The Walt Disney Company

รู้จัก The Walt Disney Company บริษัทบันเทิงที่ใหญ่ที่สุดในโลก

4 min read    Money Buffalo

ฉบับย่อ

  • วอลเตอร์ ดิสนีย์ และรอย ดิสนีย์ สองพี่น้องร่วมทุนกันเปิดบริษัท Walt Disney Studio ซึ่งภายหลังคือ The Walt Disney Company มีคาแรกเตอร์ที่โด่งดังที่สุดคือมิกกี้เมาส์จากซีรีส์เรื่อง Steamboat Willie 
  • ปี 1955 มีการเปิดสวนสนุกแห่งแรกชื่อว่า Disneyland จนประสบความสำเร็จและมีสวนสนุกอื่นๆ ตามมาอีก 5 แห่งทั่วโลก คือ Walt Disney World, Tokyo Disneyland, Disneyland Paris, Hongkong Disneyland, Shanghai Disneyland
  • Disney ซื้อ Pixar ที่เป็นบริษัททำแอนิเมชันในปี 2006 ซื้อ Marvel Entertainment บริษัทเจ้าของคาแรกเตอร์ซูเปอร์ฮีโร่ในปี 2009 ซื้อ Lucasfilm บริษัทโปรดักชั่นเจ้าของ Star Wars ในปี 2012 และซื้อ 20th Century Fox บริษัทภาพยนตร์ยักษ์ใหญ่ในปี 2019
  • Online Streaming และโควิด-19 ทำให้ Disney ต้องปรับตัวเข้าไปทำธุรกิจสตรีมมิ่งอย่าง ESPN+, Disney+ และ Hulu รวมถึงกระแส Black Lives Matter ทำให้บทภาพยนตร์ ซีรีส์ และการแคสติ้งนักแสดงของ Disney คำนึงถึงความหลากหลายของสีผิว เพศ และเชื้อชาติมากขึ้น

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile

พี่ทุยเชื่อว่าวัยเด็กของพวกเราย่อมเคยดูการ์ตูนกันมาบ้าง และโลกการ์ตูนชื่อดังก็ต้องมี Disney ติดโผมาด้วยแน่ ๆ วันนี้พี่ทุยเลยจะพาไปเจาะลึกถึงต้นกำเนิด พัฒนาการ ของอาณาจักร The Walt Disney Company กันเสียหน่อย

ต้องบอกก่อนเลยว่า ปัจจุบัน Disney ไม่ได้สร้างเพียงโลกการ์ตูนสำหรับเด็ก ๆ เท่านั้น แต่ยังเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ผู้สร้างสื่อบันเทิงที่เข้าถึงคนได้ทุกเพศทุกวัย ทั้งการ์ตูน แอนิเมชัน ภาพยนตร์ รายการทีวี กีฬา และสถานที่ท่องเที่ยว ล้วนมี Disney เข้าไปเกี่ยวข้องด้วยทั้งนั้น ถ้าพร้อมแล้วตามพี่ทุยไปดูกันเลย!

วอลเตอร์ ดิสนีย์ ชายผู้สร้างโลกแห่งจินตนาการ

เริ่มแรกพี่ทุยอยากแนะนำให้ทุกคนรู้จักกับวอลเตอร์ เอลเลียส ดิสนีย์ (Walter Elias Disney) ชายผู้เป็นต้นกำเนิดของโลก Disney กันก่อน โดยวอลเตอร์เกิดเมื่อวันที่ 5 ธ.ค. ปี 1901 ในชิคาโก

ในวัยเด็กนั้นวอลเตอร์เป็นคนที่ชอบวาดภาพมาก และมีฝีมือที่เข้าขั้นพรสวรรค์เลยทีเดียว โดยในเวลาต่อมา ครอบครัวของวอลเตอร์ได้ย้ายไปที่เมืองแคนซัสเพื่อทำธุรกิจหนังสือพิมพ์ ซึ่งวอลเตอร์ก็มีหน้าที่ช่วยครอบครัวส่งหนังสือพิมพ์ตามบ้านต่าง ๆ และได้มีโอกาสเรียนวิชาศิลปะและถ่ายภาพที่เมืองนี้ด้วย คราวนี้เลยเหมือนเป็นการจุดประกายให้วอลเตอร์อยากเป็นนักวาดการ์ตูนลงหนังสือพิมพ์

