ตลาด รถ EV ในประเทศไทยที่มาแรงเติบโตอย่างรวดเร็วด้วยแบรนด์จากประเทศจีนจนเต็มท้องถนน แต่เบื้องหลังการเติบโตนี้ก็เต็มไปด้วยการแข่งขันรุนแรงชนิดที่เอากันตายไปข้าง จนเริ่มมีหลายแบรนด์ประกาศล้มละลาย
พี่ทุยจะขอพาไปดูกันหน่อยว่าเรื่องราวตลาด EV จีนสู้รบกันหนักขนาดไหน มันเกิดขึ้นได้ยังไง? แล้วผู้ที่ใช้แบรนด์รถจีนอยู่ต้องกังวลว่าจะมีปัญหาอะไรตามมาไหมนะ ? ส่วนผู้ที่กำลังมีแผนซื้อไปดูกันหน่อยว่าซื้อแบรนด์ไหนถึงจะอุ่นใจ ?
รีวิวบทเรียน NETA จากดาวรุ่งสู่ล้มละลาย
หลังจับตากันใกล้ชิดมาอย่างยาวนานกับสถานการณ์ Hozon บริษัทแม่เจ้าของแบรนด์รถ EV สัญชาติจีน NETA ที่เข้ามาทำตลาดในประเทศไทยเมื่อประมาณ 3 ปีที่แล้ว ที่ก่อนหน้านี้ก็มีข่าวไม่ค่อยดีออกมาเป็นระยะ ๆ ทั้งโรงงานในประเทศจีนหยุดผลิตเอย พนักงานได้รับเงินเดือนไม่ครบเอย ต่อด้วยเริ่มลดจำนวนพนักงานอีก
ในที่สุดก็มีแถลงการณ์เปิดเผยว่าบริษัท Hozon เข้าสู่กระบวนการปรับโครงสร้างหนี้ ซึ่งหวังว่าหากทำสำเร็จบริษัทจะกลับมาแข็งแกร่งอีกครั้ง
ไม่ว่าอนาคตจะเป็นยังไง แต่ตอนนี้การล้มลงของ NETA ชี้ชัดเลยว่าสมรภูมิรถ EV ในประเทศจีนดุเดือดและเล่นกันถึงตาย เห็นตลาดโตไวแซงประเทศอื่นกระจายขนาดนี้ แต่ทำไมเรื่องมันถึงพังกันเละเทะได้ขนาดนี้?
จุดเริ่มต้นสงครามราคา รถ EV จีน
ต้องยอมรับว่ารัฐบาลจีนเห็นโอกาสในอุตสาหกรรมรถ EV ที่จะพาประเทศจีนก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในมหาอำนาจเทคโนโลยีชั้นนำของโลกตั้งแต่เนิ่น ๆ ทีนี้รัฐบาลจีนก็เลยจัดหนักมาตรการสนับสนุนทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเงินอุดหนุน ลดภาษีรถยนต์ ให้ใบอนุญาตสร้างโรงงานง่ายขึ้น
ทีนี้บริษัท Startup รถ EV เล็กใหญ่ก็ผุดมาเพียบกว่า 500 บริษัท และก็เกิดสงครามราคาตามธรรมชาติของธุรกิจจีนนำโดยรุ่นใหญ่อย่าง Tesla และ BYD แต่ก็ยังพออยู่กันได้ด้วยมาตรการกระตุ้นจากรัฐ
แต่แล้วหลังปี 2020 รัฐบาลจีนเริ่มลดมาตรการสนับสนุน ตลาดรถ EV เริ่มโตน้อยลง แต่สงครามราคายังดุเดือดต่อไป ทีนี้ก็ถึงเวลาที่บริษัทเล็กจะล้มหายตายจากกันไป
รายนามชื่อบริษัทรถ EV จีนที่ไม่รอดจากสมรภูมิสงคราม เช่น WM Motor, Byton, Singulato Motors, LeEco EV, Bordrin Motors
Oversupply, รถป้ายแดงมือ 2 สัญญาณสู่วิกฤติรอบใหม่ของเศรษฐกิจจีน ?
