เรื่องของกฎหมายเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ถึงเราจะไม่อยากจะยุ่งกับกฎหมายแต่กฎหมายนั้นเกี่ยวข้องกับตัวเราตลอดเวลา วันนี้มีประเด็นนึงที่น่าสนใจ และตัวพี่ทุยเองก็สงสัยเหมือนกันเลยไปนั่งคุยกับเพื่อนที่เรียนกฎหมายมา นั่นก็คือ “ยืมใช้คงรูป”
เชื่อว่าทุกคนอย่างน้อยต้องเคยเจอเพื่อนยืมของกันบ้างแน่ ๆ อย่างน้อยตอนเราวัยเรียน ต้องเคยถูกเพื่อนยืมปากกา ยืมดินสอ ยางลบ หรือแม้กระทั่งนาฬิกากันบ้าง จริง ๆ ต้องบอกว่าเรื่องของการยืมที่ดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อย ๆ เนี้ยก็มีกฎหมายรับรองเช่นกัน
เรื่องของการยืมนั้นมีกฎหมายบัญญัติรองรับอยู่ใน ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 3 เอกเทศสัญญา ลักษณะ ที่ 9 ตั้งแต่มาตรา 640 – 656 ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ได้จัดให้ “การยืม” เป็นเอกเทศสัญญา หรือ สัญญาที่มีชื่อและกฎเกณฑ์ไว้เป็นพิเศษ เมื่อการยืมจัดเป็นสัญญาประเภทหนึ่ง ย่อมมีลักษณะของความสัมพันธ์ระหว่างคนสองคนขึ้นไป ซึ่งต่างฝ่ายมีหน้าที่ชำระหนี้ให้แก่กัน โดยอาจมีค่าตอบแทนหรือไม่มีก็ได้
พูดกันง่าย ๆ ก็คือ การยืมจึงจัดเป็นหนี้สินประเภทหนึ่งที่ “ผู้ให้ยืม” ต้องส่งมอบทรัพย์สินที่ยืมให้แก่ “ผู้ยืม” และในขณะเดียวกัน “ผู้ยืม” ต้องส่งคืนทรัพย์สินที่ยืม
ถ้าเราจะแบ่งการยืมในทางกฎหมายสามารถการยืมออกเป็นสองประเภท คือ การยืมใช้คงรูป และการยืมใช้สิ้นเปลือง ซึ่งหากเราพิจารณาเปรียบเทียบบทบัญญัติ ในมาตรา 640 (การยืมใช้คงรูป) กับ มาตรา 650 (การยืมใช้สิ้นเปลือง)
จุดสังเกตความแตกต่างของการยืมใช้คงรูปและการยืมใช้สิ้นเปลืองนั้น ก็คือ “กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน” และ “การได้เปล่า”
ในส่วนของ การ “ยืมใช้คงรูป” ที่หลาย ๆ คนกำลังให้ความสนใจก็นั้นคือ “สัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่ง เรียกว่าผู้ให้ยืม ให้บุคคลอีกคนหนึ่ง เรียกว่าผู้ยืม ใช้สอยทรัพย์สินสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้เปล่า และผู้ยืมตกลงว่าจะคืนทรัพย์สินนั้น เมื่อได้ใช้สอยเสร็จ” การให้ยืมคงรูป จึงประกอบด้วย
1 . สัญญาระหว่าง ผู้ให้ยืม กับผู้ยืม
2. การให้ยืมเปล่า โดยไม่มีค่าตอบแทน
3. ผู้ยืมตกลงจะส่งมอบทรัพย์คืนเมื่อใช้เสร็จ
4. การให้ยืมจะสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อ ผู้ให้ยืมส่งมอบทรัพย์ที่ยืม
แต่สำหรับ “การยืมใช้สิ้นเปลือง” นั้น กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินจะถูกโอนไป พูดง่าย ๆ ก็คือว่า ผู้ให้ยืมไม่สามารถเรียกทรัพย์สินชิ้นเดิมที่ให้ยืมได้ แต่จะได้รับทรัพย์สินชิ้นใหม่ซึ่งเป็นไปตามจำนวนและประเภทเดียวกันกับชิ้นเดิม
พี่ทุยขอยกตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพที่ชัดมากขึ้น การยืมเงินเป็นตัวอย่างของ “การยืมใช้สิ้นเปลือง” ที่ชัดมากที่สุด
