ตอนนี้กระแสเลือกตั้งกำลังมาแรงเหลือเกิน ไม่ว่าจะเปิดทีวี เลื่อน Facebook ผ่านๆ หรือขับรถ พี่ทุยก็เห็นและได้ยินข่าวเรื่องนี้บ่อยจนแทบเก็บเอาไปฝันเลยทีเดียว เห็นแล้วก็น่าดีใจมากๆ ที่คนไทยมีความตื่นตัวในเรื่องของการใช้สิทธิ์ของตัวเองกันขนาดนี้
ไม่ต้องให้ใครมาบอกว่าประชาธิปไตยดีต่อใจของคนในชาติแค่ไหน พี่ทุยก็พอจะเดาได้ แต่เดี๋ยวจะหาว่านั่งเทียนเขียนข่าว วันก่อนพี่ทุยลองไปนั่งอ่านวิจัยอันนึงมา งานวิจัยนั้นสรุปว่า “การมีประชาธิปไตยดีต่อสุขภาพ หัวใจและอาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับเงินในกระเป๋าสตางค์” ของเราจริงๆนะ พูดง่ายๆ คือ ประชาชนที่อยู่ในประเทศซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงจากระบอบการปกครองแบบอื่นมาเป็นประชาธิปไตยจะอายุยืนกว่า!
มีผู้ทำวิจัยใน 170 ประเทศและได้ข้อสรุปว่า ใน 50 ปีที่ผ่านมานี้ ผู้ที่อยู่ในประเทศประชาธิปไตย มีอายุขัยเฉลี่ยยืนยาวกว่า ซึ่งมีผลมาจากอัตราการลดลงของโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคมะเร็ง ตับแข็ง หรือแม้กระทั่งการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน งานวิจัยนี้สรุปว่า ผู้คนในประเทศประชาธิปไตยจะมีสุขภาพดีกว่า
ต่อมาได้มีผู้ทำการศึกษาอีกครั้ง โดยเปรียบเทียบตั้งแต่ปี 1970 ระหว่างประเทศที่เปลี่ยนถ่ายจากระบอบเผด็จการมาเป็นระบอบประชาธิปไตยกับประเทศที่ยังคงอยู่ใต้เงาเผด็จการ 55 ประเทศ การศึกษานี้พบว่า ผู้คนในประเทศประชาธิปไตยมีอายุขัยเฉลี่ยสูงกว่า 3% รวมถึงโรคหัวใจและหลอดเลือด โรควัณโรค อุบัติเหตุเล็กน้อยตามท้องถนน รวมถึงโรคไม่ติดต่อทั้งหลายก็ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่ง 4 ข้อนี้เป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตในผู้ที่อายุต่ำกว่า 70 ปี พอ 4 ข้อนี้น้อยลง อัตราการตายที่ลดลงฮวบฮาบเลยทำให้อายุขัยเฉลี่ยเพิ่มขึ้นยังไงล่ะ แต่อย่าเพิ่งรีบดีใจ คว้ารถออกไปแว๊นกัน เพราะเราน่าจะอายุยืนขึ้นแล้ว (ฮ่า) พี่ทุยขอขีดเส้นใต้และไฮไลท์สีเจ็บๆหน่อยว่า การเปลี่ยนแปลงในทิศทางนี้ไม่ได้เกิดขึ้นทันทีทันใด แต่เกิดขึ้นในระยะยาวหลังจากที่ประชาธิปไตยเติบโตเป็นไม้ยืนต้นในประเทศนั้นๆกว่า 10 ปีแล้ว
แล้วการมีประชาธิปไตยส่งผลถึงเงินในกระเป๋าสตางค์เราหรือไม่ ?
