ในช่วงนี้มีหลายประเทศได้ทยอยประกาศตัวเลข GDP ของไตรมาสแรกปี 2564 กันแล้ว ซึ่ง GDP เป็นตัวชี้วัดที่สำคัญที่สุดตัวหนึ่งที่นักลงทุนอย่างเรารอคอยและจับตามองเป็นพิเศษว่าท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทั่วโลก ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างไรกันบ้าง แล้วทำไมพี่ทุยถึงบอกว่า “เศรษฐกิจยุโรป” ถึงกำลังเกิดวิกฤตขึ้นอีกรอบ
ก่อนอื่นมาดูเศรษฐกิจของประเทศอื่น ๆ กันก่อน
เศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาขยายตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 1 ปี
พี่ทุยคิดว่าถ้าเราอยากรู้ว่าเศรษฐกิจโลกตอนนี้เป็นอย่างไร ก็ปฏิเสธไม่ได้จริง ๆ ว่าเราจะต้องเริ่มดูที่ประเทศ “สหรัฐอเมริกา” ก่อนเลย เนื่องจากมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 1 ของโลก ตัวเลข GDP ไตรมาสแรกของปี 2564 ขยายตัว 0.4% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว (YoY) ถือว่าเป็นการขยายตัวทางเศรษฐกิจเป็นครั้งแรกในรอบปีที่ผ่านมา
หลังจากตัวเลข GDP ตั้งแต่ไตรมาส 2 ถึง 4 ของปี 2563 แบบ YoY นั้นติดลบมาโดยตลอด และถ้าลองเทียบเศรษฐกิจในไตรมาสแรกของปี 2564 กับไตรมาสที่ 4 ของปี 2563 พบว่า ขยายตัวสูงถึง 6.4% (QoQ) ซึ่งเป็นตัวเลข GDP แบบ QoQ ที่ขยายตัวต่อเนื่อง 3 ไตรมาสติดต่อกันแล้ว
ตัวเลข GDP สหรัฐฯ นี้ แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ฟื้นตัวจากวิกฤตโควิด-19 ได้อย่างรวดเร็ว หลังจากเคยตกอยู่ในภาวะถดถอยในช่วงการระบาดรุนแรงเมื่อปีที่แล้ว
พี่ทุยมองว่าปัจจัยที่ทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ฟื้นตัวได้เร็วมาจากความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ทำให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนชาวอเมริกันที่คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 70% ของ GDP เติบโตมากที่สุดในรอบกว่า 60 ปี
ส่วนสำคัญที่ทำให้ชาวอเมริกันกล้าออกมาจับจ่ายใช้สอยกันมากขึ้น เป็นเพราะมีความคืบหน้าในการฉีดวัคซีนโควิด-19 มาก แม้ว่าสหรัฐฯ จะมีจำนวนผู้ติดเชื้อมากที่สุดในโลก แต่ก็มีอัตราการฉีดวัคซีนมากที่สุดเช่นกัน โดยมีการฉีดวัคซีนไปแล้วจำนวนถึง 240 ล้านโดส ตามเป้าหมายที่โจ ไบเดน ตั้งไว้ภายใน 100 วันแรกของการรับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่จะต้องฉีดให้ครบ 200 ล้านโดส
และถ้าพูดถึงจำนวนผู้ที่ได้รับการฉีดวัคซีนครบทั้ง 2 โดส สหรัฐฯ ก็มีอันดับ 1 ของโลก เพราะมีคนที่ฉีดครบ 2 โดสแล้วมากกว่า 100 ล้านคน คิดเป็นประมาณ 30% ของประชากรทั้งประเทศ ทำให้คาดว่าสหรัฐฯ จะเกิดภาวะภูมิคุ้มกันหมู่ (Herd Immunity) หรือการฉีดวัคซีนให้กับประชาชนในประเทศจำนวนมากจนสร้างภูมิคุ้มกันที่สามารถช่วยป้องกันการแพร่ระบาดได้เร็วที่สุดเป็นช่วงปลายปี 2564 นี้
นอกจากนี้สหรัฐฯ ก็มีการสั่งจองวัคซีนล่วงหน้าต่อประชากรมากที่สุดในโลก โดยเฉพาะ Pfizer และ Moderna ที่มีประสิทธิภาพสูง มีแผนการฉีดที่เป็นวงกว้างขึ้นเรื่อย ๆ และมีนโยบายท่องเที่ยวพร้อมฉีดวัคซีนให้ฟรี (Vaccine Tourism) ทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ มีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง
เศรษฐกิจจีนขยายตัวสูงสุดนับตั้งแต่มีการบันทึกข้อมูล
และอีกประเทศนึงที่ไม่สนใจไม่ได้เลยก็คือ “ประเทศจีน” ที่ ณ ปัจจุบันมีขนาดเศรษฐกิจเป็นอันดับ 2 ของโลก ตัวเลขที่ประกาศออกมาจะเห็นได้ว่าขยายตัวสูงถึง 18.3% (YoY) เทียบกับไตรมาส 1 ของปีที่แล้วที่ติดลบหนักถึง 6.8% (YoY) เป็นตัวเลขที่เติบโตสูงที่สุดในรอบเกือบ 30 ปี นับตั้งแต่จีนมีการเก็บบันทึกข้อมูลอย่างเป็นทางการ และเมื่อเทียบกับไตรมาสที่แล้ว ก็พบว่าขยายตัวได้ที่ 0.6% (QoQ)
