ก่อนจะเริ่มเล่า ขอออกตัวก่อนเลยว่า บทความนี้ไม่มีสปอยส์หนังภาคล่าสุด พี่ทุยจะพูดถึงแค่เหตุการณ์ที่ผ่านมาในภาค “Avengers : Infinity War” ซึ่งจบไประยะนึงแล้ว “ธานอส” ซึ่งเป็นตัวละครหลักของเรื่องรวบรวม Infinity Stone มาครบทั้ง 6 เม็ดและเมื่่อดีดนิ้วเพียงแค่เปาะเดียว ประชากรก็ถูกลดจำนวนลงถึงครึ่งจักรวาล
จริงๆแล้วเรื่องการลดประชากรอย่างนี้ ไม่ได้ถูกหยิบยกมาเป็นประเด็นใน Avengers เรื่องแรก แต่แทรกอยู่ในหนังสือและหนังหลายเรื่องแล้ว เช่น “A Christmas carol” ของชาร์ล ดิกเคนส์ (Charlie Dickens) นักประพันธ์ชาวอังกฤษในช่วงศตวรรษที่ 18 ซึ่งเป็นทั้งหนังสือและถูกสร้างเป็นหนังหลายครั้ง ได้เล่าถึงผู้ชายร่ำรวยที่มีนิสัยตระหนี่ถี่เหนี่ยวคนหนึ่ง ในวันหนึ่งได้มีคนมาขอเรี่ยไรเงินบริจาคจากเขาเพื่อไปช่วยเหลือคนยากจน แต่ชายคนนี้ก็ได้ปฏิเสธไป และแย้งว่าทุกวันนี้ประชากรในโลกมีมากเกินไปทำให้เกิดความยุ่งยาก ถ้าประชากรลดจำนวนลงได้ก็ดี จากนั้น ในคืนคริสมาสต์อีฟ ปีศาจวันคริสต์มาส 3 ตนก็ได้มาเยือนเขาและฉายภาพให้เห็นว่า หากเขายังมีความคิดและขี้เหนียวอย่างนี้ต่อไป จะต้องแก่ชราและตายอย่างโดดเดี่ยว แน่นอนว่าตามพล็อตเรื่องที่ควรจะเป็น ก็คือ ในเช้าวันต่อมาธานอสภาคชาร์ล ดิกเคนส์ก็ตื่นขึ้นมาและเปลี่ยนเป็นคนใหม่ใสกริ๊งเลยยังไงล่ะ
อีกเรื่องนึงที่พี่ทุยเพิ่งได้ดูไม่นานมานี้คือ หนังเรื่อง “Snowpiercer ยึดด่วน วันสิ้นโลก” ซึ่งนำเสนอผ่านเรื่องราวในโลกสมมุติซึ่งโลกภายนอกกลายเป็นน้ำแข็งไปหมดแล้ว เหลือเพียงรถไฟขบวนเดียวที่ยังรอดและวิ่งอยู่ตลอดเกือบ 18 ปี หลังจากที่โลกถูกปกคลุมด้วยน้ำแข็ง มันจึงเปรียบเสมือนโลกใบหนึ่ง ซึ่งมีทั้งการแบ่งชนชั้น (คนที่อยู่ต้นขบวนจัดเป็นชนชั้นปกครอง ส่วนคนที่อยู่ทางท้ายขบวนเป็นชนชั้นแรงงาน) การพยายามจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด การแก่งแย่งชิงดีและการควบคุมประชากร
ประเด็นในหนังเหล่านี้ เหมือนกับ “ทฤษฎีประชากรของมัลทัส” โดย “โรเบิร์ต มัลทัส (Robert Malthus)” ผู้เป็นนักเขียนและนักเศรษฐศาสตร์ในช่วงปลายศตวรรษที่17 ถึงต้นศตวรรษที่18 พี่ทุยขอสรุปเนื้อความสำคัญในทฤษฎี นั่นก็คือ
- อาหารเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับมนุษย์
- ความรู้สึกทางเพศเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับมนุษย์
- จำนวนประชากรขึ้นอยู่กับเครื่องยังชีพ ถ้ามีเครื่องยังชีพมาก ประชากรก็จะเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ
- ประชากรเพิ่มในอัตราเรขาคณิต ในขณะที่อาหารเพิ่มขึ้นในอัตราเลขคณิต เพราะทรัพยากรและความต้องการไม่สมดุลกัน เลยเกิดปัญหา ซึ่งก็คือ “ความขาดแคลน” และ “ความยากจน” ยังไงล่ะ
มีธานอสในโลกแห่งความเป็นจริงมั้ย ?
