หนึ่งในสถานที่ต้องระวังที่สุดที่จะแพร่เชื้อไวรัสโคโรนาพี่ทุยว่าก็คงหนีพ้นเครื่องบินเนี้ยแหละ เพราะเราต้องโดยสารร่วมกับคนหลายเชื้อชาติภายในระยะเวลาใดเวลาหนึ่ง อย่างน้อย ๆ ก็เป็นชั่วโมงเเล้ว นี้ขนาดแค่เที่ยวบินภายในประเทศอย่างกรุงเทพ-เชียงใหม่ ไม่ต้องพูดถึงเที่ยวบินที่ข้ามประเทศหรือข้ามทวีปนะจ้ะ และเมื่อไม่กี่วันมานี้ก็มีข่าวที่พี่ทุยว่าน่าสนใจเหมือนกัน แต่บอกเลยว่าต้นเหตุของข่าวนี้ไม่ได้มาจากไวรัสโคโรนาหรอกนะ เรื่องที่พี่ทุยพูดถึงก็คือ “สายการบินแห่งชาติของอินเดีย” ที่มีชื่อว่า “สายการบิน Air India” เปิดให้บริการมาตั้งเเต่ปี 2475 เปิดให้บริการใน 102 เส้นทางทั่วโลก
ถ้าให้เปรียบเทียบ “สายการบิน Air India” ก็เหมือนสายการบินแห่งชาติของไทยอย่างการบินไทยที่ถือหุ้นโดยรัฐบาล แต่ล่าสุดเค้าก็ยกธงยอมแพ้ประกาศขายสายการบิน ซึ่งเรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นครั้งเเรกในอุตสาหกรรมการบินของประเทศอินเดีย แต่เกิดขึ้นหลายครั้งเเล้ว ในระยะเวลา 5-6 ปีที่ผ่านมาก็เกิดไปถึง 7 ครั้งเเล้ว ก่อนหน้านี้สายการบิน Jet airway ซึ่งเป็นสายการบินเอกชนเอกชนที่เก่าแก่ที่สุดของอินเดียและมีส่วนเเบ่งการตลาดในอุตสาหกรรมการบินของอินเดียประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ ได้ประกาศยุติการให้บริการเมื่อวันที่ 17 เมษายนที่ผ่านมา หลังจากดำเนินกิจการมายาวนาน 25 ปี จากสาเหตุที่ว่า เค้าขาดทุนต่อเนื่อง 4 ไตรมาส จนไม่สามารถจ่ายหนี้ทุกชำระหนี้ทุกประเภทได้ ตั้งเเต่เงินกู้ธนาคาร เงินค่าเช่าเครื่องบิน จนถึงเงินเดือนพนักงานกว่า 20,000 ชีวิตที่ค้างมาหลายเดือนแล้ว แถมสถาบันการเงินก็ไม่ยอมให้กู้เงินมาหมุน ไม่มีเงินแม้เเต่จ่ายค่าน้ำมันเครื่องบิน ในวันที่สายการบินประกาศยุติกิจการ
ที่สายการบินในอินเดียพากันโบกมือลาไปในเวลาไล่กันเลยกันอย่างนี้ คงมีสาเหตุมาจากทั้งปัจจัยที่มากระทบตัวของอุตสาหกรรมและปัจจัยเฉพาะของกิจการเองด้วย เดี๋ยวพี่ทุยเล่าให้ฟังนะ…
และในวันที่ 27 มกราคมที่ผ่านมา กระทรวงการบินพลเรือนของอินเดียก็ออกมาประกาศว่าจะมีการจัดประมูลหุ้นของกิจการสายการบิน Air India ซึ่งก่อนหน้านี้รัฐบาลนิวเดลีเป็นผู้ถือหุ้น 100% โดยจะสรุปผลการประมูลว่าใครจะได้เป็นเจ้าของคนต่อไปตอนปลายเดือนมีนาคม
ก่อนหน้านี้ รัฐบาลก็เคยพยายามขายสายการบิน Air India ไปครั้งนึงเเล้วเมื่อช่วงปี 2561 แต่ก็ขายไม่ออก ในตอนนั้นรัฐบาลอินเดียเสนอขายหุ้นไป 76% และมีกลุ่มบริษัท Singapore airline และ สายการบิน Indigo ซึ่งเป็นสายการบินโลว์คอสมาสนใจ แต่สุดท้ายดีลนี้ก็ไม่ได้มีการจับมือกัน ว่ากันว่าสาเหตุนึงคือ ถึงซื้อไปก็ทำอะไรไม่ได้เต็มที่ เพราะรัฐบาลยังถือหุ้นอยู่ตั้ง 24% สุดท้ายรัฐบาลนิวเดลีก็เลยประกาศขายหุ้นอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มากับโปรโมชั่นโดยไม่ต้องรอ 11.11 หรือ Black Friday โดยประกาศขายหุ้น 100% ไปเลย เมื่อไฟเขียวขนาดนี้แล้ว ก็น่าลุ้นเหมือนกันนะว่าสุดท้ายเเล้วใครจะได้ไปครอง อิอิ
แต่ต้องบอกว่าเจ้าของ Air India คนใหม่จะต้องรับช่วงต่อหนี้ที่มีภาระดอกเบี้ยของสายการบิน 3,260 ล้านดอลลาร์สหรัฐหรือประมาณหนึ่งเเสนล้านบาทและเมื่อรวมกับภาระผูกพันจากงบการเงินอื่น หนี้ตรงนี้จะบานถึง 8,000 ล้านดอลล่าร์สหรัฐหรือเกือบ 2.5 แสนล้านบาทไทยทีเดียว! พูดง่าย ๆ ก็คือไม่ว่า Air India สร้างกำไรได้มากน้อยแค่ไหน จะคุ้มรึเปล่าเนี่ยไม่รู้ แต่ที่รู้แน่ ๆ ต้องแบกหนี้หลายเเสนล้านไปด้วย
แต่ก็ยังมีแสงสว่างปลายอุโมงค์ เพราะการมีหนี้สินบานขนาดนั้นก็ไม่ได้เรื่องแย่เสมอไป รู้มั้ยว่า ก่อนหน้าที่สายการบิน Air Asia จะกลายเป็นสายการบินโลว์คอส ครองใจคนทั้งโลกอย่างทุกวันนี้ ก็เริ่มต้นจากการที่นักทุนชาวมาเลเซียสองคนร่วมหุ้นกันซื้อกิจการสายการบินที่ถูกดูแลภายใต้หน่วยงานรัฐวิสาหกิจของรัฐบาลมาเลเซีย ซึ่งตอนนั้นสายการบินนี้มีหนี้สินอยู่ 312 ล้านบาทเช่นกัน
มาต่อกันที่อีกประเด็นที่อยากชวนมาคุยกัน คือ เพราะอะไรกันนะ สายการบินในอินเดียต้องยกธงขาวไปตาม ๆ กัน?
สาเหตุแรกเลย
ก็คือเรื่องของการเเข่งขันสูง ซึ่งเป็นปัญหาของหลายธุรกิจทั่วโลกอะแหละ เมื่อ 10 ปีที่แล้ว Air India มีส่วนเเบ่งการตลาดสูงถึงราว 35% แต่ในวันนี้ เค้าถูกสายการบินโลว์คอสอย่าง Indigo และ SpiceJet แย่งส่วนเเบ่งการตลาดไป จนเหลือแค่ 13% เท่านั้น
สาเหตุที่สอง
คือเรื่องของน้ำมัน ซึ่งส่งผลต่อต้นทุนในการบินมาก ๆ หลายคนน่าจะพอรู้ว่าราคาน้ำมันในตลาดโลกมีความผันผวนมากเหลือเกิน เดี๋ยวพุ่งขึ้น เดี๋ยวทะลุลง ถึงแม้เค้าจะมีการประกันความเสี่ยง (Hedging) เอาไว้ ก็ยังได้รับผลกระทบจากความผันผวน อีกประเด็นคือเรื่องของภาษีน้ำมันที่ส่งผลต่อต้นทุนไม่น้อย ที่รัฐบาลต้องเก็บภาษีน้ำมันเอาไว้ก็เป็นลักษณะคล้าย ๆ การรักษาสมดุล เวลาที่น้ำมันแพง ๆ ก็สามารถดึงเอาเงินที่กันเอาไว้ส่วนนี้มาช่วยได้ ซึ่งรัฐบาลอินเดียเก็บภาษีส่วนนี้ในอัตรา 5-30%
ประเด็นสุดท้าย
คือเรื่องของค่าเงิน เราคงพอจินตนาการได้ว่าต้นทุนส่วนมากของสายการบินมักอยู่ในรูปของดอลลาร์ ฉะนั้นเรื่องของอัตราแลกเปลี่ยนจึงสำคัญมาก ปัญหาเกิดตรงที่ว่า ค่าเงินรูปีของอินเดียอ่อนค่าลงมากตั้งเเต่ต้นปี 2561 เพราะความกังวลว่าจะเกิดวิกฤติค่าเงินเหมือนค่าเงินลีราของประเทศตุรกีไง
จากกราฟอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างเงินรูปีกับเงินดอลลาร์สหรัฐจะเห็นได้ว่า เมื่อเปิดปีใหม่ 2561 อัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ประมาณ 63 รูปีต่อ 1 ดอลลาร์กลายเป็นเกือบ 74 รูปีต่อ 1 ดอลลาร์แค่ต่อหนึ่งดอลลาร์ต้องควักกระเป๋าเพิ่มขึ้นขนาดนี้ ลองคิดดูว่าถ้าเป็นหลักล้านดอลลาร์ ต้นทุนจะแพงขึ้นขนาดไหน
ในฐานะคนนอก ตอนนี้เราก็ได้แต่จับตาดูสถานการณ์ห่าง ๆ อย่างห่วง ๆ นะจ๊ะ ช่วงนี้มีปัจจัยใหญ่ ๆ ที่ส่งผลต่อโลกของเรามากมายเหลือเกิน นอกจากจะสนใจจะติดตามเรื่องภายนอกแล้ว พี่ทุยย้ำให้สนใจติดตามเรื่องภายในอย่างสุขภาพของตัวเองกันดี ๆ นะ “กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ” แล้วก็อย่าลืมใส่หน้ากากอนามัยด้วยน้า
Comment