มีการศึกษาถึงความเกี่ยวข้องระหว่างสองเรื่องนี้เยอะมากๆ เรียกว่าอ่านกันเพลินเลยล่ะ สรุปได้คือ การที่มีประชาธิปไตยไม่ได้ส่ง “ผลทางตรง” ให้เศรษฐกิจของประเทศดีขึ้น แต่ส่ง “ผลทางอ้อม” นะ เช่น มีการเปิดเสรีทางการค้ามากขึ้นส่งผลให้เงินทุนไหลเข้าประเทศ เศรษฐกิจดี ประชาชนเฮกันถ้วนหน้า การมีนวัตกรรมใหม่ๆภายในประเทศซึ่งดูจะเกิดขึ้นได้มากกว่าในประเทศประชาธิปไตย การมีเสถียรภาพทางการเมือง ความขัดแย้งในสังคม รวมถึงบางประเทศที่จะมีการคอรัปชั่นลดลงเมื่อเข้าสู่ประชาธิปไตย เป็นต้น ซึ่งดูจะเป็นปัจจัยเฉพาะตัวมากๆ ที่ไม่ว่าการปกครองแบบไหนก็มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้ จริงมั้ย ? (ฮ่า)
Daron Acemoglu ศาสตราจารย์ประจำภาควิชาเศรษฐกิจแห่ง MIT ได้พบว่า “ในระหว่างปี 1960 ถึง 2010 ประเทศที่เปลี่ยนจากระบอบการปกครองแบบอื่นมาเป็นประชาธิปไตยมี GDP เพิ่มสูงขึ้นในระยะยาวถึง 20% (ระยะยาวที่ว่า คือ เฉลี่ยประมาณ 30 ปี) และใน 50 ปีที่ผ่านมา GDP เฉลี่ยทั้งโลกเพิ่มสูงขึ้น 6% อันเป็นผลมาจากประเทศต่างๆ ทั่วโลกเริ่มเปลี่ยนไปใช้ระบอบประชาธิปไตย”
พี่ทุยขอขยายความเพิ่มนิดนึงว่า GDP หรือ Gross Domestic Products คือมูลค่าตลาดของสินค้าและบริการขั้นสุดท้ายที่ผลิตในประเทศในช่วงเวลาหนึ่งๆ โดยไม่คำนึงว่าผลผลิตนั้นจะผลิตขึ้นมาด้วยทรัพยากรของชาติใด เช่น ถ้าต่างชาติมาเปิดบริษัทในไทย รายได้ของบริษัทนั้นๆ ก็นับรวมเป็น GDP ของไทยด้วย
ตัวอย่างของประเทศที่เปลี่ยนไปใช้ระบอบประชาธิปไตยแล้วเศรษฐกิจดีขึ้น โดยวัดจาก GDP ก็เช่น อินเดีย ที่ถึงแม้เศรษฐกิจเขาจะไม่รุ่งเรืองมากนัก แต่ก็ดูดีขึ้นจริงๆหลังจากมีประชาธิปไตยในวันที่ 26 มกราคม 1950
แต่จะเห็นความเติบโตได้ชัดเจนว่า GDP เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดในปี 1991 เมื่ออินเดียที่มีการปฏิรูปเศรษฐกิจ ซึ่งเป็น “ปัจจัยเฉพาะตัว” ที่พี่ทุยหมายถึงนั่นเอง
สอดคล้องกับการศึกษาของ Bhagwati ในปี 1995 และ Thomas Apolte ในปี 2011 ที่ว่า เศรษฐกิจของประเทศนั้นๆจะดีขึ้นหรือไม่ ขึ้นอยู่กับนโยบายการเปิดกว้างทางการค้า ซึ่งส่วนมากประเทศที่เปลี่ยนแปลงไปเป็นประชาธิปไตยก็จะเปิดกว้างทางการค้ามากขึ้น GDP ต่อหัวเลยสูงขึ้นนั่นเอง
จริงๆแล้วทุกระบอบการปกครองล้วนมีข้อดีของมันเสมอ เช่น ประเทศที่ปกครองด้วยระบอบสังคมนิยมอาจดีกับสหภาพแรงงานมากกว่า เป็นต้น นอกจากนี้หลายๆประเทศ เช่น จีนที่เป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจโลกหรือเวียดนามที่เศรษฐกิจกำลังขยายตัว เนื้อหอมจนเหล่านักลงทุนแห่กันไปลงทุนฮึ่มๆก็ยังปกครองแบบสังคมนิยม แต่เศรษฐกิจยังดี๊ดีได้เลย
พี่ทุยขอเปิดวาร์ปกราฟเปรียบเทียบ GDP ต่อหัวของจีนที่เป็นสังคมนิยมและอินเดียที่เป็นประชาธิปไตยมาให้ดูกันชัดๆ
จะเห็นได้ว่า ถึงจะไม่ใช่ประเทศประชาธิปไตยแต่ GDP พี่จีนก็ทะยานได้ชนะประเทศที่มีประชาธิปไตยมายาวนานอย่างอินเดียขาดลอยเลย
อาจจะเป็นเพราะระบอบการปกครองที่ไม่เหมือนใครของจีน ซึ่งเป็นเผด็จการด้านการปกครองแต่เปิดเสรีด้านการค้าและเศรษฐกิจเหลือเกินและเข้าร่วมเป็นสมาชิกของ WTO (องค์กรการค้าโลก) ในปี 2001 ด้วย
ลองเอามาอ่านเล่นให้สนุกๆละกันเนอะ เพราะในความเป็นจริงที่เศรษฐกิจโตก็มีหลากหลายปัจจัย ระบอบการปกครองอาจจะเป็นเพียงปัจจัยนึงเท่านั้น พี่ทุยย้ำอีกครั้งว่าทุกระบอบการปกครองมีทั้งข้อดีและข้อเสียด้วยกันทั้งนั้น ประชาธิปไตยก็เป็นการปกครองรูปแบบนึงที่มีทั้งข้อดีและข้อจำกัดอยู่เหมือนกัน ลองศึกษาดูสนุกดีเหมือนกันนะ (ฮ่า)
Comment