เมื่ออายุได้ 18 ปี วอลเตอร์มุ่งเป้าไปทางศิลปะแบบเต็มตัว แต่คุณพ่อกลับคัดค้านหัวชนฝา ทำให้วอลเตอร์ต้องเก็บกระเป๋าออกจากบ้านเพื่อไปตามล่าหาความฝันด้วยตัวเอง โดยได้มีการร่วมลงทุนกับเพื่อนเปิดบริษัทด้านศิลปะในชื่อ Iwerks-Disney Commercial Artists แต่ก็เจ๊งจนต้องปิดตัวลง และ 2 ปีต่อมาก็เปิดบริษัทใหม่ในชื่อ Laugh-O-Gram Studio แล้วก็เจ๊งอีกตามเคย!

คราวนี้วอลเตอร์ที่แทบหมดเนื้อหมดตัวเลยตัดสินใจขายกล้องตัวโปรดของตัวเองแล้วเดินทางไปที่ลอสแอนเจลิสเพื่อไปทำงานเป็นผู้กำกับ โดยในเวลาต่อมาก็ได้ข่าวว่า บริษัทภาพยนตร์ New York Film กำลังมองหาพล็อตการ์ตูนซีรีส์อยู่ วอลเตอร์เลยลองส่งเรื่องที่ตัวเองเคยทำเอาไว้ชื่อ Alice’s Wonderland ซึ่งพอส่งไปก็ถูกใจ New York Film จนได้ทำเป็นซีรีส์ยาว 6 ตอน

หลังจากนั้นวอลเตอร์ก็ตัดสินใจร่วมหุ้นกับพี่ชายคือรอย โอลิเวอร์ ดิสนีย์ (Roy Oliver Disney) เปิดบริษัทอีกครั้งในปี 1923 ชื่อ Disney Brother Studio และมีการเปลี่ยนชื่อภายหลังเป็น Walt Disney Studio ซึ่งปัจจุบันคือ The Walt Disney Company นั่นเอง

Disney Animation จินตนาการที่เคลื่อนไหวในจอภาพ

บริษัท Walt Disney Studio มีสายงานหลักที่เรียกว่า Disney Animation ซึ่งถือว่าทำกำไรได้พอตัวจากซีรีส์ Alice’s Wonderland เมื่องานนี้ไปได้สวยก็มีซีรีส์เรื่องใหม่ ๆ ตามมาคือ Oswald the Lucky Rabbit โดยมีตัวเอกคือเจ้ากระต่ายออสวอลด์

ซึ่งโปรเจกต์นี้ทำร่วมกับ Universal Pictures และกลายเป็นซีรีส์ที่ดังแบบพลุแตกทำกำไรมหาศาล แต่แล้ว Universal Pictures ก็ดันเอาเจ้าออสวอลด์ไปให้บริษัทอื่นผลิตต่อ และด้วยความไม่รู้เรื่องลิขสิทธิ์ทำให้วอลเตอร์ต้องเสียเจ้าออสวอลด์ไปแบบเจ็บใจทั้งที่เป็นตัวการ์ตูนที่เขาคิดขึ้นมาเอง

ถึงแม้จะเสียทั้งเจ้าออสวอลด์และรายได้ไปไม่น้อย แต่วอลเตอร์ก็ยังคงไม่ยอมแพ้ พยายามคิดหาไอเดียสร้างตัวการ์ตูนตัวใหม่ แล้วก็ได้แรงบันดาลใจตอนเห็นหนูวิ่งอยู่ในโรงรถ เลยวาดคาแรคเตอร์เป็นหนูที่มีหูกลมโตและตั้งชื่อให้ว่า “มิกกี้เมาส์ (Mickey Mouse)”

