ช่วงวิกฤตหลายคนอาจจะคิดว่าต้องหาโอกาสรีบลงทุน รีบช้อนหุ้นเข้าพอร์ต แต่พี่ทุยจะบอกว่าสำหรับวิกฤตพลังงานและอาหารที่มักจะกินเวลายาวนาน คนที่จะรอดอาจจะไม่ใช่คนที่เล็งช้อนหุ้นได้แม่น แต่เป็นคนที่ “สภาพคล่อง” เหลือเพียงพอ ที่จะรับมือในระยะยาวได้มากกว่า

เข้าปี 2026 มาได้ไม่นาน แต่ต้องบอกเลยว่า “ปีนี้โหด” ทั้งยาก ทั้งผันผวน และเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน โดยเฉพาะสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศในหลายภูมิภาค ที่ส่งต่อระบบเศรษฐกิจมหภาคของประเทศต่างๆ ทั่วโลก
ถึงแม้ไทยเราจะดูเหมือนอยู่ไกลจากพื้นที่ที่มีปัญหา แต่ผลกระทบไม่ได้ไกลเลย โดยเฉพาะเรื่อง “พลังงาน” และ “อาหาร” ที่กำลังจะค่อย ๆ กดดันค่าครองชีพแบบหนีไม่พ้น

จังหวะแบบนี้ อาจไม่ใช่เวลาที่ต้องรีบหาหุ้นเด่น หรือไล่ล่าโอกาสแบบเดิม ๆ แต่เป็นเวลาที่ต้องยกระดับ “สภาพคล่อง” ให้ตัวเองอยู่ในจุดที่ปลอดภัยมากขึ้น เพราะในเกมแบบนี้ คนที่รอดไม่ใช่คนที่กล้า แต่คือคนที่ “อยู่ได้นานพอ”
ลองคิดภาพง่าย ๆ เมื่อของจำเป็นเริ่มมีไม่พอสำหรับทุกคน ทั้งพลังงานและอาหาร ในขณะที่ความต้องการยังเท่าเดิมหรือมากขึ้นจากความกังวล ราคาสินค้าก็จะพุ่งขึ้นโดยธรรมชาติ ยิ่งน้ำมันที่เป็นต้นทุนแฝงอยู่ในทุกอย่าง ตั้งแต่การผลิตไปจนถึงการขนส่ง พลังงานแพงเมื่อไหร่ ของแทบทุกอย่างก็พร้อมจะแพงตามทันที
ยิ่งถ้าเกิดเหตุการณ์กระทบจุดสำคัญอย่างช่องแคบฮอร์มุซ ไม่ใช่แค่น้ำมันที่สะดุด แต่ยังลากไปถึง “ปุ๋ย” ซึ่งเป็นหัวใจของการผลิตอาหาร เมื่อปุ๋ยลด ผลผลิตก็ลด และสุดท้ายราคาของกินก็จะยิ่งพุ่งขึ้นไปอีก กลายเป็นแรงกดดันที่กระทบทุกคนแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้
ซึ่งผลกระทบกำลังจะตามมาแบบเงียบ ๆ หลังจากน้ำมันขึ้น 1-3 เดือน แปลว่าช่วงไตรมาสที่ 2 ปี 2026 นี้แหละ ประเทศไทยเราจะเริ่มได้รับผลกระทบจริง ๆ

เรื่องมันไม่ได้จบแค่ของแพง เพราะเมื่อเงินเฟ้อสูงขึ้น ดอกเบี้ยก็มีแนวโน้มต้องปรับขึ้น ต้นทุนธุรกิจเพิ่มขึ้น คนเริ่มอยู่ไม่ไหว ธุรกิจล้ม คนตกงาน เศรษฐกิจก็ชะลอตัว เป็นโดมิโนที่ล้มต่อกันทั้งระบบ และที่สำคัญ วิกฤตพลังงานและอาหารแบบนี้ไม่ได้จบเร็วเหมือนตลาดหุ้นที่ลงแล้วเด้งกลับขึ้นมา แต่มักจะยืดเยื้อ แก้ยาก และกินเวลานาน
อย่างเช่น ในช่วงปี 1970 น่าจะมีความใกล้เคียงกับครั้งนี้มากที่สุด ราคาอาหารพุ่งอยู่นานกว่า 4 ปี ต้องรอผลผลิตกลับมา ปัญหาถึงจะคลี่คลายได้
หรืออย่างในช่วงล่าสุดตอน “รัสเซีย-ยูเครน” ที่เป็นเหมือนตัวเร่งในความบอบช้ำ หลังจากที่เกิดวิกฤตโควิด-19 มาก่อนหน้านี้ ก็ทำให้พลังงานแพง และปุ๋ยแพง จนทำให้เงินเฟ้อโลกเรากดลงได้ช้ายาวนานมาจนถึงปัจจุบัน

ดังนั้น สิ่งที่ควรทำในตอนนี้ อาจไม่ใช่การรีบวิ่งหาโอกาสใหม่ ๆ แต่คือ การทำให้แน่ใจว่า “เงินสดในมือมีเพียงพอ” สำหรับรับมือค่าครองชีพที่อาจพุ่งขึ้นในวันที่โลกไม่เป็นใจ
หนึ่งในทางเลือกที่ทำได้ง่าย และช่วยสร้างความอุ่นใจในช่วงเวลานี้ก็คือ การสำรองเงินไว้ในบัญชีเงินฝาก ที่ให้ทั้ง “สภาพคล่อง” ใช้เงินได้ทันที และยังอยู่ภายใต้การคุ้มครองของสถาบันคุ้มครองเงินฝาก (DPA) อีกด้วย โดย DPA คุ้มครองเงินฝากทันที เมื่อเปิดบัญชีกับสถาบันการเงินภายใต้ความคุ้มครอง ไม่ต้องสมัครและไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น กรณีหากเกิดเหตุไม่คาดคิด สถาบันการเงินถูกปิดกิจการ วงเงินคุ้มครองสูงสุดตามกฎหมาย 1 ล้านบาทต่อคนต่อธนาคาร
ลองดูรายชื่อสถาบันการเงินและรายละเอียดเพิ่มเติมได้ ที่นี่
จังหวะนี้อาจไม่ใช่เกมของการ “รีบชนะ” แต่คือเกมของการ “ยืนระยะ” เพราะในโลกที่ผันผวนแบบนี้ ใครอยู่ได้นานกว่า คนนั้นก็มีโอกาสมากกว่า