จากการอ่านคอมเมนต์ลูกเพจหลาย ๆ ครั้ง ทำให้พี่ทุยเข้าใจได้ว่า การเก็บเงินที่ดูเป็นเรื่องพื้นฐาน ก็ดูเหมือนว่าจะไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับใครหลายคน ก็เลยทำให้พี่ทุยนึกไปถึงว่า เดือน ๆ นึงคนไทยมี ค่าใช้จ่าย อะไรกันบ้างนะ
แล้วก็เลยไปเจอตัวเลขผลสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ข้อมูลตั้งแต่ปี 2550 จนถึงปี 2567 ที่น่าสนใจมาเล่าให้ฟัง วันนี้พี่ทุยจะพาทุกคนมาดูกันว่า ค่าใช้จ่ายของครัวเรือนไทยเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง และเงินของเราหมดไปไหนกันแน่ครับ
ค่าใช้จ่าย ครัวเรือนไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เมื่อมองในภาพรวม จะเห็นได้ว่าค่าใช้จ่ายเฉลี่ยของครัวเรือนไทยนั้นเติบโตทุกปี เพิ่มขึ้นจาก 14,500 บาทในปี 2550 เป็น 22,282 บาทในปี 2567 หรือเพิ่มขึ้นกว่า 53% ในรอบ 17 ปี
ตัวเลขนี้เหมือนกับเป็นการบอกเราว่า ไม่ว่าเศรษฐกิจเราจะเป็นแบบไหน แต่ค่าใช้จ่ายก็ยังเป็นขาขึ้นเสมอ แม้ว่ารายได้ของหลายคนจะไม่ได้เพิ่มขึ้นในอัตราเท่ากัน แต่สิ่งที่ต้องจ่ายกลับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ถ้าคำนวณดูเป็นเปอร์เซ็นต์การเติบโตต่อปี ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นประมาณ 3% ต่อปีโดยเฉลี่ย ซึ่งใกล้เคียงกับอัตราเงินเฟ้อของประเทศ นี่หมายความว่า แม้เงินเดือนของเราจะเท่าเดิม แต่กำลังซื้อของเงินก็ลดลงไปทุกปี
จุดหนึ่งที่พี่ทุยว่าน่าสนใจ คือในช่วง 2563-2566 ค่าใช้จ่ายมีลักษณะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนสูงสุดที่ 23,695 บาทในปี 2566 แต่พอปี 2567 กลับลดลงเหลือ 22,282 บาท
ในส่วนตรงนี้ก็อาจสะท้อนได้ถึงหลายปัจจัย ทั้งครัวเรือนที่รัดเข็มขัดมากขึ้น ค่าครองชีพที่บีบหนัก หนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้น และเศรษฐกิจที่โตช้าลง ทำให้คนต้องระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้นครับ
เงินเดือนหมดไปกับปากท้อง ที่อยู่อาศัย และค่าเดินทาง
พอมาดูโครงสร้างค่าใช้จ่ายเฉลี่ยของครัวเรือนไทย จะเห็นภาพที่น่าคิดอย่างมากคือ เกือบ 36% ของรายจ่ายทั้งหมดหมดไปกับอาหารและเครื่องดื่ม หมายความว่าเงินเกือบหนึ่งในสามใช้ไปกับการยังชีพพื้นฐาน
โดยการกินยังคงเป็นภาระหลักของครัวเรือนไทย ไม่ว่าเศรษฐกิจจะเปลี่ยนไปแค่ไหนก็ตาม ส่วนที่อยู่อาศัยและเครื่องใช้ที่ 21% กับการเดินทางที่ 17% ตามมาเป็นอันดับสองและสาม
