เจาะนโยบายดัน GDP พุ่งสูงถึง 30 ล้านล้านบาท

เจาะนโยบายดัน GDP พุ่งสูงถึง 30 ล้านล้านบาท

5 min read    Money Buffalo

ฉบับย่อ

  • นโยบายเด็ดของคุณมิ่งขวัญที่ว่าจะทำให้ “GDP โตจาก 15 ล้านล้านบาทเป็น 30 ล้านล้านบาท” ภายในปี 2021 เท่ากับว่าปีหนึ่งๆต้องโตเฉลี่ยปีละประมาณ 23% ก็จะได้ GDP ที่ 30 ล้านล้านบาทในปี 2021 พอดี
  • สภาพัฒน์ประมาณการว่าปี 2019 GDP จะโตที่ 4% แบงก์ชาติที่เพิ่งออกประมาณการล่าสุดเลยก็จะให้เติบโตที่ 3.8% หรือจะเป็นภาคเอกชนอย่าง EIC ซึ่งเป็นศูนย์วิจัยเศรษฐกิจของธนาคารไทยพาณิชย์ก็ประมาณการไว้ที่ 3.8%
  • อีกหนึ่งเครื่องมือที่เอาไว้ดูความเป็นไปได้ของอัตราเติบโตของ GDP นั่นก็คือ Fan Chart โดยในปี 2562 หรือ 2019 แบงก์ชาติมองว่าโอกาสที่จะโตเกิน 8% แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile

หลังจากที่ลุงมิ่งออกมาพูดเรื่องนโยบายลดราคาน้ำมันช่วยค่าครองชีพกันไป กระแสของลุงมิ่งก็แรงมากจริงๆ ทำให้หลายคนเริ่มสนใจนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจอื่นๆของลุงมิ่ง ตามที่สัญญากัน บทความนี้พี่ทุยจะมาเล่าและวิเคราะห์นโยบายเศรษฐกิจของคุณมิ่งขวัญกันต่อดีกว่า แต่ละนโยบายก็ดูน่าสนใจมากๆสมกับที่ลุงมิ่งเป็นมือเศรษฐกิจมาหลายยุคหลายสมัย

ก่อนอื่นเลย พี่ทุยของเริ่มที่ประโยคเด็ดของคุณมิ่งขวัญที่ว่าจะทำให้ “GDP โตจาก 15 ล้านล้านบาทเป็น 30 ล้านล้านบาท” กันก่อน หลายคนอาจจะไม่คุ้นชินกับ GDP ที่มีหน่วยเป็นบาทซักเท่าไหร่ เพราะปกติแล้วนักลงทุนทั้งในและนอก รวมถึงหน่วยงานต่างๆ ก็มักจะสนใจ GDP ในแง่ของอัตราการเติบโตกันเสียมากกว่า เรามักจะเห็นตามหน้าหนังสือพิมพ์ในรูปของอัตราการเติบโตเสมอ อย่างเช่น คุณสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ตั้งเป้าดัน GDP โต 5 % หรือไม่ก็เป็นแบงก์ชาติมีการเผยแพร่ประมาณการอัตราการเติบโตของ GDP พูดง่ายๆ ก็คือ อยากดูนั่นแหละว่าเราผลิตโตขึ้นจากปีที่แล้วเท่าไหร่

อยากรู้ว่า GDP คืออะไร แล้วคำนวณกันยังไง พี่ทุยแนะนำว่าให้ให้มาอ่านบทความนี้เลย GDP คืออะไร ?

ยิ่งไปกว่านั้น จริงๆแล้วถ้าจะพูดให้แบบเต็มยศเนี่ย เขาจะเรียกว่า “อัตราเติบโตที่แท้จริง” หรือว่า Real term นั่นเอง สำหรับคนที่ไม่ค่อยคุ้นเคยกับคำนี้ พี่ทุยจะขออธิบายง่ายๆว่าการดูในรูปของ Real term ก็คือ การหักผลของราคาหรือที่คุ้นหูกันว่าเงินเฟ้อออกไปนั่นเองจะได้วัดการที่อำนาจซื้อจริงๆได้