ต่อมา Disney Animation ก็นำเอาเจ้าหนูตัวนี้ไปเป็นตัวเอกในซีรีส์เรื่อง Steamboat Willie มีการเพิ่มลูกเล่นด้วยการใส่เสียงเข้าไปในการ์ตูนด้วย (กลายเป็นแอนิเมชันเรื่องแรกที่มีเสียง) โดยพอซีรีส์เรื่องนี้ออกฉายก็สร้างความตื่นเต้นแบบสุด ๆ เจ้าหนูมิกกี้ก็กลายเป็นขวัญใจของเด็ก ๆ  สร้างรายได้และชื่อเสียงให้กับ Walt Disney Studio ไปมหาศาล

หลังจากความสำเร็จแบบถล่มทลายของมิกกี้เมาส์ Disney Studio ก็เร่งสร้างตัวการ์ตูนและซีรีส์เรื่องอื่น ๆ ตามมา ได้แก่

  • Snow White and the Seven Dwarfs ปี 1937
  • Pinocchio ปี 1940
  • Fantasia ปี 1940
  • Dumbo ปี 1941
  • Bambi ปี 1942

เรียกได้ว่า ซีรีส์ทุกเรื่องได้รับความนิยมสูงมาก ทำให้ตั้งแต่ปี 1940 เป็นต้นมา Disney ก็สามารถครองตลาดแอนิเมชันโดยส่วนใหญ่ได้ รวมถึงการเข้ามาของ TV Media ทำให้สื่อของ Disney แพร่หลายมากยิ่งขึ้น และกลายเป็นจุดเริ่มต้นอาณาจักรอันยิ่งใหญ่ของ Disney 

ปัจจุบันในปี 2022 The Lion King (2019) เป็นแอนิเมชันของ Disney Animation ที่ทำรายได้มากที่สุดในโลก คือ 1.6 พันล้านดอลลาร์ และหากนับภาพยนตร์ทั้งหมดจะอยู่อันดับที่ 11

แต่ยังมีภาพยนตร์เรื่องหนึ่งที่มีความไฮบริด คือ Lion King (2019) ที่ใช้การถ่ายทำแบบไลฟ์แอคชัน (Live action) มีการใช้คนแสดงจริงผสมกับ CG ซึ่งตอนออกมาก็มีการถกเถียงเหมือนกันว่าเป็นแอนิเมชันหรือว่าไลฟ์แอคชัน  

แต่อาจถือได้ว่า Lion King (2019) เป็นการทำแอนิเมชันในแบบแปลกใหม่เพื่อความสมจริงมากขึ้นก็ได้ โดยเรื่องนี้ทำรายได้ไป 1.6 พันล้านดอลลาร์ ที่หากนับเป็นแอนิเมชันจะถือว่าทำรายได้มากที่สุดแซงหน้า Frozen II

Disney Parks จินตนาการที่เคลื่อนไหวในโลกความจริง

หลังจากประสบความสำเร็จจากแอนิเมชันแล้ว วอลเตอร์ก็มีไอเดียผุดขึ้นมาคืออยากทำสวนสนุกที่จะสร้างความสุขให้กับเด็ก ๆ โดยยกเอาตัวการ์ตูนของ Disney ให้ออกมาโลดแล่นในสวนสนุก ซึ่งก็มี ABC Television Group เข้ามาร่วมทุนในครั้งนี้ด้วย จนในปี 1955 ก็เกิดสวนสนุกแห่งแรกที่ชื่อ Disneyland ในเมืองอนาไฮม์ แคลิฟอร์เนียขึ้น โดยมีราคาตั๋วอยู่ที่ 1 ดอลลาร์ (ปัจจุบันราคาตั๋วอยู่ที่ 154-199 ดอลลาร์) 

จากที่ Disney มีคาแรกเตอร์ที่ถือว่าเป็นไอคอนของวงการการ์ตูนในสหรัฐฯ อยู่แล้ว ทำให้สามารถดึงดูดคนให้มาเยี่ยมเยียน Disneyland ได้เป็นจำนวนมาก จากในปี 1950 ที่บริษัทมีรายได้ 6 ล้านดอลลาร์ แต่หลังจากเปิด Disneyland รายได้ก็ก้าวกระโดดไปถึง 70 ล้านดอลลาร์!