ธานอสไม่ได้มีอยู่แค่ในหนังเท่านั้น ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้ทำทุกอย่างได้ง่ายดาย เพียงแค่ดีดนิ้วครั้งเดียวเหมือนในหนังก็เถอะ เพราะทฤษฎีนี้ป๊อปปูลาร์มากในช่วงยุคก่อน
แม้แต่ทฤษฎีวิวัฒนาการของชาร์ล ดาวินส์ก็มีแนวคิดส่วนนึงมาจากทฤษฎีประชากรของมัลทัสเช่นกัน และที่เป็นเรื่องเป็นราวและส่งผลกระทบในวงกว้างมาก คือการที่ ในปี 1834 ประเทศอังกฤษได้ผ่านร่างกฎหมายประชาสงเคราะห์ฉบับใหม่ (English Poor Law) ออกมา ฟังจากชื่อแล้ว เราคงรู้สึกสบายใจและคิดว่าร่างกฏหมายฉบับนี้เอื้อต่อคนจนมากแน่ๆ แต่ความจริงแล้วร่างกฏหมายฉบับนี้เน้นช่วยเหลือไม่ให้คนจนต้องอดอยากตายเท่านั้นเอง โดยคนจนต้องแลกข้าวกับอิสรภาพในชีวิตตัวเองหลายอย่าง เช่น ต้องทำงานหนักแลกอาหาร รวมถึงแม้ว่าเป็นสามีภรรยากันก็ไม่สามารถอยู่ห้องเดียวกันได้ นี่เป็นการควบคุมจำนวนประชากรตามแนวคิดของมัลทัสชัดๆ คนอังกฤษใช้ร่างกฏหมายนี้ต่อไปเรื่อยๆ จนถึงปี 1967 ซึ่งได้มีการยกเลิกอย่างเป็นทางการ พี่ทุยว่าก็ดูโหดร้ายไปจริงๆ
ปัญหาการลดจำนวนลงอย่างรุนแรงเกินไป เป็นปัญหาใหญ่ในหลายประเทศ เช่น ประเทศเกาหลีใต้ซึ่งใช้นโยบายควบคุมประชากร จนถึงช่วงหลังของช่วง 1980 ปัจจุบันประเทศเกาหลีใต้มีกราฟการกระจายตัวของประชากรอยู่ในช่วงวัยทำงานมากที่สุด ในขณะที่มีจำนวนประชากรในช่วงวัยเด็กและวัยรุ่นต่ำ เพราะคนไม่นิยมมีลูกกัน ถ้าสถานการณ์เป็นอย่างนี้ต่อไป อีกไม่กี่สิบปีข้างหน้า ประเทศเกาหลีใต้ก็จะกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์
อีกประเทศนึงที่ประสบปัญหาเรื่องการลดจำนวนลงของประชากรมาก คือประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเมื่อปี 2015 ที่ผ่านมา การกระจายตัวของประชากรก็ไปกระจุกตัวอยู่ที่ผู้สูงอายุมากแล้ว
และมีการคาดการณ์กันว่าในปี 2050 กราฟการกระจายตัวของประชากรในประเทศญี่ปุ่น จะมีหน้าตาแบบนี้
จะเห็นได้ว่าการลดจำนวนของประชากรลงก็ไม่ได้เป็นผลดีเสมอไป เพราะแม้เรื่องเล็กน้อยมากๆ ก็อาจทำให้เกิดผลกระทบที่ร้ายแรงได้ อย่างที่ทฤษฎีผีเสื้อขยับปีก (Butterfly Effect) ได้เคยว่าไว้ จริงๆแล้วจำนวนประชากรที่เพิ่มมากขึ้น นับว่าเป็นผลดีต่อ GDP ของประเทศ เพราะเมื่อมีคนมากขึ้น ย่อมทำให้มีการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น เศรษฐกิจก็จะเกิดการเคลื่อนไหวนั่นเอง
อย่าลืมว่ามัลทัสเป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่มีชีวิตอยู่เมื่อกว่าร้อยปีที่แล้ว ซึ่งปัจจัยหลายอย่างแตกต่างออกไปจากปัจจุบันมาก เขาไม่ได้มาเห็นถึงวิวัฒนาการทางด้านเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่สามารถผลิตอาหารได้มากมายในเวลาอันน้อยนิดอย่างทุกวันนี้ และไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างจำกัดทีละเล็กน้อยอย่างสมัยก่อนอีกแล้ว ผู้หญิงก็ออกไปทำงานนอกบ้าน ทัดเทียมผู้ชาย ไม่ได้เน้นอยู่แต่กับบ้านเหมือนเดิม นอกจากนี้ยังมีการวางแผนครอบครัวที่ช่วยควบคุมจำนวนประชากรได้ดีมากๆอีกด้วย ทุกอย่างมีอยู่สองด้านทั้งนั้นแหละ อยู่ที่ว่าเราจะเลือกมองด้านไหน ดูหนัง ดูละครแล้วอย่าลืมมาคิด-วิเคราะห์-แยกแยะนะ
ถ้าใครอยากเห็นความคิดเห็นอีกด้านนึงเกี่ยวกับการที่ประชากรขยายแล้วทำให้เราสามารถผลิตอาหารได้มากๆเป็นผลเสียยังไงบ้าง พี่ทุยแนะนำลองหาหนังสือชื่อ “Sapiens A Brief History of Humankind” เล่มนี้ โดยที่ตอนนี้ก็มีแปลเป็นไทยแล้วเช่นกัน ซึ่งมันจะทำให้เราได้เห็นในอีกแง่มุมนึงที่ดีมากเลยล่ะ
Comment