เมื่อเราให้ลูกหนี้ยืมเงินไป เค้าก็ไม่สามารถจะนำธนบัตรฉบับเดิม (ที่มีตัวเลขเดิม) กลับมาคืนได้ เพราะธรรมชาติของการยืมเงิน ก็จะต้องมีการจ่ายออกไป แล้วค่อยหาธนบัตรฉบับใหม่ (ที่มีตัวเลขใหม่) ที่มีมูลค่าเท่าเดิมกลับมาคืนแทน
การยืมใช้สิ้นเปลืองในทางกฎหมาย กรรมสิทธิ์จะถูกโอนไปที่ผู้ยืม แต่การยืมใช้คงรูป “กรรมสิทธิ์” ในทรัพย์สินที่ให้ยืมนั้นไม่ได้โอนไปด้วย
ลักษณะเฉพาะที่แตกต่างของ “การยืมใช้คงรูป” ที่สำคัญอย่างหนึ่งก็คือ กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ให้ยืมนั้นไม่ได้โอนไปด้วย ทำให้ผู้ยืมมีหน้าที่
1. ดูแลรักษา ใช้สอย สงวนการใช้ทรัพย์สิน หากเกิดความเสียหายใด ๆ ผู้ยืมต้องรับผิดชอบค่าซ่อมแซม ค่าบำรุงรักษาเพื่อให้ทรัพย์นั้นคงสภาพเดิม
2. ส่งคืนเมื่อใช้เสร็จ หากไม่ส่งทรัพย์สินคืนเมื่อถึงกำหนด จะต้องใช้ค่าทดแทนความเสียหายแม้ความเสียหายนั้นเกิดจากเหตุสุดวิสัยก็ตาม
การยืมใช้คงรูปต้องเป็น “การได้เปล่า” ไม่มีค่าตอบแทนใด ๆ หากมีค่าตอบแทนใด ๆ ก็ตามจะถือว่าเป็นสัญญาประเภทอื่นแทน
การยืมใช้คงรูปนั้นต้องมีลักษณะเฉพาะประการที่สอง คือ “การใช้สอยทรัพย์สินสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้เปล่า” หมายถึง การใช้สอยทรัพย์สินนั้นต้องไม่มีค่าตอบแทน หากการใช้สอยทรัพย์สิ่งใดสิ่งหนึ่งนั้นโดยมีค่าตอบแทนนั้นเป็นลักษณะของสัญญาประเภทอื่น
จากที่พี่ทุยได้เล่ามาทั้งหมดถึงการให้ยืมใช้คงรูป จะดูเหมือนเป็นกฎหมายของความเชื่อใจ ผู้ให้ยืมไม่ได้ค่าตอบแทนแต่ก็ใช่ว่าผู้ให้ยืมจะไม่สิทธิเรียกร้องสิ่งใด เมื่อการยืมใช้คงรูปเป็นสัญญาประเภทหนึ่งที่กรรมสิทธิ์ไม่ได้โอนให้แก่ผู้ยืม ผู้ให้ยืมย่อมมีสิทธิดังนี้
- บอกเลิกการให้ยืม
- เรียกเอาทรัพย์ที่ยืมคืน
- เรียกร้องให้ชดใช้ราคาทรัพย์หรือชดใช้ค่าเสียหายอันเกิดจากในทรัพย์ที่ยืม
- หากผู้ให้ยืมเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ก็สามารถเรียกดอกผลอันเกิดจากทรัพย์ที่ยืม
ซึ่งจุดนี้เอง ที่ผู้ยืมควรต้องระวังการใช้ทรัพย์ที่ยืม แม้การที่ผู้ยืมนำของผู้ให้ยืมมาใช้ โดยที่ไม่เสียค่าเช่า หรือค่าตอบแทนในการใช้สอย แต่ก็ยังคงต้องรับผิด หากทรัพย์ที่ยืมนั้นเกิดความเสียหาย
สุดท้ายแล้วถ้าว่าด้วยเรื่องกฎหมายจะเป็นอย่างไรก็คือ ส่วนหนึ่งก็ขึ้นอยู่กับการตีความของผู้บังคับใช้กฎหมาย เนื่องจากทุกครั้งที่มีวินิจฉัยเหตุการณ์หรือคดีใด ๆ อาจเป็นบรรทัดฐานให้กับกรณีอื่น ๆ ที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ด้วย ทั้งนี้การยืมเองก็เป็นหนี้สินประเภทหนึ่งเช่นกัน ไม่เกี่ยวว่ากรรมสิทธิ์นั้นจะเป็นของเราหรือไม่ หรือว่าการยืมนั้นจะเป็นเงินตราหรือสิ่งของหากมีการครอบครองไว้ก็มีหน้าที่ต้องดูแลรักษาและชำระหนี้โดยการส่งคืนเมื่อถึงกำหนดนั่นเอง
Comment