แต่แล้วพอนำ 3 หมวดนี้มารวมกัน ก็พบว่ากินไปเกือบสามในสี่ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด ซึ่งนี่แสดงให้เห็นว่ารายได้ส่วนใหญ่ของเราหมดไปกับอยู่รอด มากกว่าการพัฒนาในอนาคต
สอดคล้องกับหมวดที่เกี่ยวกับการลงทุนในคุณภาพชีวิต เช่น การศึกษาที่ 1.3% และสุขภาพที่ 1.2% ที่มีสัดส่วนน้อยมากเมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายทั้งหมด
นี่คือภาพสะท้อนที่ชัดเจนว่า คนไทยส่วนใหญ่ยังใช้เงินไปกับความจำเป็นพื้นฐานเป็นหลัก ไม่ค่อยมีเงินเหลือสำหรับการลงทุนในตัวเองหรือการพัฒนาทักษะครับ
อาหารและเครื่องดื่ม หมวดใหญ่ที่สุด
มาดูหมวดใหญ่ที่สุดกันก่อน นั่นคือค่าใช้จ่ายด้านอาหารและเครื่องดื่ม ที่คิดเป็น 36% ของรายจ่ายทั้งหมด หรือประมาณ 8,000 บาทต่อเดือน
ค่าใช้จ่ายในหมวดนี้รวมทั้งการซื้อวัตถุดิบมาทำกินเอง การกินข้าวนอกบ้าน การสั่งอาหารเดลิเวอรี่ และการซื้อเครื่องดื่มต่าง ๆ ซึ่งในยุคนี้ค่าอาหารเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการกินข้าวนอกบ้านที่แพงขึ้นเรื่อย ๆ
ถ้าอยากประหยัดค่าใช้จ่ายในหมวดนี้ วิธีที่ดีที่สุดคือทำกินเองที่บ้านให้มากขึ้น ซื้อวัตถุดิบสดใหม่มาปรุงเอง จะประหยัดกว่าการซื้ออาหารสำเร็จรูปหรือกินข้าวนอกบ้านมาก
นอกจากนี้ยังควรวางแผนการกินให้ดี ไม่ซื้อของเกินความจำเป็น ไม่ให้อาหารเน่าเสีย และลดการสั่งอาหารเดลิเวอรี่ที่มีค่าส่งและค่าบริการเพิ่มเติมครับ
ที่อยู่อาศัยและเครื่องใช้ หมวดใหญ่รองลงมา
หมวดที่สองที่มีสัดส่วนค่าใช้จ่ายสูงคือที่อยู่อาศัยและเครื่องใช้ ที่คิดเป็น 21% หรือประมาณ 4,600 บาทต่อเดือน
ค่าใช้จ่ายในหมวดนี้รวมถึงค่าเช่าบ้าน ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอินเทอร์เน็ต ค่าซ่อมแซม และค่าเครื่องใช้ภายในบ้าน ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะทุกคนต้องมีที่อยู่อาศัย
แต่ในหมวดนี้ก็มีจุดที่สามารถประหยัดได้บ้าง เช่น การใช้ไฟฟ้าอย่างประหยัด เปิดแอร์ให้เหมาะสม ปิดไฟเมื่อไม่ใช้ การเลือกใช้อินเทอร์เน็ตแพ็กเกจที่เหมาะสมกับการใช้งาน และการดูแลรักษาเครื่องใช้ให้อยู่นานขึ้น
บางคนอาจจะพิจารณาหาที่อยู่ที่ค่าเช่าถูกกว่า หรือหาเพื่อนร่วมบ้านเพื่อแบ่งค่าใช้จ่าย ซึ่งก็เป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยลดภาระได้ครับ
การเดินทาง หมวดใหญ่สุดท้าย
หมวดที่สามคือการเดินทาง ที่คิดเป็น 17% หรือประมาณ 3,700 บาทต่อเดือน
ค่าใช้จ่ายในหมวดนี้รวมถึงค่าน้ำมันรถ ค่าโดยสารสาธารณะ ค่าจอดรถ ค่าทางด่วน ค่าซ่อมบำรุงรถ และค่าประกันรถ ซึ่งในยุคที่ราคาน้ำมันผันผวน ค่าเดินทางก็เป็นภาระที่หนักขึ้นเรื่อย ๆ