คราวนี้เรามาดูกันว่าสวนสนุกสไตล์ Disney ในปัจจุบันนั้น มีทั้งหมดกี่ที่ อยู่ที่ไหนกันบ้าง และมีนักท่องเที่ยวมากขนาดไหน ? (โดยจะอิงตัวเลขในปี 2019 ก่อนเกิดโควิด-19)

1. Disneyland ก็คือสวนสนุกแห่งแรกที่พี่ทุยได้เล่าไปนั่นเอง ซึ่งมีนักท่องเที่ยวเข้ามาในจำนวน 18.6 ล้านคน
2. Walt Disney World เป็นสวนสนุกแห่งที่สอง เปิดในปี 1971 ที่เมืองออแลนโด ฟลอริดา ซึ่งเป็นสวนสนุ
ที่ใหญ่ที่สุดและมีนักท่องเที่ยวเยอะที่สุดในโลกอีกด้วย คือ 20.9 ล้านคน
3. Tokyo Disney สวนสนุกแห่งที่สาม ซึ่งไม่ได้อยู่ในสหรัฐฯ แต่อยู่ในเมืองโตเกียวของญี่ปุ่น เปิดในปี 1981 และเป็นสวนสนุกที่มีนักท่องเที่ยวเยอะที่สุดในเอเชีย คือ 17.9 ล้านคน
4. Disneyland Paris เปิดในปี 1992 ที่เมืองปารีสของฝรั่งเศส โดยเป็นสวนสนุกที่มีนักท่องเที่ยวเยอะที่สุดในยุโรป คือ 9.7 ล้านคน
5. Hongkong Disneyland เปิดในปี 2005 ที่ฮ่องกง มีนักท่องเที่ยวจำนวน 5.6 ล้านคน
6. Shanghai Disneyland เป็นสวนสนุกล่าสุดของ Disney ที่เปิดสด ๆ ร้อน ๆ ในปี 2016 เมืองเซี่ยงไฮ้ของจีน โดยมีนักท่องเที่ยวจำนวน 11.2 ล้านคน 

อีกข้อมูลที่น่าสนใจคือ สวนสนุก 6 แห่งของ Disney ที่กระจายอยู่ทั่วโลกนั้น ในปัจจุบันกินพื้นที่ส่วนแบ่งการตลาด (Market Share) ไปถึง 70% ในขณะที่อันดับ 2 คือ Universal Park ที่มีส่วนแบ่งอยู่ที่ 8%

รู้จัก The Walt Disney Company บริษัทบันเทิงที่ใหญ่ที่สุดในโลก

Pixar จินตนาการจากคอมพิวเตอร์กราฟิก

หลังจากโฟกัสไปที่สวนสนุกแล้ว คราวนี้เราลองมาดูความเปลี่ยนแปลงของโลกแอนิเมชันกันบ้าง โดยหากพี่ทุยจะทำแอนิเมชันสักเรื่องนั้น ถ้าเป็นในสมัยก่อนพี่ทุยจะวาดรูป 2D แล้วใช้กล้องถ่ายแต่ละช็อต จากนั้นก็เอาแต่ละช็อตมาเรียงต่อกันเกิดเป็นแอนิเมชันขึ้นมา

ซึ่งนี่เป็นวิธีการที่ Disney Animation ใช้ทำซีรีส์ของตัวเองมาโดยตลอด แต่ในปี 1979 ก็เกิดคลื่นลูกใหญ่ของวงการภาพยนตร์เมื่อ Lucasfilm ตั้ง Pixar ขึ้นมาเป็นแผนกที่ใช้คอมพิวเตอร์กราฟิกในการทำหนัง โดยเกิดเป็นหนังระดับตำนานอย่าง Star wars ขึ้นมา

คราวนี้ในปี 1986 สตีฟ จ็อบส์ (Steve Jobs) ถูกใจทีมของ Pixar เลยตัดสินใจซื้อทีมนี้ในราคา 10 ล้านดอลลาร์มาเปิดเป็นบริษัท Pixar Studio ซึ่งทำเกี่ยวกับฮาร์ดแวร์เป็นหลัก และมีงานรองคือสร้างแอนิเมชัน 3D โดยในปี 1987 ก็เกิดแอนิเมชันขนาดสั้นชื่อ Luxo Jr. ที่ผลตอบรับดีมากถึงขั้นถูกเสนอชื่อเข้าชิงออสการ์เลยทีเดียว!

