เกิดอะไรขึ้น ทำไมอินเดียถึงกับต้องประกาศขาย "สายการบิน Air India"

เกิดอะไรขึ้น ทำไมอินเดียถึงกับต้องประกาศขาย “สายการบิน Air India”

4 min read    Money Buffalo

ฉบับย่อ

  • สายการบิน​แห่งชาติของประเทศอินเดียที่ชื่อว่า​ Air India ประกาศขายหุ้น 100% โดยที่เจ้าของใหม่ต้องรับช่วงต่อหนี้สินของสายการบิน​ 8,000 ล้านดอลลาร์​สหรัฐ​หรือประมาณ​ 2.5 แสนล้านบาทไทย
  • กรณีนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกของอินเดีย​ แต่เกิดขึ้นบ่อยครั้งมากในช่วง​ 6 ปีที่ผ่านมานี้​ ก่อนหน้านี้เมื่อปี 2562 สายการบินเอกชนเก่าแก่ของอินเดียก็ประกาศยุติกิจการลง
  • ปัญหาของอุตสาหกรรม​การบินในอินเดียมีหลายข้อ​ เช่น​ เรื่องของต้นทุนที่แพงจนมีส่วนต่างของกำไรน้อย​ อย่างเรื่องของราคาน้ำมันที่มีความผันผวนมาก​ รวมไปจนถึงภาษีน้ำมัน​และการเเข่งขัน​กับสายการบินโลว์คอสต์​ที่ชื่อ​ Indigo และ​ Spicejet​
  • นอกจากนี้​ยังมีเรื่องของค่าเงินรูปีที่อ่อนค่าลงมาก​ตั้งแต่​ต้นปี​ 2561​ จาก​ 63​ รูปีต่อ​ 1 ดอลลาร์​เป็น​เกือบ​ 74​ รูปีต่อ​ 1 ดอลลาร์​ในเดือนตุลาคม​ 2561 ต้นทุนส่วนมากของสายการบินจะอยู่ในรูปดอลลาร์​ ฉะนั้นจึงส่งผลให้ต้นทุนแพงขึ้นมาก​

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile

หนึ่งในสถานที่ต้องระวังที่สุดที่จะแพร่เชื้อไวรัสโคโรนาพี่ทุยว่าก็คงหนีพ้นเครื่องบินเนี้ยแหละ​ เพราะเราต้องโดยสารร่วมกับคนหลายเชื้อชาติภายในระยะเวลาใดเวลาหนึ่ง​ อย่างน้อย ๆ​ ก็เป็นชั่วโมงเเล้ว​ นี้ขนาดแค่เที่ยวบินภายในประเทศอย่างกรุงเทพ-เชียงใหม่​ ไม่ต้องพูดถึงเที่ยวบินที่ข้ามประเทศหรือข้ามทวีปนะจ้ะ​ และเมื่อไม่กี่วันมานี้ก็มีข่าวที่พี่ทุยว่าน่าสนใจเหมือนกัน​ แต่บอกเลยว่าต้นเหตุของข่าวนี้ไม่ได้มาจากไวรัสโคโรนาหรอกนะ เรื่องที่พี่ทุยพูดถึงก็คือ “สายการบินแห่งชาติ​ของอินเดีย”​ ที่มีชื่อว่า​ “สายการบิน Air India” เปิดให้บริการมาตั้งเเต่ปี​ 2475 เปิดให้บริการ​ใน​ 102 เส้นทางทั่วโลก

ถ้าให้เปรียบเทียบ​ “สายการบิน Air India” ก็เหมือนสายการบินแห่งชาติของไทยอย่าง​การบินไทยที่ถือหุ้นโดยรัฐบาล​ แต่ล่าสุดเค้าก็ยกธงยอมแพ้ประกาศ​ขายสายการบิน​ ซึ่งเรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นครั้งเเรกในอุตสาหกรรม​การบินของประเทศอินเดีย​ แต่เกิดขึ้น​หลายครั้งเเล้ว​ ในระยะเวลา​ 5-6 ปีที่ผ่านมาก็เกิดไปถึง​ 7​ ครั้งเเล้ว​ ​ก่อนหน้านี้​สายการบิน​ Jet airway ซึ่งเป็นสายการบินเอกชนเอกชนที่เก่าแก่ที่สุดของอินเดีย​และมีส่วนเเบ่งการตลาดในอุตสาหกรรม​การบินของอินเดียประมาณ​ 20​ เปอร์เซ็นต์​ ได้ประกาศยุติการให้บริการเมื่อวันที่​ 17​ เมษายนที่ผ่านมา​ ​หลังจากดำเนินกิจการมายาวนาน​ 25​ ปี​ จากสาเหตุที่ว่า​ เค้าขาดทุนต่อเนื่อง​ 4 ไตรมาส​ จนไม่สามารถจ่ายหนี้ทุกชำระหนี้ทุกประเภทได้​ ตั้งเเต่เงินกู้ธนาคาร​ เงินค่าเช่าเครื่องบิน​ จนถึงเงินเดือนพนักงานกว่า​ 20,000​ ชีวิต​ที่ค้างมาหลายเดือนแล้ว แถมสถาบันการเงินก็ไม่ยอมให้กู้เงินมาหมุน​ ไม่มีเงินแม้เเต่จ่ายค่าน้ำมันเครื่องบิน​ ในวันที่สายการบินประกาศยุติกิจการ​

