามีราคาสูงกว่าพอสมควร แต่สำหรับกรุงเทพ ตามการสำรวจของนัมเบโอ เว็บไซต์ฐานข้อมูลด้านค่าครองชีพที่ใหญ่ที่สุดในโลกได้รายงานว่า ค่าใช้จ่ายอาหารเฉลี่ยในกรุงเทพอยู่ที่ประมาณ 80 บาทต่อมื้อ ถ้าเป็นในจังหวัดที่มีค่าครองชีพสูงอย่างนี้เเล้ว ราเมนของฮะจิบังจัดว่าไม่แพงเลย
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า การที่อาหารราคาไม่แพง ทางร้านจะสามารถขึ้นราคาได้นะ เพราะอาหารราคาไม่แพง ก็มีคู่เเข่งน้องใหม่ไฟแรงของเค้าอยู่เช่นกัน
จากการวิจัยของ Nielsen พบว่า ในปี 2561 ผู้บริโภคชาวไทยทานอาหารนอกบ้านเฉลี่ยเดือนละ 56 ครั้ง โดยเพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มีอัตราเฉลี่ย 50 ครั้งต่อเดือน ถึงแม้ว่าปัจจุบันผู้บริโภคส่วนใหญ่จะยังเลือกออกไปทานอาหารที่ร้านเป็นหลัก แต่เทรนด์การสั่งอาหารเดลิเวอรี ส่งถึงบ้านก็เป็นอะไรที่น่าสนใจและน่าจะเข้ามาเป็นคู่เเข่งคนสำคัญ โดยเฉพาะสำหรับร้านอาหารที่เน้นกลุ่มผู้บริโภคทั่วไป ราคาจับต้องได้สำหรับคนทุกเพศทุกวัย และไม่ได้มีจุดเด่นในการตกแต่งร้านมากอย่างฮะจิบัง
เรามาเจาะที่เรื่องค่าใช้จ่ายในการสั่งอาหารแบบเดลิเวอรีกัน
Food Panda
ค่าใช้จ่าย: 40 บาททุกออเดอร์ ราคาดีแต่มีข้อเสียคือไม่ได้มีทุกพื้นที่ ถ้าบ้านเราอยู่ห่างไกลนอกเขตบริการก็อดนะ
Grab food
ค่าใช้จ่าย: กิโลเมตรละ 10 บาท ถ้าเราสั่งอาหารร้านใกล้ๆ จะคุ้มค่ามาก แต่ก็มีข้อจำกัดเรื่องพื้นที่ให้บริการเหมือนกัน
LINE MAN
ค่าใช้จ่าย: มีค่าใช้จ่ายสูงกว่าเพื่อนโดยเริ่มต้นที่ 55 บาท ซึ่งผู้ซื้อคงจะลำบากใจในการเลือกใช้มาก หากอยากกินแค่ร้านอาหารหน้าปากซอย แต่ราคาอลังการนี้ก็มากับข้อดีที่ว่า เค้าไม่จำกัดพื้นที่ในการให้บริการ จะไกลแค่ไหนก็ส่ง และมีฐานข้อมูลร้านค้าที่กว้างมาก ทำให้เรามีตัวเลือกที่หลากหลาย
ผู้บริโภคกลุ่มนี้จึงมีตัวเลือกในการสั่งอาหารเดลิเวอรีมาทานที่บ้าน เพราะทั้งสะดวกสบาย อีกทั้งเมื่อรวมกับค่าส่งเเล้ว ราคาก็ยังไม่ได้แพงไปกว่ากัน ดังนั้น ร้านอาหารกลุ่ม Mass จึงไม่ค่อยนิยมจะขึ้นราคาสินค้า ในเมื่อมีคู่เเข่งอย่าง บริการส่งอาหารเดลิเวอรีจ่อคอหอยอยู่แล้ว
ตัวเลือกที่เหลือของผู้บริหารอย่างเรา (อย่าลืมนะ เราสวมหัวโขนผู้บริหารอยู่ (อิอิ) ก็น่าจะเป็นการพยายามเพิ่มกำไรจากส่วนอื่น ๆ เช่น การจัดการกับค่าจ้างพนักงาน การจัดงานค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ของร้าน เป็นต้น
รวมถึงการพยายามกำจัดภาวะการเป็น “สินค้าทดแทน” กับอาหารเดลิเวอรี เช่น ร้านอาหารมีจุดเด่นหรือมีเมนูพิเศษ ที่ผู้บริโภคไม่สามารถได้รับจากการสั่งอาหารเดลิเวอรี
ดูข้อมูลการให้บริการของ LINE MAN แล้วน่าสนใจ พี่ทุยฝากให้เค้าไปส่งความรักให้ได้มั้ยเนี่ย ได้ข่าวว่าไม่จำกัดพื้นที่ให้บริการ ถึงเธอจะอยู่ไกลแค่ไหน พี่ทุยก็ยอมเสียค่าส่งนะ ป๋ามั้ยล่ะ! (ฮ่า)
Comment