จาก Luxo Jr. ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในวงการแอนิเมชัน เพราะคนเริ่มให้ความสนใจกับการใช้คอมพิวเตอร์กราฟิกมากขึ้น โดย Disney ก็เป็นหนึ่งในนั้นที่เริ่มเดินเกมก่อนใครทุ่มงบให้ Pixar สร้างภาพยนตร์การ์ตูนแอนิเมชันในแบรนด์ของ Disney 1 เรื่อง 

และในปี 1995 โปรเจกต์นี้ก็ออกสู่สายตาคนทั้งโลกในชื่อของ Toy Story ที่เป็นภาพยนตร์การ์ตูนแอนิเมชันขนาดยาวที่สร้างจากคอมพิวเตอร์กราฟิกล้วน ๆ เรื่องแรกของโลก ประสบความสำเร็จแบบถล่มทลาย จากทุนสร้างแค่ 30 ล้านดอลลาร์ แต่กวาดรายได้ไปถึง 373 ล้านดอลลาร์

หลังจาก Toy Story ก็มีแอนิเมชันเรื่องอื่น ๆ ของ Pixar ที่ใช้คอมพิวเตอร์กราฟิกตามมาอย่าง A Bug’s Life (1998), Toy Story 2 (1999), Monster Inc. (2001), Finding Nemo (2003), The Incredible (2004) ซึ่งล้วนเป็นโปรเจกต์ร่วมกับ Disney และประสบความสำเร็จทุกเรื่อง

จนในปี 2006 Disney ก็ตัดสินใจซื้อ Pixar จากสตีฟ จ๊อบส์ในราคา 7.4 พันล้านดอลลาร์ ทำให้ Pixar กลายเป็นบริษัทในเครือของ Disney  ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

แอนิเมชันของ Pixar ที่ทำรายได้มากที่สุดคือ Incredibles 2 (2018) คือ 1.2 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นอันดับที่ 4 ในหมวดแอนิเมชัน และอันดับที่ 19 ในหมวดภาพยนตร์

The Walt Disney Company เดินเกมเข้าสู่วงการภาพยนตร์

ตั้งแต่ปี 2005 บ๊อบ ไอเกอร์ (Bob Iger) ได้เข้ามาเป็น CEO ของ The Walt Disney Company และมีผลงานแรกอย่างที่พี่ทุยได้เล่าไปคือการซื้อ Pixar แต่บ๊อบมองว่าคาแรกเตอร์การ์ตูนในแบบ Disney ตอนนี้เริ่มมาถึงทางตันเพราะเจาะได้แค่ลูกค้าวัยเด็ก ทำให้จำเป็นต้องขยายตลาดภาพยนตร์ของ Disney ให้ครอบคลุมคนหลายช่วงวัยมากขึ้น 

ซึ่งพอดีกับที่ Marvel Entertainment เจ้าของคาแรกเตอร์ซูเปอร์ฮีโร่หลายร้อยตัวของ Marvel Comic ได้ลงมาทำหนังด้วยตัวเองเรื่องแรกและฉายในปี 2008 อย่าง Iron Man ด้วยทุน 140 ล้านดอลลาร์ กวาดรายได้ไป 585 ล้านดอลลาร์ ซึ่ง Disney เห็นว่าคาแรกเตอร์ของ Marvel นั้นมีฐานแฟนคลับที่ค่อนข้างแข็งแรงและสามารถต่อยอดได้มหาศาล เลยเข้าซื้อ Marvel Entertainment ในปี 2009 ด้วยราคา 4 พันล้านดอลลาร์ กลายเป็นบริษัทในเครือของ Disney ในชื่อ Marvel Studio 