วิธีประหยัดในหมวดนี้ก็มีหลายวิธี เช่น การใช้รถสาธารณะแทนการขับรถส่วนตัว การรวมกลุ่มไปทำงานด้วยกัน การทำงานที่บ้านบางวันเพื่อลดค่าเดินทาง และการดูแลรักษารถให้อยู่ในสภาพดีเพื่อไม่ต้องจ่ายค่าซ่อมบ่อย ๆ
บางคนอาจจะพิจารณาหาที่อยู่ใกล้ที่ทำงานมากขึ้น แม้ค่าเช่าจะแพงกว่าเล็กน้อย แต่ก็อาจจะคุ้มกว่าเมื่อรวมกับค่าเดินทางและเวลาที่ประหยัดได้ครับ
หมวดอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
นอกจาก 3 หมวดหลักแล้ว ยังมีหมวดอื่น ๆ ที่น่าสนใจ เช่น
การศึกษา ที่คิดเป็น 1.3% หรือประมาณ 290 บาทต่อเดือน ซึ่งถือว่าน้อยมาก แสดงให้เห็นว่าคนไทยส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีเงินเหลือสำหรับการพัฒนาตัวเอง การเรียนรู้เพิ่มเติม หรือการอบรมหาความรู้ใหม่ ๆ
สุขภาพ ที่คิดเป็น 1.2% หรือประมาณ 270 บาทต่อเดือน ซึ่งก็น้อยเช่นกัน แสดงให้เห็นว่าคนไทยยังไม่ค่อยให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน มักจะรอจนป่วยถึงค่อยไปหาหมอ
การสื่อสาร ที่คิดเป็นประมาณ 5% หรือประมาณ 1,100 บาทต่อเดือน รวมค่าโทรศัพท์ ค่าอินเทอร์เน็ต และค่าบริการสื่อสารอื่น ๆ
ความบันเทิง ที่คิดเป็นประมาณ 3% หรือประมาณ 670 บาทต่อเดือน รวมค่าดูหนัง ค่าท่องเที่ยว ค่าสมาชิกแพลตฟอร์มต่าง ๆ และค่าใช้จ่ายเพื่อความสนุกสนานอื่น ๆ
รายจ่ายขยับทุกปี แต่รายได้ยังย่ำอยู่กับที่
ปัญหาใหญ่ที่เราเห็นชัดเจนคือ ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นทุกปี แต่รายได้ของคนส่วนใหญ่ไม่ได้เพิ่มขึ้นในอัตราที่เท่ากัน บางคนรายได้อาจจะเพิ่มขึ้นแค่ปีละ 1-2% แต่ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 3-4%
นี่ทำให้กำลังซื้อของเราลดลงทุกปี แม้เงินเดือนจะเท่าเดิม แต่สิ่งที่ซื้อได้กลับน้อยลง เงินไม่พอใช้มากขึ้น และยากที่จะเก็บออมเงินได้
โซลูชันก็คือ เราต้องหาวิธีเพิ่มรายได้ให้ทันกับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการขอขึ้นเงินเดือน การหารายได้เสริม การพัฒนาทักษะเพื่อเปลี่ยนงานที่เงินเดือนสูงขึ้น หรือการนำเงินไปลงทุนให้มีรายได้เพิ่มเติม
และในขณะเดียวกัน เราก็ต้องควบคุมค่าใช้จ่ายให้ดี ตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นออก ประหยัดในจุดที่ประหยัดได้ เพื่อให้มีเงินเหลือสำหรับการออมและลงทุนครับ
ความสำคัญของการบริหารเงิน
สำหรับพี่ทุยแล้ว ค่าใช้จ่ายที่มีแนวโน้มที่เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ นั้น ไม่เพียงสะท้อนถึงค่าครองชีพที่เปลี่ยนไปนะ แต่ยังตอกย้ำว่าการบริหารเงินนั้นสำคัญแค่ไหน
