ณ ปัจจุบัน ญี่ปุ่น คือประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก วัดจากผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ด้วยมูลค่า 5.36 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐณ แต่รู้หรือไม่ว่า ย้อนกลับไปเพียงแค่ 20 ปีที่แล้ว เมื่อศตวรรษที่ 1990 ญี่ปุ่นกำลังเผชิญกับปัญหาทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่กินเวลายาวนานนับศตวรรษ จนผู้คนต่างขนานนามว่า ‘The Lost Decade’ ซึ่งในบทความนี้พี่ทุยจะพามาถอดบทเรียน “Lost Decade of Japan” ไปพร้อม ๆ กันเลย
เช่นเดียวกับวิกฤตเศรษฐกิจโดยส่วนใหญ่ การถดถอยของญี่ปุ่นในครั้งนั้นเกิดขึ้นหลังจากที่เศรษฐกิจขยายตัวอย่างสุดขีด จนเข้าสู่ภาวะที่เรียกว่า ‘ฟองสบู่’ โดยมีตัวเร่งปฏิกิริยาที่สำคัญคือ การเก็งกำไรในหุ้นและอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นฟองสบู่ขนาดที่ว่า พื้นที่เพียง 3 ตารางเมตร ใกล้กับพระราชวังอิมพีเรียล กลางกรุงโตเกียว มีราคาถึง 600,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 18 ล้านบาท ณ ปัจจุบัน)
ขณะที่ตลาดหุ้นอย่าง NIKKEI วิ่งขึ้นไปถึง 38,957.44 จุด เมื่อเดือน ธ.ค. 1989 เพิ่มถึง 4 เท่าตัว ภายในเวลาเพียงแค่ 5 ปี
ย้อนกลับไปก่อนหน้านั้น ความมั่งคั่งของญี่ปุ่นมาจากสินค้าส่งออก โดยเฉพาะการส่งออกไปยังชาติตะวันตก อย่างสหรัฐอเมริกา สินค้าของญี่ปุ่นขายดีเป็นเทน้ำเทท่า เพราะขึ้นชื่อว่าคุณภาพดีและที่สำคัญมีราคาถูกกว่ามาก อย่างเช่น รถยนต์
มิหนำซ้ำ ญี่ปุ่นยังมีปัจจัยบวกจากการเจรจาการค้าในกลุ่ม G5 ในขณะนั้น ซึ่งสหรัฐฯ ต้องการให้ญี่ปุ่นทำให้ค่าเงินเยนแข็งขึ้นหน่อย เพื่อลดความร้อนแรงของสินค้าส่งออก แต่นั่นกลับไม่เป็นผลเมื่อสินค้าส่งออกของญี่ปุ่นยังคงขายดี และเมื่อเงินเยนแข็งค่า ก็ยิ่งทำให้คนญี่ปุ่นรวยขึ้นไปกว่าเดิม และนำมาซึ่งการเก็งกำไรในที่สุด
รัฐบาลญี่ปุ่นเริ่มตระหนักรู้ถึงผลเสียที่จะตามมาของภาวะฟองสบู่ จึงพยายามชะลอภาวะเก็งกำไรด้วยการใช้นโยบายการเงินเพื่อลดปริมาณเงินในระบบ และตามมาด้วยการประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ย เพราะความกังวลต่อราคาอสังหาริมทรัพย์ที่พุ่งสูงเกินไป การขึ้นดอกเบี้ยในครั้งนั้นทำให้ราคาสินทรัพย์ร่วงลงอย่างรวดเร็ว ธนาคารกลางญี่ปุ่นตัดสินใจกลับมาลดดอกเบี้ยอีกครั้ง แต่ดูเหมือนจะไม่ทันการณ์เสียแล้วล่ะ
ท้ายที่สุดเมื่อฟองสบู่แตก ส่งผลให้ GDP ของญี่ปุ่นในช่วงนั้นหายไปเกือบ 1 ล้านล้านเหรียญฯ ขณะที่ค่าจ้างซึ่งโดยปกติแล้วจะปรับขึ้นทุก ๆ ปี กลับลดลงไปถึงประมาณ 5% มูลค่าหุ้นโดยเฉลี่ยลดลงไปถึง 60% ระหว่างช่วงปลายปี 1989 ถึง 1992
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นดูเหมือนจะเป็นเพียงแค่พายุระลอกแรกเท่านั้น สิ่งที่ยังคงตามหลอกหลอนเศรษฐกิจญี่ปุ่นต่อจากนั้นคือ ‘กับดักสภาพคล่อง (Liquidity trap)’ เป็นสถานการณ์ที่ผู้คนพากันเข็ดขยาดการลงทุน พร้อมหันมาใช้จ่ายอย่างประหยัด และเก็บเงินมากขึ้น จนเกิดเป็นวงจรเงินฝืดยาวนานต่อเนื่องกว่า 10 ปี โดยปกติแล้วการแก้ปัญหากับดักสภาพคล่อง อาจทำได้โดยใช้นโยบายการคลัง เพื่ออัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบให้ไปถึงมือผู้บริโภคโดยตรง อย่างการลดภาษี การใช้จ่ายสาธารณะ แม้รัฐบาลญี่ปุ่นจะพยายามทำอยู่หลายครั้ง แต่ก็ไม่เป็นผล เพราะเงินที่อัดฉีดเข้าไปนั้น กลับไปตกอยู่กับโครงการสาธารณะที่ไม่มีประสิทธิภาพ รวมถึงการใส่เงินเข้าไปในธุรกิจที่ย่ำแย่
เมื่อสิ่งที่ทำไปยังไม่เป็นผล รัฐบาลญี่ปุ่นจึงหันมาใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย หรือที่อาจจะคุ้นชื่อกันในทุกวันนี้ว่า ‘Quantitative easing (QE)’ แต่นั่นก็นำมาซึ่งปัญหาใหม่ คือ ‘เครดิตตึงตัว’
การอัดฉีดเม็ดเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น ทำให้ธนาคารพาณิชย์ได้รับเงินไปอยู่ในมือ แต่แทนที่จะเงินเหล่านั้นจะถูกนำไปปล่อยกู้ต่อเพื่อให้เกิดการหมุนเวียนในระบบ ธนาคารพาณิชย์กลับไม่กล้าที่จะปล่อยกู้ตามปกติ
ธนาคารพาณิชย์แต่ละแห่งต่างกันเงินที่ได้รับมาไว้ซ่อมแซมฐานะการเงินของตัวเอง หลังจากที่เผชิญกับการขาดทุนอย่างหนักจากการทุ่มเงินลงทุนไปกับอสังหาริมทรัพย์ แม้ญี่ปุ่นจะใช้เวลานานนับศตวรรษในการฟื้นตัวกลับขึ้นมาได้อย่างทุกวันนี้ แต่สิ่งที่ดีจากช่วงเวลานั้นคือบทเรียนที่ล้ำค่า “Lost Decade of Japan” สำหรับคนญี่ปุ่นเอง
Comment