ที่สายการบินในอินเดียพากันโบกมือลาไปในเวลาไล่กันเลยกันอย่างนี้​ คงมีสาเหตุมาจากทั้งปัจจัยที่มากระทบตัวของอุตสาหกรรม​และปัจจัยเฉพาะของกิจการเองด้วย​ เดี๋ยว​พี่ทุยเล่าให้ฟังนะ…

และในวันที่​ 27​ มกราคมที่ผ่านมา​ กระทรวงการบินพลเรือนของอินเดียก็ออกมาประกาศว่าจะมีการจัดประมูลหุ้นของกิจการสายการบิน​ Air India ซึ่งก่อนหน้านี้​รัฐบาลนิวเดลีเป็นผู้ถือหุ้น​ 100% โดยจะสรุปผลการประมูลว่าใครจะได้เป็นเจ้าของคนต่อไปตอนปลายเดือนมีนาคม

ก่อนหน้านี้​ รัฐบาลก็เคยพยายามขายสายการบิน ​Air India ไปครั้งนึงเเล้วเมื่อช่วงปี​ 2561​ แต่ก็ขายไม่ออก​ ในตอนนั้นรัฐบาลอินเดียเสนอขายหุ้นไป​ 76% และมีกลุ่มบริษัท Singapore airline และ สายการบิน​ Indigo ซึ่งเป็นสายการบินโลว์คอสมาสนใจ​ แต่สุดท้ายดีลนี้ก็ไม่ได้มีการจับมือกัน​ ว่ากันว่าสาเหตุนึงคือ​ ถึงซื้อไปก็ทำอะไรไม่ได้เต็มที่​ เพราะรัฐบาลยังถือหุ้นอยู่ตั้ง​ 24% สุดท้ายรัฐบาลนิวเดลีก็เลยประกาศขายหุ้นอีกครั้ง​ แต่ครั้งนี้มากับโปรโมชั่น​โดยไม่ต้องรอ​ 11.11​ หรือ​ Black​ ​Friday โดยประกาศขายหุ้น​ 100% ไปเลย​ เมื่อไฟเขียวขนาดนี้แล้ว​ ก็น่าลุ้นเหมือนกันนะว่าสุดท้ายเเล้วใครจะได้ไปครอง​ อิอิ

แต่ต้องบอกว่าเจ้าของ​ Air India คนใหม่จะต้องรับช่วงต่อหนี้ที่มีภาระดอกเบี้ยของสายการบิน​ 3,260 ล้านดอลลาร์​สหรัฐหรือประมาณ​หนึ่งเเสนล้านบาท​และเมื่อรวมกับภาระผูกพันจากงบการเงินอื่น​ หนี้ตรงนี้จะบานถึง​ 8,000 ล้านดอลล่าร์​สหรัฐหรือเกือบ​ 2.5 แสนล้านบาทไทยทีเดียว! พูดง่าย ๆ​ ก็คือไม่ว่า Air India สร้างกำไรได้มากน้อยแค่ไหน​ จะคุ้มรึเปล่าเนี่ย​ไม่รู้​ แต่ที่รู้แน่ ๆ ​ต้องแบกหนี้หลายเเสนล้านไปด้วย

แต่ก็ยังมีแสงสว่างปลายอุโมงค์​ เพราะการมีหนี้สินบานขนาดนั้นก็ไม่ได้เรื่องแย่เสมอไป​ รู้มั้ยว่า​ ก่อนหน้าที่​สายการบิน​ Air Asia จะกลายเป็นสายการบินโลว์คอส ครองใจคนทั้งโลกอย่างทุกวันนี้​ ก็เริ่มต้นจาก​การที่นักทุนชาวมาเลเซีย​สองคนร่วมหุ้นกันซื้อกิจการสายการบินที่ถูกดูแลภายใต้หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ​ของรัฐบาลมาเลเซีย​ ซึ่งตอนนั้นสายการบินนี้มีหนี้สินอยู่​ 312 ล้านบาทเช่นกัน

มาต่อกันที่อีกประเด็นที่อยากชวนมาคุยกัน​ คือ​ เพราะอะไรกันนะ​ สายการบินในอินเดียต้องยกธงขาวไปตาม ๆ​ กัน?

