ช่วงที่ผ่านมาเราน่าจะได้ยินข่าวเรื่อง “ชิมช้อปใช้ อินเตอร์” ก็ถูกกระแสโซเชียลคัดค้านหนักจากหลาย ๆ ช่องทาง กับมาตรการแจกเงินให้กับนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่เข้ามาท่องเที่ยวในไทย
โดยเป้าหมายแรกของ “ชิมช้อปใช้ อินเตอร์” นั้นตั้งขึ้นมาเพื่อบรรเทาปัญหาค่าเงินบาทที่แข็งค่า ทำให้กำลังซื้อของต่างชาติลดลง ในมุมมองของชาวต่างชาติที่มาเที่ยวไทยนั้นจะรู้สึกว่าของในไทยและค่าใช้จ่ายต่าง ๆแพงขึ้นกว่าแต่ก่อน เช่นเดียวกับคนไทยที่ช่วงนี้ไปต่างประเทศกันเยอะเพราะค่าเงินบาทของไทยเองแข็งค่า ก็สามารถจับจ่ายใช้สอยได้มากขึ้นด้วยเม็ดเงินเท่าเดิมเมื่อเทียบกับแต่ก่อน
ซึ่งจากค่าเงินบาทที่แข็งค่านี้ทำให้เป้าหมายการเติบโตของนักท่องเที่ยว และยอดการใช้จ่ายของต่างชาติที่คาดไว้ในโตไม่ถึงเป้าที่คาดไว้ โดยปีที่ผ่านมายอดการใช้จ่ายนักท่องเที่ยว ขยายตัวเพียง 4-5% จากเป้าหมาย 10%
ปัจจุบัน “ชิมช้อปใช้ อินเตอร์” ถูกชะลอการนำเสนอไปก่อนเนื่องจากสถานการณ์ไวรัสโคโรน่าที่เข้ามากระทันหัน แต่ก็ยังมีมาตรการสนับสนุนการท่องเที่ยว ที่พักอื่น ๆ อยู
ถ้าถามส่วนตัวพี่ทุยก็มองว่าไอพวกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจพวกนี้แย่มั้ย มันก็ไม่ได้แย่เท่าไหร่หรอกก็เป็นมาตรการในการกระตุ้นระยะสั้น ๆ ที่ให้เศรษฐกิจหมุนต่อไปได้ ซึ่งทุกปีจะมีงบประมาณกระตุ้นสั้นพวกนี้อยู่แล้ว คนละส่วนกับการลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานพวกนั้น แต่ปัญหาก็คือ “ประสิทธิภาพในการใช้นโยบาย” มากกว่า
ถ้าระบบเก็บภาษีทำได้ดี รัฐบาลน่าจะเก็บภาษีได้เพิ่มอีกเยอะเลยเพราะร้านค้าที่รับเงินจากมาตรการชิมช้อปใช้ได้ จากประสบการณ์พี่ทุยคือหลาย ๆ ร้าน โดยเฉพาะร้านค้าเล็กน่าจะไม่ได้เสียภาษีกันเลย จริง ๆ ถ้าเรียกเก็บอย่างถูกต้องได้ก็จะเป็นรายได้กลับมาที่รัฐได้อีก
อีกประเด็นที่น่าสนใจก็คือเรื่องของ “การเก็บข้อมูล” การอัดฉีดนโยบายลักษณะนี้ ถ้ามีการเก็บข้อมูลที่มีคุณภาพด้วยเช่น คนพื้นที่ไหนเอาเงินไปทำอะไร ซื้ออะไร คนอายุเท่านั้นเท่านี้ชอบเอาเงินไปซื้ออะไร เราก็จะได้ข้อมูลของ “ผู้บริโภค” มาด้วย ซึ่งก็จะเอาไปขาย เอาไปพัฒนาให้นโยบายครั้งหน้าตรงจุดตรงประเด็นมากขึ้นก็สามารถทำได้ แต่พี่ทุยก็ไม่แน่ใจว่าทางรัฐบาลเค้ามีทำตรงจุดนี้หรือเปล่า ถ้าไม่มีบอกได้เลยว่าน่าเสียดายมาก ๆ ยุค Big Data ใครที่มีข้อมูลมากกว่าก็จะทำอะไรได้มากกว่าเสมอ..
Comment