ซึ่งถ้าไปเปิดตารางข้อมูล GDP ที่ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์ หรือ NESDC) เป็นผู้จัดทำจะพบว่า GDP Real term ทั้งปี 2018 อยู่ที่ 10,659,712 ล้านบาท และแน่นอนว่าอีกคำที่มันจะมาคู่กันเสมอก็คือ Nominal term ซึ่งก็คือการวัด GDP โดยใช้ราคาในปัจจุบันนั่นเอง ซึ่งในปี 2018 GDP Nominal อยู่ที่ 16,316,417 ล้านบาท พี่ทุยว่า 15 ล้านล้านบาทของลุงมิ่งก็คงจะหมายถึง GDP Nominal Term ที่รวมผลของเงินเฟ้อเข้าไปแล้วอันนี้แหละ

การจะทำให้ GDP จาก 15 ล้านล้านบาทของลุงมิ่ง หรือว่า 16 ล้านล้านบาทที่เป็นตัวเลขจริงๆ เป็น 30 ล้านล้านบาท ภายในปี 2021 เท่ากับว่าปีหนึ่งๆต้องโตเฉลี่ยปีละประมาณ 23% ก็จะได้ GDP ที่ 30 ล้านล้านบาทในปี 2021 พอดีเลย ซึ่งหากเราไปดูประมาณการอัตราเติบโตของหลายๆหน่วยงาน เช่น สภาพัฒน์ประมาณการว่าปี 2019 GDP จะโตที่ 4% แบงก์ชาติที่เพิ่งออกประมาณการล่าสุดเลยก็จะให้เติบโตที่ 3.8% หรือจะเป็นภาคเอกชนอย่าง EIC ซึ่งเป็นศูนย์วิจัยเศรษฐกิจของธนาคารไทยพาณิชย์ก็ประมาณการไว้ที่ 3.8% เช่นกัน

แต่ตามที่พี่ทุยได้บอกไปหน่วยงานพวกนี้เขาดูในรูปของ Real Term (นี่แหละสาเหตุว่าทำไมพี่ทุยถึงอธิบายเพิ่มเยอะ) ซึ่งคนละตัวกับที่ลุงมิ่งหมายถึง ดังนั้นเราต้องคิดผลของราคาเพิ่มเข้าไปด้วย พี่ทุยขอใช้อัตราเงินเฟ้อเป็นตัวแทนแล้วกัน ซึ่งประมาณอัตราเงินเฟ้อของหลายๆหน่วยงานก็ค่อนข้างจะต่ำมากอยู่ที่ประมาณ 1% กันเท่านั้นเอง รวมแล้วก็เท่ากับว่าเติบโตในรูปของ Nominal term เพียง 5% ค่อนข้างห่างไกลกับตัวเลขของลุงมิ่งมาก

พี่ทุยก็ลองไปดูอัตราการเติบโตในรูป Nominal term ในอดีตกันเสียหน่อย

เจาะนโยบายดัน GDP พุ่งสูงถึง 30 ล้านล้านบาท

ที่มา : สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

จะพบว่าตั้งแต่ที่ GDP เรามีการเผยแพร่แบบรายไตรมาสที่ปี 1993 ไม่มีปีไหนเลยที่เราเติบโตเกิน 15 % แม้กระทั่งในช่วงก่อนวิกฤตต้มยำกุ้งที่ประเทศเรามีการเติบโตดีถึงขนาดถูกเรียกว่า เสือตัวที่ 5 แห่งเอเชีย เราก็ยังเติบโตมากสุดเพียงแค่ประมาณ 14% เท่านั้น ยิ่งในช่วงหลังๆที่โครงสร้างเศรษฐกิจเปลี่ยนไปจากอดีตค่อนข้างมากจะพบว่าเราโตเฉลี่ยปีละประมาณ 4.8 % เท่านั้นเอง (เฉลี่ยตั้งแต่ปี 2014-2018)

พี่ทุยอยากพาไปรู้จักกับอีกหนึ่งเครื่องมือที่เอาไว้ดูความเป็นไปได้ของอัตราเติบโตของ GDP ซึ่งพี่ทุยกล้าพูดเลยว่าน้อยคนนักที่จะรู้ว่าเมืองไทยเราก็มีทำไว้นะ นั่นก็คือ Fan Chart ที่แบงก์ชาติได้จัดทำเอาไว้ (จริงๆแล้วข้อมูลในแบงก์ชาติ ค่อนข้างเยอะๆมากเลยนะ ว่างๆพี่ทุยจะพาไปรู้จักอีกหลายๆตัวเลย)