และเหมือน Disney จะคิดถูก เพราะ Marvel Studio สามารถสร้างเฟรนไชส์ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ฮอลลีวูด มีภาพยนตร์และซีรีส์กว่า 30 เรื่อง ตั้งแต่ปี 2009-2022 กวาดรายได้รวมกว่า 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์ และยังสามารถต่อยอดได้อีกยาวนาน อีกทั้ง Marvel ยังเพิ่มมูลค่าให้กับ Disney Parks อีกทางหนึ่ง เพราะมีคาแรกเตอร์ของซูเปอร์ฮีโร่มาเป็นจุดขายเพิ่มเติมนอกจากคาแรกเตอร์ของ Disney เอง

ไม่เพียงแค่ Marvel เท่านั้น แต่ในปี 2012 Disney ยังเดินเกมเข้าซื้อ Lucasfilm ที่มีเฟรนไชส์อย่าง Star Wars และ Indiana Jones ในราคา 4 พันล้านดอลลาร์ รวมถึงดีลที่ใหญ่ที่สุดคือในปี 2019 ที่ Disney เดินเกมเข้าซื้อบริษัทภาพยนตร์ยักษ์ใหญ่อย่าง 20th Century Fox ในราคา 7.13 หมื่นล้านดอลลาร์ ทำให้ Disney กลายเป็นบริษัทภาพยนตร์และโทรทัศน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

การที่ Disney เป็นเจ้าของทั้ง Pixar, Marvel, Lucasfilm และ Fox ทำให้ใน Top10 ภาพยนตร์ที่ทำเงินมากที่สุดในประวัติศาสตร์ มี 8 เรื่องที่เป็นเครือของ Disney (อีก 2 เรื่องเป็นของ Universal)

The Walt Disney Company และยุคของ Online Streaming

การมาของเทคโนโลยีอย่างสตรีมมิ่ง (Streaming) ที่เป็นการรับ-ส่งไฟล์มีเดียต่าง ๆ ผ่านอินเทอร์เน็ตโดยไม่ต้องดาวน์โหลด ส่งผลกระทบค่อนข้างรุนแรงต่อธุรกิจ TV Cable และย่อมส่งผลกระทบต่อ Disney ด้วยเช่นกัน

คราวนี้พี่ทุยจะแจกแจงรายได้หลัก ๆ ของ Disney ให้ดูกันว่ามีอะไรบ้าง?

1. Media Networks 40% เป็นรายได้ที่ใหญ่ที่สุด ซึ่งมาจากพวกสื่อบันเทิงที่เชื่อมโยงกับ TV Cable

2. Movies & Entertainment 37% เป็นรายได้รองลงมา จากภาพยนตร์และซีรีส์ต่างๆ 

3. Parks and Resorts 24% เป็นรายได้ที่มาจากสวนสนุก รีสอร์ท และเรือสำราญ

ทุกคนอาจจะเห็นภาพแล้วว่า สตรีมมิ่งส่งผลกระทบขนาดไหนต่อ Disney เพราะรายได้หลักของ บริษัทนั้นดันอยู่ที่ TV Cable อีกทั้งในปี 2020 ที่โควิด-19 ระบาดอย่างหนัก ยิ่งส่งผลต่อรายได้ของ Disney มหาศาล จากส่วนแรกที่ลดลงไปอยู่แล้วเพราะสตรีมมิ่ง ส่วนที่สองและสามยังมาดิ่งลงอย่างหนักเพราะไวรัส

ทำให้ช่วงหลังมานี้ Disney ต้องปรับตัวครั้งใหญ่เพื่อเอาตัวรอดจากความเปลี่ยนแปลงนี้ โดยมีการกรุยทางไว้ก่อนแล้ว ลองเปิดตัวสตรีมมิ่งแรกของตัวเองในปี 2018 คือ ESPN+ ที่เกี่ยวกับกีฬาเป็นหลัก 

อีกทั้งการซื้อ Fox ก็เป็นแผนปรับตัวเข้าสู่สตรีมมิ่งเหมือนกัน เพราะ Disney คิดว่าการที่จะเอาชนะสตรีมมิ่งเจ้าใหญ่ที่เปิดมาก่อนอย่าง Netflix และ Amazon Prime นั้น คือการต้องมีคอนเทนต์ที่เยอะ แข็งแรง และดึงดูดลูกค้าได้จำนวนมาก