การที่เศรษฐกิจจีนเติบโต มาจากการที่จีนเป็นเหมือนโรงงานการผลิตของโลก ซึ่งมีการส่งออกที่แข็งแกร่ง ในไตรมาสแรกของปี 2564 การส่งออกของจีนเติบโตสูงถึง 49% สูงที่สุดในบรรดาประเทศที่เป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออกของโลก และนี่ถือเป็นอีกหนึ่งตัวชี้วัดว่าเศรษฐกิจโลกกำลังจะกลับมาฟื้นตัวแล้ว จากการที่ทั่วโลกมีความต้องการซื้อสินค้าเพิ่มขึ้น
จีนตั้งเป้าว่าจะฉีดวัคซีนให้ครบ 40% ของประชากรทั้งหมดภายในเดือนมิถุนายน 2564 (ประมาณ 560 ล้านคน) ซึ่งตอนนี้มีการฉีดไปแล้วมากกว่า 270 ล้านโดส (เกือบ 7 ล้านโดสต่อวัน) ถึงแม้ว่าถ้าลองเทียบกับประชากรทั้งประเทศจะดูเหมือนว่าน้อย แต่ด้วยความที่ประชากรจีนมีจำนวนมาก ตัวเลขนี้ถือว่าเป็นจำนวนการฉีดวัคซีนที่สูงที่สุดในโลกแล้ว
แผนการฉีดวัคซีนที่มีประสิทธิภาพของจีน ก็น่าจะช่วยทำให้ประชาชนเกิดภาวะภูมิคุ้มกันหมู่ (Herd Immunity) ได้ ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจจีนในระยะข้างหน้ามีแนวโน้มขยายตัวสูงได้ต่อเนื่อง
“เศรษฐกิจยุโรป” เข้าสู่ภาวะถดถอยเป็นครั้งที่ 2 ในรอบปี
ถ้าเราลองมามองที่เศรษฐกิจอันดับ 3 ของโลกอย่าง ยุโรป กลับพบว่า “เศรษฐกิจยุโรป” มีตัวเลข GDP เติบโตสวนทางกับสหรัฐฯ และจีน
GDP ไตรมาสแรกของปี 2564 ติดลบ 1.8% (YoY) หดตัวต่อเนื่องมาจากปีที่แล้ว และเมื่อเทียบกับไตรมาสที่แล้ว ตัวเลข GDP ก็ติดลบ 0.6% (QoQ) ถือเป็นการติดลบต่อเนื่อง 2 ไตรมาสติดต่อกันจากไตรมาส 4 ปี 2563 ที่ติดลบ 0.7% ทำให้เศรษฐกิจยุโรปเข้าสู่ภาวะถดถอยเป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 1 ปี
ภาวะถดถอย (Recession) คือ ระดับการลดลงของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ทั้งการผลิต การบริโภค การลงทุน และการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งดูจากตัวเลข GDP แบบ QoQ ถ้าติดลบต่อเนื่อง 2 ไตรมาสติดต่อกันจะถูกเรียกว่าเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอยเชิงเทคนิค (Technical Recession)
3 ประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดที่แบกเศรษฐกิจของประเทศอื่น ๆ ทั่วทั้งยุโรป คือ เยอรมนี สเปน และอิตาลี ก็มีตัวเลข GDP ในไตรมาสแรกของปี 2564 ติดลบกันถ้วนหน้า สาเหตุมาจากจำนวนผู้ติดเชื้อตั้งแต่ต้นปี 2564 จนถึงตอนนี้ กระโดดเพิ่มสูงขึ้นหลายครั้ง ทำให้ต้องใช้มาตรการล็อคดาวน์ถึง 3 ครั้งในระยะเวลาเพียงแค่ 3 เดือน
แต่สิ่งสำคัญกว่านั้น คือ การจัดหาวัคซีนที่ล่าช้า การกระจายวัคซีนไปยังประเทศต่าง ๆ ในยุโรปก็เลยช้าตามไปด้วย และการฉีดวัคซีนในยุโรปก็ยังถือว่าต่ำมากเมื่อเทียบกับความสำคัญของเศรษฐกิจ
โดยเยอรมนี เป็นประเทศที่มีการฉีดวัคซีนมากที่สุดในยุโรปยังฉีดเพียงแค่ 30 ล้านโดสเท่านั้น คนที่ฉีดวัคซีนไปแล้วอย่างน้อย 1 โดส มีแค่ประมาณ 28% ของประชากรทั้งประเทศ ส่วนคนที่ฉีดครบ 2 โดสก็มีเพียงแค่ประมาณ 8% ส่วนประเทศอื่น ๆ
แม้ว่าล่าสุดทางยุโรปกำลังจะเตรียมลงนามสั่งซื้อวัคซีนล่วงหน้าจาก Pfizer และ BionTech จำนวน 1.8 พันล้านโดส ซึ่งถือว่าเป็นข้อตกลงการจัดหาวัคซีนที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่จากที่ผ่านมาก็มีความกังวลกันว่า กว่าจะเกิดภาวะภูมิคุ้มกันหมู่ (Herd Immunity) ในยุโรปน่าจะต้องใช้เวลาอีกนานเหมือนกับการฟื้นตัวของ “เศรษฐกิจยุโรป”
สุดท้ายแล้ว พี่ทุยมองว่าทิศทางเศรษฐกิจในปัจจุบันและหลังจากนี้ คงไม่ได้ขึ้นอยู่กับการดำเนินการช่วยเหลือต่าง ๆ ผ่านนโยบายการเงิน-การคลังเป็นแนวหน้าเหมือนช่วงที่ผ่านมาอีกแล้ว ถ้าจำนวนผู้ติดเชื้อสูง นโยบายวัคซีนไม่ชัดเจน เราคงไม่ได้เห็นเศรษฐกิจโลกกลับมาฟื้นตัวในเร็ววันนี้แน่นอน