เพราะอย่างน้อย ๆ ถ้าเรามีความรู้ความเข้าใจติดตัวเอาไว้ ก็จะสามารถปกป้องเงินของเราไม่ให้ถูกเงินเฟ้อกัดกร่อนได้ ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนการใช้จ่ายให้เหมาะสม การประหยัดในจุดที่ควรประหยัด หรือการนำเงินไปลงทุนให้เติบโตตามหรือเร็วกว่าอัตราเงินเฟ้อ
การรู้จักวิเคราะห์ค่าใช้จ่ายของตัวเอง จดบันทึกรายรับรายจ่าย ดูว่าเงินหมดไปไหนบ้าง หมวดไหนใช้เยอะเกินไป หมวดไหนประหยัดได้ เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของการบริหารเงินครับ
เคล็ดลับการควบคุม ค่าใช้จ่าย
พี่ทุยมีเคล็ดลับการควบคุมค่าใช้จ่ายมาฝากกัน
เคล็ดลับแรก จดบันทึกรายจ่ายทุกบาททุกสตางค์ อย่างน้อย 1-2 เดือน เพื่อให้รู้ว่าเงินของเราไปไหนบ้าง ใช้แอปพลิเคชั่นช่วยจดก็ได้ จะได้ไม่ลืม
เคล็ดลับที่สอง แบ่งหมวดหมู่รายจ่าย ดูว่าหมวดไหนใช้เยอะ หมวดไหนประหยัดได้ แล้วตั้งเป้าหมายในการลดค่าใช้จ่ายในหมวดที่มากเกินไป
เคล็ดลับที่สาม ใช้หลัก 50/30/20 คือ 50% สำหรับค่าใช้จ่ายจำเป็น 30% สำหรับความบันเทิง 20% สำหรับออมและลงทุน ปรับตามความเหมาะสมของแต่ละคน
เคล็ดลับที่สี่ ตั้งงบประมาณสำหรับแต่ละหมวด เช่น อาหารไม่เกิน 8,000 บาท เดินทางไม่เกิน 3,000 บาท ความบันเทิงไม่เกิน 1,000 บาท เมื่อใกล้หมดงบก็ต้องระวังการใช้จ่าย
เคล็ดลับที่ห้า ใช้เงินสดแทนบัตรเครดิต จะทำให้รู้สึกถึงความเจ็บปวดในการจ่ายเงินมากกว่า ช่วยควบคุมการใช้จ่ายได้ดีขึ้นครับ
หลังจากที่พี่ทุยนำเสนอข้อมูลค่าใช้จ่ายของครัวเรือนไทยมาทั้งหมดนี้ หวังว่าทุกคนจะเห็นภาพชัดเจนขึ้นว่า เงินของเราหมดไปไหนบ้าง และจะมีวิธีบริหารจัดการได้ดีขึ้นอย่างไร
ข้อมูลเหล่านี้ไม่ได้มีไว้เพื่อทำให้เราหมดกำลังใจ แต่เพื่อให้เรารู้ความจริง รู้ว่าเรากำลังเผชิญกับอะไร และเตรียมตัวรับมือให้ดี การรู้ปัญหาคือจุดเริ่มต้นของการแก้ปัญหาครับ
ที่สำคัญคือ เราต้องไม่ยอมแพ้ต่อสถานการณ์ แม้ค่าใช้จ่ายจะเพิ่มขึ้นทุกปี แต่เราก็สามารถปรับตัวได้ ทั้งการเพิ่มรายได้ การลดค่าใช้จ่าย การวางแผนการเงินที่ดีขึ้น และการนำเงินไปลงทุนให้เติบโต
ไม่ว่าจะเป็นยุคไหน สถานการณ์อย่างไร คนที่รู้จักบริหารเงินเป็นย่อมมีชีวิตที่ดีกว่า มีความมั่นคงทางการเงินมากกว่า และมีความสุขมากกว่า เพราะไม่ต้องกังวลเรื่องเงินตลอดเวลาครับ
ที่มา: สำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน สำนักงานสถิติแห่งชาติ (2567)
ติดตามพี่ทุยเพิ่มเติมได้ที่ Facebook
อ่านบทความอื่น ๆ