ซึ่ง Disney ก็มีวัตถุดิบชั้นเยี่ยมอย่าง Disney Animation, Pixar, Marvel, Lucasfilm อยู่แล้ว แต่อาจจะยังไม่พอที่จะแลกหมัดกับอีกฝ่าย ทำให้ดีลของ Fox จึงเป็นดีลสำคัญที่เกี่ยวข้องกับสตรีมมิ่งโดยตรง ซึ่ง Disney ก็สามารถปิดดีลได้อย่างสวยงาม

ทำให้ในปลายปี 2019 Disney ก็เริ่มเปิดสตรีมมิ่งที่ชื่อว่า Disney+ ในสหรัฐฯ ซึ่งมีผลตอบรับที่ดีเกินคาด ยอด Subscribers ในวันแรกแตะระดับ 10 ล้านคน คราวนี้เลยเริ่มขยายเปิดในประเทศต่างๆ ตามมาตลอดปี 2020-2022

Disney+ ถึงแม้จะเป็นสตรีมมิ่งที่มาทีหลัง แต่ด้วยความแข็งแรงของคอนเทนต์ ทำให้ในเวลาแค่ 3 ปี ก็พุ่งทะยานเป็นสตรีมมิ่งยอดนิยมของโลก มียอด Subscribers ในปี 2022 คือ 137.7 ล้าน  เป็นรองแค่ Netflix 221.6 ล้าน และ Amazon Prime 200 ล้าน

เรียกได้ว่า Disney+ สามารถเข้ามาถมรายได้ในส่วนของสื่อ และแก้ปัญหารายได้ที่หายไปจากโควิด-19 ในส่วนของภาพยนตร์และสวนสนุกอีกด้วย เลยทำให้ Disney ยังคงเป็นบริษัทบันเทิงที่ทรงอิทธิพลที่สุดในปัจจุบัน

Black Lives Matter กระแสที่ Disney ต้องปรับตัว?

ในช่วงปี 2020 ไม่เพียงแค่ปัญหาโควิด-19 ที่ทำให้ Disney ต้องปรับตัว แต่ยังมีกระแสที่เรียกว่า Black Lives Matter ที่เป็นการต่อสู้เรียกร้องสิทธิและเสรีภาพของคนผิวดำ ทำให้เรื่องความเท่าเทียมของสีผิวถูกพูดถึงไม่แพ้โควิด–19 เลยทีเดียว และส่งผลให้วงการภาพยนตร์ต้องหันมาให้ความสำคัญกับประเด็นนี้อย่างหนัก

เราจะเห็นได้ว่า Disney ก็มีการปรับตัวตามกระแสนี้ ทั้งบทภาพยนตร์ ซีรีส์ หรือแอนิเมชันก็มักสอดแทรกเรื่องความเท่าเทียมของสีผิว เพศ และเชื้อชาติเข้ามาด้วย แต่ในบางครั้งการสอดแทรกที่มากเกินไปทำให้ถูกกระแสตีกลับและคนไม่ได้มองว่าเป็นการต่อสู้เพื่อเสรีภาพแต่กลับเป็นการยัดเยียดแทน 

โดยเฉพาะในเรื่องการแคสติ้งนักแสดงต่าง ๆ ของ Disney ช่วงปี 2020-2022 ที่เลือกนักแสดงโดยเน้นไปที่ความหลากหลายมากกว่าเน้นให้ตรงตามคาแรกเตอร์ของตัวการ์ตูนหรือนิยาย

ฮัลลี เบลีย์ เป็นคนผิวดำถูกเลือกให้มารับบทแอเรียลในภาพยนตร์ The Little Mermaid

ราเชล เซเกลอร์ เป็นคนเชื้อสายละตินที่ถูกเลือกให้มารับบทเจ้าหญิงสโนไวท์ในภาพยนตร์ Snow White