สาเหตุแรกเลย

ก็คือเรื่องของการเเข่งขันสูง​ ซึ่งเป็นปัญหาของหลายธุรกิจ​ทั่วโลกอะแหละ​ เมื่อ​ 10 ปีที่แล้ว​ Air India มีส่วนเเบ่งการตลาดสูงถึงราว​ 35% แต่ในวันนี้ เค้าถูกสายการบินโลว์คอสอย่าง​ Indigo และ​ SpiceJet​ แย่งส่วนเเบ่งการตลาดไป​ จนเหลือแค่​ 13% เท่านั้น

สาเหตุที่สอง

คือเรื่องของน้ำมัน​ ซึ่งส่งผลต่อต้นทุนในการบินมาก ๆ​ หลายคนน่าจะพอรู้ว่าราคาน้ำมันในตลาดโลกมีความผันผวนมากเหลือเกิน​ เดี๋ยว​พุ่งขึ้น​ เดี๋ยว​ทะลุลง​ ถึงแม้เค้าจะมีการประกันความเสี่ยง (Hedging) ​เอาไว้​ ก็ยังได้รับผลกระทบจากความผันผวน​ อีกประเด็นคือเรื่องของภาษีน้ำมันที่ส่งผลต่อต้นทุนไม่น้อย​ ที่รัฐบาลต้องเก็บภาษีน้ำมันเอาไว้ก็เป็นลักษณะ​คล้าย ๆ​ การรักษาสมดุล​ เวลาที่น้ำมันแพง ๆ​ ก็สามารถดึงเอาเงินที่กันเอาไว้ส่วนนี้มาช่วยได้ ซึ่งรัฐบาลอินเดียเก็บภาษีส่วนนี้ในอัตรา​ 5-30%

ประเด็นสุดท้าย

คือเรื่องของค่าเงิน​ เราคงพอจินตนาการได้ว่าต้นทุนส่วนมากของสายการบินมักอยู่ในรูปของดอลลาร์​ ฉะนั้นเรื่องของอัตราแลกเปลี่ยน​จึงสำคัญมาก​ ปัญหาเกิดตรงที่ว่า​ ค่าเงินรูปีของอินเดียอ่อนค่าลงมากตั้งเเต่ต้นปี​ 2561​ เพราะความกังวลว่าจะเกิดวิกฤติ​ค่าเงินเหมือนค่าเงินลีราของประเทศ​ตุรกี​ไง

จากกราฟ​อัตราแลกเปลี่ยน​ระหว่างเงินรูปีกับเงินดอลลาร์สหรัฐ​จะเห็นได้ว่า​ เมื่อเปิดปีใหม่​ 2561​ อัตราแลกเปลี่ยน​อยู่ที่ประมาณ​ 63​ รูปีต่อ​ 1 ดอลลาร์​กลายเป็น​เกือบ​ 74​ รูปีต่อ​ 1 ดอลลาร์​แค่ต่อหนึ่งดอลลาร์​ต้องควักกระเป๋าเพิ่มขึ้นขนาดนี้​ ลองคิดดูว่าถ้าเป็นหลักล้านดอลลาร์​ ต้นทุนจะแพงขึ้นขนาดไหน

ในฐานะคนนอก​ ตอนนี้เราก็ได้แต่จับตาดูสถานการณ์​ห่าง ๆ​ อย่างห่วง ๆ​ นะจ๊ะ​ ช่วงนี้มีปัจจัยใหญ่ ๆ​ ที่ส่งผลต่อโลกของเรามากมายเหลือเกิน​ นอกจากจะสนใจจะติดตามเรื่องภายนอกแล้ว​ พี่ทุยย้ำให้สนใจติดตามเรื่องภายในอย่างสุขภาพของตัวเองกันดี ๆ​ นะ​ “กินร้อน​ ช้อนกลาง​ ล้างมือ​” แล้วก็อย่าลืมใส่หน้ากากอนามัยด้วยน้า

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile

Comment

Be the first one who leave the comment.

Leave a Reply