เจาะนโยบายดัน GDP พุ่งสูงถึง 30 ล้านล้านบาท

ที่มา : รายงานนโยบายการเงินฉบับเดือนธันวาคมปี 2018

วิธีการดูก็ง่ายๆ คือ ยิ่งสีเข้มมากเท่าไหร่ก็แสดงว่าโอกาสที่ GDP จะโตในช่วงนั้นมาก (จะเห็นว่าสีเข้มตกอยู่ในช่วงใกล้ๆ กับ 3.5-4.0% ก็คือ ใกล้กับที่เขาประมาณการนั่นแหละ) โดยในปี 2562 หรือ 2019 แบงก์ชาติมองว่าโอกาสที่จะโตเกิน 8 % แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยสีจางมากๆ ซึ่ง Fan Chart อันนี้ก็ครอบคลุมไปกว่า 90 % แล้วแหละ แต่อย่าลืมว่าอันนี้ที่แบงก์ชาติดูมันคือ Real Term หากคิดเป็น Nominal Term ก็ยังคงเติบโตที่ได้ 9% อยู่ดี ซึ่งนับว่าโอกาสน้อยมากๆเลยที่จะทำให้ GDP โตเป็น 30 ล้านล้านบาท

อย่างไรก็ตาม อะไรๆก็เกิดขึ้นได้เสมอ พี่ทุยก็ยังคิดว่านโยบายของลุงมิ่งก็ยังน่าสนใจอยู่ดี อย่างการกระตุ้นจำนวนนักท่องเที่ยว ซึ่งในปีที่ผ่านมานักท่องเที่ยวต่างชาติที่มายังไทยอยู่ที่ 38.3 ล้านคน โตขึ้นจากปี 2017 ประมาณ 7.5 % ซึ่งถ้าเราให้นักท่องเที่ยวโตประมาณนี้ไปเรื่อยๆ 4 ปี ตัวเลข 50 ล้านคนก็ดูจะเป็นไปเลยทีเดียว แต่อย่าลืมว่าถ้าเราเปิดรับนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น มีสิ่งหนึ่งที่เราต้องสร้างเพิ่มแน่ๆเลยก็คือ “สนามบิน” เพราะตอนนี้สนามบินบ้านเราเค้าว่ากันว่าใช้งานแทบจะเต็มอัตราอยู่แล้วเหมือนกัน เพราะอย่าลืมว่าประตูฐานใหญ่ที่สุดที่จะพานักท่องเที่ยวเข้าออกก็คือสนามบิน

เจาะนโยบายดัน GDP พุ่งสูงถึง 30 ล้านล้านบาท

พี่ทุยอยากจะขอยกตัวอย่าง ในปี 2018 มีผู้ใช้บริการทั้งไทยและต่างชาติที่สนามบินสุวรรณภูมิประมาณ 44.6 ล้านคน ซึ่ง บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (ทอท.) ได้ประมาณการว่าสุวรรณภูมิสามารถรองรับได้ 45 ล้านคนต่อปี เห็นตัวเลขกันมั้ยว่าเกือบจะชนเพดานกันแล้ว สนามบินเราแน่นมากแล้วจริงๆ

ถ้านักท่องเที่ยวเพิ่มเป็น 50 ล้านคนต่อปีจริงๆ เราคงต้องไปที่สนามบินก่อนเดินทางเผื่อไว้ประมาณ 5-6 ชม.กันแน่ๆ (ฮ่า) แต่ก็ยังคงมีความโชคดีอยู่บ้าง ที่ตอนนี้ประเทศเรามีโครงการลงทุนเกี่ยวกับสนามบินค่อนข้างมากไม่ว่าจะเป็นสนามบินเมืองรองหรือโครงการใหญ่ๆอย่างสุวรรณภูมิระยะที่ 2 ดังนั้น ต่อไปสุวรรณภูมิจะรองรับได้ถึง 60 ล้านคนต่อปีเลยทีเดียว แต่ยังไงก็ตามเราคงต้องอดทนรอกันอีกซักนิดเพราะโครงการคาดว่าจะเสร็จประมาณปี 2021 ซึ่งการโปรโมทในนักท่องเที่ยวกับความจุของสนามบินที่เรารับได้ต้องมีความสอดคล้องกันในเชิงนโยบายด้วย ไม่งั้นเราก็รับนักท่องเที่ยวเพิ่มไม่ได้

และอีกประเด็นที่พี่ทุยชอบมากๆ คือ ลุงมิ่งไม่ได้มองเพียงจำนวนนักท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว แต่ลุงมิ่งยังให้ความสำคัญกับรายจ่ายนักท่องเที่ยวด้วยเช่นกัน อย่างในช่วงหลายปีที่ผ่านมาถ้ายังจำกันได้วลีคำว่า “จีนกินรวบ” หรือ “ทัวร์ศูนย์เหรียญ” ค่อนข้างเป็นประเด็นร้อนแรงมากๆ ในสมัยนั้น เรื่องของเรื่องก็คือ คนจีนเข้ามาลงทุนในประเทศไทยเยอะมากๆ ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม ร้านอาหาร ร้านขายของฝาก ล้วนมีเจ้าของเป็นคนจีนหมดเลย ทีนี้ที่ประเทศจีน บริษัททัวร์เขาออกโปรโมชั่นเลยว่าไปเที่ยวไทย ฟรีเลยไม่ต้องเสียตัง จ่ายแค่ค่าที่พัก ค่าตั๋ว เท่านั้นส่วน ค่าเที่ยว ค่ารถอะไรไม่เก็บ เลย มันจึงถูกเรียกว่า “ทัวร์ศูนย์เหรียญ”

แต่มีข้อแม้เพียง ถ้าไปเที่ยวแล้วต้องไปซื้อของนะ แน่นอนว่าบริษัททัวร์พวกนี้ก็จะได้รับเงินจากพวกร้านค้า โรงแรมที่พักต่างๆแลกกับการนำนักท่องเที่ยวเหล่านี้ไปใช้บริการ ซึ่งตามที่พี่ทุยบอกไปเจ้าของร้านพวกนี้เป็นของคนจีนหมดเลย นั่นเท่ากับว่าคนไทยเราแทบจะไม่ได้อะไรเลย คนจีนกินรวบเลยจ้า ดังนั้นจากที่ลุงมิ่งกล่าวว่าจะให้ความสำคัญกับสตรีทฟู้ดและสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวให้เป็น 4 ล้านล้านบาท พี่ทุยเชื่อว่าการท่องเที่ยวที่ลุงมิ่งมองคงเป็นการดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มี “คุณภาพ” มาอย่างแน่นอน ไม่ได้สนใจเพียงแค่จำนวนเท่านั้น ถ้าถามว่าจะทำอย่างไรนั้น รายละเอียดเยอะมากไว้พี่ทุยจะมาทยอยสรุปให้เรื่อยๆนะกันเนอะ แต่บอกได้เลยว่าดูในรายละเอียดแล้วก็ยากไม่ใช่น้อยอยู่ดี

โดยสรุปแล้ว พี่ทุยคิดว่านโยบายที่ลุงมิ่งกล่าวมานั้นมีความน่าสนใจมากๆ มีทั้งที่น่าจะทำได้แน่นอนอย่างการเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวให้เป็น 50 ล้านคนและการลดราคาน้ำมัน 5-10 บาท กับอันที่น่าจะทำได้ยากอย่างการเพิ่ม GDP ให้เป็น 30 ล้านล้านบาทก็ตาม พี่ทุยเลยคิดว่าการจะพิจารณานโยบายของลุงมิ่งจริงๆ เราควรมองข้ามเรื่องตัวเลขออกไปเสียก่อนแล้วดูที่เนื้อแท้กันดีกว่า ในตอนนี้จะเห็นว่านโยบายส่วนใหญ่ของลุงมิ่งจะเป็นนโยบายที่เน้นในด้านรายจ่าย เน้นใช้สิ่งที่มีอยู่แล้วพัฒนาต่อไป

แต่อีกสิ่งที่พี่ทุยอยากรู้ก็คือ “นโยบายการลงทุนในระยะยาว” ต่างๆของคุณมิ่งขวัญว่าจะน่าสนใจเพียงใดแตกต่างจากท่านอื่นๆอย่างไร ยังไงก็ตาม การเลือกตั้งครั้งนี้ผลจะเป็นอย่างไร เรามาติดตามกันอีกไม่กี่วันแล้ว ถ้าอยากให้ประเทศเติบโตได้ไม่ใช่แค่ขายผ้าเอาหน้ารอดแบบที่ผ่านมา นโยบายในระยะยาว อย่างเช่น การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่างๆพวกนี้เป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าสำคัญมากๆ และส่วนตัวพี่ทุยเรื่องการลงทุนในระยะยาวบ้านเรายังขาดเรื่องนี้มากๆเลย

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile

Comment

Be the first one who leave the comment.

Leave a Reply