เลียห์ เจฟฟรีส์ เป็นคนผิวดำที่ถูกเลือกให้มารับบทแอนนาเบธในซีรีส์ Percy Jackson

การแคสติ้งที่ไม่ตรงตามคาแรกเตอร์นั้น แท้จริง Disney คิดอะไรอยู่พี่ทุยก็ไม่สามารถคอนเฟิร์มได้ 100% อาจจะเป็นการต่อสู้เพื่อความหลากหลายจริง ๆ หรืออาจจะเป็นเรื่องของการตลาดอันแยบยลที่ทำให้คนพูดถึงคอนเทนต์ของ Disney ในวงกว้าง ที่แม้มันจะเป็นด้านลบแต่ก็อาจจะเป็นการโฆษณาที่คุ้มค่ากับ Disney ก็เป็นได้

แต่เราจะเห็นได้ว่า ตั้งแต่อดีตเกือบร้อยปีของ Disney นั้น บริษัทมีการปรับตัวตามกระแสของโลกอยู่ตลอดเวลา และยังสามารถใช้กระแสเหล่านั้นมาเป็นจุดขายของตัวเองได้อย่างน่าเหลือเชื่ออีกด้วย

อาณาจักรของ The Walt Disney Company ในปัจจุบัน มีอะไรบ้าง?

สุดท้าย พี่ทุยจะมาสรุปภาพรวมให้ทุกคนดูว่า The Walt Disney Company เป็นเจ้าของอะไรบ้าง โดยสามารถแบ่งออกเป็น 5 กลุ่มด้วยกัน

1. Disney General Entertainment Content (DGE) เป็นกลุ่มของสื่อและช่องของ TV Cable ประกอบไปด้วย ABC, Walt Disney Television, 20th Television, Disney Branded, Fx Networks, National Geographic รวมถึงยังมีหุ้นส่วนใน A&E Networks และ Hearst Communications

2. Sport Contents เป็นกลุ่มของสื่อด้านกีฬาโดยเฉพาะ มีบริษัทใหญ่คือ ESPN

3. The Walt Disney Studios เป็นกลุ่มโปรดักชันที่ทำภาพยนตร์ แอนิเมชัน และซีรีส์ ประกอบไปด้วย Walt Disney Pictures, Walt Disney Animation Studios, Pixar, Marvel Studios, Lucasfilm, 20th Century Studios, Searchlight Pictures, Disneynature และ Disney Theatrical Group

4. Disney Media and Entertainment Distribution (DMED) เป็นกลุ่มของเทคโนโลยีที่ดูแลด้าน DTC (Direct to Consumer) Home Media และดนตรี ประกอบไปด้วย

  • แพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง คือ Disney+, Hulu, ESPN+
  • Home Media คือ Walt Disney Studios Home Entertainment
  • ดนตรีประกอบ คือ Disney Music Group

5. Disney Parks เป็นกลุ่มของสวนสนุก รีสอร์ท และเรือสำราญ ประกอบไปด้วย Walt Disney World, Disneyland, Tokyo Disney, Disneyland Paris, Hong Kong Disneyland, Shanghai Disney, Disney Vacation Club, Disney Cruise Line และ Adventures by Disney

ในปี 2022 The Walt Disney Company เป็นบริษัทบันเทิงที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีสินทรัพย์รวม 2 แสนล้านดอลลาร์

เป็นอย่างไรบ้างกับเส้นทางร่วมร้อยปีของ The Walt Disney Company ที่เป็นทั้งผู้บุกเบิกวงการแอนิเมชันของโลก และเป็นผู้นำของตลาดอย่างเหนียวแน่น ซึ่งเคล็ดลับความสำเร็จพี่ทุยว่า คงเป็นเพราะ Disney ไม่หยุดที่จะพัฒนาและต่อยอดธุรกิจของตัวเอง ถึงแม้กระแสของโลกจะเปลี่ยนไปแค่ไหน แต่ Disney ก็ปรับตัวตามเสมอ จึงไม่แปลกที่บริษัทที่ทรงอิทธิพลที่สุดแห่งหนึ่งของวงการบันเทิงโลกจะยังเป็นของ Disney เสมอ

รู้จัก The Walt Disney Company บริษัทบันเทิงที่ใหญ่ที่สุดในโลก

อ่านเพิ่ม

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile