คำว่า ‘เผด็จการ’ นั้นเป็นคำที่ผ่านหูผู้คนในประเทศไทยมานานติดต่อกันหลายปี แต่ให้นึกถึงคำต่อท้ายคงไม่บ่อยนักที่ใครจะนึกถึงคำว่าเผด็จการผู้ทรงคุณ (Benevolent Dictator) เพราะในโลกนี้โดยเฉพาะยุคสมัยในช่วงห้าสิบปีที่ผ่านมา มีเพียงผู้นำประเทศจำนวนเพียงใช้นิ้วมือข้างเดียวนับก็ยังเหลือ กล่าวได้ว่าน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย โดยหนึ่งในนั้นหากจะมีใครที่คนไทยน่าจะพอรู้สึกใกล้ตัวก็คงหนีไม่พ้นนาย ลี กวน ยู อดีตนายกรัฐมนตรีคนแรกของประเทศสิงคโปร์นับแต่ปลดแอก จากอังกฤษ
ประวัติ ลี กวน ยู
เกิดและเติบโตในสิงคโปร์ จนกระทั้งจบการศึกษาจากรัฟเฟิลส์ คอลเลจ (Ruffles College) โดยได้ไปศึกษาต่อที่วิทยาลัยเศรษฐศาสตร์และรัฐศาสตร์แห่งลอนดอน (London School of Economics and Political Science) อยู่ระยะสั้นๆ ก่อนจะพบกว่าตนเองไม่ชอบบรรยากาศของลอนดอน แล้วจึงย้ายไปศึกษาต่อด้านกฎหมายที่วิทยาลัยฟิสวิลเลิ่ยม (Fitzwilliam College) จากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ (Cambridge) โดยจบการศึกษามาด้วยเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง ซึ่งการศึกษาในระบบของตะวันตกมีอิทธิพลต่อวิธีคิดและทัศนคติของเขาในชีวิตการเมืองและการเป็นผู้นำในการพัฒนาประเทศสิงคโปรไม่น้อย
เส้นทางทางการเมืองของเขานั้น แม้ว่าจะอยู่ในอำนาจยาวนานกว่า 31 ปี (พ.ศ. 2502-2533) และยังอยู่ในบทบาททางการเมืองในฐานะที่ปรึกษาอีกหลายสิบปีต่อมา ก็สามารถเข้ามานั่งในสภาได้ด้วยการชนะการเลือกตั้งจากประชาชนทั้งสิ้น ด้วยความสามารถในการบริหารจัดการประเทศรวมถึงความเป็นผู้นำ
และที่สำคัญที่สุดคือความสามารถในการโน้มน้าวและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนจากผลงานและวิธีคิดที่พิสูจน์ความทุ่มเทเพื่อประเทศจนประชาชนจากหลากหลายเชื้อชาติทั้งจีน มาเลย์ อินเดีย ต่างก็เทคะแนนให้เขาเป็นผู้นำประเทศติดต่อกันหลายสมัย
บทบาทและความสามารถของเขาที่ฉายชัดหลังจากที่สิงคโปร์ถูกบังคับให้แยกตัวออกจากมาเลเซียหลังรวมตัวกันได้เพียง 22 เดือน เนื่องจากความแต่งต่างของเชื้อชาติและวัฒนธรรม ซึ่งในขณะนั้นถือเป็นข่าวร้ายของประเทศซึ่งมีภูมิประเทศเป็นเพียงเกาะเล็กๆ ปราศจากทรัพยากรธรรมชาติโดยสิ้นเชิง จากจุดนี้เองทำให้เขาต้องวางแผนยุทธศาสตร์ในการพัฒนาประเทศให้อยู่รอดได้ภายได้ข้อจำกัดมากมาย
ลี กวน ยู เล็งเห็นความสำคัญของการพัฒนากรบุคลากรภายในประเทศเป็นปัจจัยสำคัญอย่างมาก โดยเริ่มจากการให้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางในการทำงาน และเปลี่ยนระบบการศึกษาของสิงคโปร์ให้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลักในการศึกษา ลดบทบาทของภาษาจีนและท้องถิ่นลงแต่กระนั้นก็ยังคงมีการเรียนการสอนในโรงเรียนอยู่บ้าง
เพราะเขาตระหนักดีว่าเมื่อปราศจากทรัพยากรธรรมชาติของตัวเอง สิงคโปร์ย่อมต้องอาศัยการติดต่อสื่อสารทำธุรกิจกับต่างประเทศเป็นสำคัญ แม้ในช่วงเริ่มต้นจะมีเสียงก่นด่าของประชาชนมากมาย ว่ากันว่าคนใกล้ชิดของ เขานั้นโดนด่าว่าปาของใส่ บ้างก็ปิดประตูใส่หน้ายามที่เดินผ่านบ้านเรือนประชาชนที่ใช้ภาษาจีนเพราะเขาไม่เพียงแต่เปลี่ยนแปลงในระบบการศึกษาแต่ยังงดออกอากาศละครวิทยุหรือสื่อต่างๆ ในภาษาจีนและท้องถิ่นและเปลี่ยนไปเป็นเนื้อหาเป็นภาษาอังกฤษแทน
แต่ ลี กวน ยูก็ยังเดินหน้านโยบายนี้อย่างแน่วแน่ รวมไปถึงการส่งเสริมการสร้างความคิดสร้างสรรค์ให้กับประชากรของสิงคโปร์มากขึ้น แม้การยกระดับระบบการศึกษานี้จะไม่ใช่นโยบายที่เห็นผลทันทีทันใด
แต่ด้วยความตระหนักถึงผลดีต่อประเทศชาติในระยะยาวของเขา ปฏิเสธไม่ได้ว่านี่เป็นรากฐานที่สำคัญของการเป็นศูนย์กลางทางการค้าและการลงทุนของสิงคโปร์มาจนถึงทุกวันนี้
อีกผลงานที่เป็นพื้นฐานสำคัญคือการกวาดล้างการทุจริตคอรัปชั่นในระบบทั้งหมดก็คือ การให้ความสำคัญกับเรื่องความโปร่งใสอย่างจริงจัง โดยจัดการกับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่างๆ ข้าราชการและกระบวนการต่างๆ ในการทำงานอย่างจริงจัง
แม้กระทั่งรัฐมนตรีหรือคนใกล้ตัวของเขาเองก็ได้รับการไต่สวนและลงโทษอย่างเด็ดขาด ไม่มีการช่วยเหลือ ไม่มีข้อยกเว้นหรือผ่อนหนักให้เป็นเบาแต่อย่างใด
ไม่ว่าจะใกล้ชิดเพียงใดก็ตาม เช่นกรณีของ Teh Cheang Wan ซึ่งเป็นรัฐมนตรีที่สนิทสนมกับ ลี กวน ยู รวมไปถึง C.V. Devan Nair ซึ่งอยู่กับพรรค PAP ของเขามานับแต่ก่อตั้งพรรค เมื่อทั้งสองคนมีความผิดที่เกี่ยวข้องกับการคอรัปชั่นเขาไม่ให้ความช่วยเหลือใด ๆ ไม่แม้แต่จะให้พบหน้าก่อนจะเข้าสู่กระบวนการ เขาปล่อยให้กระบวนการยุติธรรมดำเนินไปโดยไม่มีการแทรกแซงแต่อย่างใด
นอกจากเขายังให้ความสำคัญกับคนที่มีความรู้ความสามารถ โดยการดึงดูดให้คนเหล่านั้นมาทำงานให้กับรัฐด้วยเงินเดือนที่เทียบเท่าหรือสูงกว่าการทำงานในบริษัทเอกชน ทั้งตำแหน่งข้าราชการและผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่างๆ ก็ได้รับค่าตอบแทนสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลกเมื่อเทียบกับระบบของประเทศอื่นๆ การจัดการต่างๆ ของหน่วยงานภาครัฐหรือกิจการรัฐวิสาหกิจก็ดี ได้รับการปฏิบัติด้วยกลไกเดียวกับภาคเอกชน รัฐวิสาหกิจถูกแยกออกจากภาครัฐโดยสิ้นเชิง หากมีการให้บริการเพื่อช่วยเหลือสังคมใดๆ ก็จะได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาล
ถ้าเอ่ยถึงบริษัทเทมาเซ็ก บริษัทกลางที่ถูกจัดตั้งมาเพื่อบริหารจัดการรัฐวิสาหกิจการและการบริหารการเงินการลงทุนของรัฐวิสาหกิจโดยเฉพาะของสิงคโปร์ ก็คงมีใครหลายคนร้องอ๋อขึ้นมา เป็นบริษัทที่มีการจ้างคนมีความสามารถจากทั่วทุกสารทิศไม่จำกัดเฉพาะคนสิงคโปร์เท่านั้น เนื่องจากระบบการบริหารจัดการแบบเอกชนนั่นเอง
นอกจากนี้ยังมีผลงานการวางรากฐานทั้งโครงสร้างพื้นฐานทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม การส่งเสริมการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยของประชาชน และผลงานต่างๆ อีกมากมายซึ่งทำให้สิงคโปร์ผงาดขึ้นเป็นหนึ่งเสือแห่งเอเชียในระยะเวลาเพียงหนึ่งช่วงอายุคน ซึ่งนับว่าสั้นที่สุดในประวัติศาสตร์การพัฒนาประเทศบนโลกใบนี้ แต่ก็มีแง่มุมที่แสดงให้เห็นถึงความเผด็จการและความเด็ดขาดของอีกไม่น้อย
Comment