การเข้าร่วมแจมวงการรถ EV ของ Xiaomi ด้วยรถรุ่นแรก SU7 ได้รับความนิยมสุดปัง ทำให้ BYD ต้องเดินหน้าลดราคารถ 22 รุ่น สูงสุดมากถึง 34% ถึงสิ้นเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา จนสุดท้ายแบรนด์ EV ที่เหลืออีกกว่า 10 แบรนด์ก็ทนไม่ไหว จนต้องลดราคาสู้ และแล้วก็จุดประกายสงครามราคาอีกรอบ
มากกว่านั้นก็มีข้อมูลที่บ่งชี้ว่ายอดขายทั่วโลกปีนี้อาจพลาดเป้า เพราะจนถึงเดือน พ.ค. บริษัทขายรถไปได้ 1.76 ล้านคัน ถ้ายังขายด้วยเรทนี้จะได้ยอดทั้งปี 4.23 ล้านคัน ส่วนเป้าอยู่ที่ 5.5 ล้านคัน นอกจากนี้ข้อมูลจาก China Automotive Dealer Association (CADA) ชี้ว่าตอนนี้ BYD มีสต๊อกเหลืออยู่ 3.21 เดือน มากกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมที่ 1.38 เดือน
ต่อเนื่องด้วย China Auto Dealers Chamber of Commerce เรียกร้องให้บริษัทกำหนดเป้ายอดขายให้สมเหตุสมผล เพราะการกำหนดเป้าเกินจริงทำให้มีปัญหาสต๊อกล้นตามมา
ด้วยสถานการณ์ที่สต๊อกล้นแบบนี้ เลยเริ่มมีกระแสรถป้ายแดงมือ 2 ซึ่งเกิดจากตัวแทนจำหน่ายยอมนำรถใหม่ไปจดทะเบียนแล้วขายเป็นรถป้ายแดงมือ 2 เพื่อระบายสต๊อกทำยอด
ฝั่งประธานบริษัท Great Wall Motor ถึงกับออกมาเผยเลยว่ามีตัวแทนจำหน่ายใช้วิธีนี้ผ่านช่องทางออนไลน์ และชี้ว่ากลยุทธ์นี้ทำให้ยอดขายสูงผิดปกติ แถมยังบอกอีกว่าสถานการณ์ตลาด EV จีนตอนนี้เหมือนวิกฤติอสังหา Evergrande ล้มละลาย เพียงแต่ยังไม่ระเบิดออกมาเท่านั้นเอง
ซึ่งตรงนี้พี่ทุยขอยกตัวอย่าง BYD ที่ถึงแม้ปี 2024 จะมีเงินสด 102.5 แสนล้านหยวน และลดหนี้สินลงมาที่ 194.2 แสนล้านหยวน แต่เจ้าหนี้การค้ากลับเพิ่มมาทีึ่ 241.6 แสนล้านหยวน จะเห็นว่าเงินสดคงไม่พอปิดทั้งหนี้ทั้งเจ้าหนี้การค้า
แน่นอนว่าระดับ BYD คงไม่ล้มง่ายๆ แต่นี่ฉายภาพให้เห็นชัดๆ ว่าถ้ามีบริษัทรถ EV เล็กหรือกลางล้มไป ฝั่งหนี้ก็อาจชดใช้ยากกว่านี้ แต่ที่สำคัญกว่า คือ มันจะเกิดไฟลามทุ่งจากฝั่งเจ้าหนี้การค้า พอไม่มีเงินจ่ายเจ้าหนี้การค้า เผลอๆ เจ้าหนี้การค้าอาจล้มละลายตามเป็นทอดๆ เหมือนที่เกิดกับวงการอสังหาฯ ที่มี Evergrande เป็นตัวจุดชนวน
อย่าเพิ่งประเมินอุตสาหกรรมรถ EV จีน อ่อนแอเกินไป
ถามว่าจะถึงขนาดนั้นเลยหรือไม่ ? จะมีเหตุการณ์ลูกโซ่อะไรหรือเปล่า ? ต้องบอกว่าอุตสาหกรรมรถ EV จีนยังมี Value อยู่อีกไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็น…
- ลดต้นทุนแบตเตอรี่ต่ำกว่าคู่แข่งฝั่งตะวันตก
- เทคโนโลยีแบตเตอรี่ใหม่ชาร์จไวเพียง 8-10 นาที
- ใช้เวลาพัฒนารถออกมาขายจากรถต้นแบบเพียง 18 เดือน ฝั่งตะวันตกใช้เวลามากกว่า 36 เดือน
- ในประเทศจีน ต้นทุนรถ EV ต่ำกว่ารถใช้น้ำมัน จึงผลิตรถ EV สเกลใหญ่อย่างง่ายดาย
เพราะฉะนั้นอาจมีหลายบริษัทล้มหายไปอีก แต่ก็จะต้องมีบริษัทอยู่รอดต่อไปแน่นอน แล้วจะมีบริษัทไหนที่น่าจะอยู่รอดต่อไปบ้าง?
จนถึงปี 2030 คาดว่าจะมีแบรนด์ รถ EV ไหนรอดบ้าง ?
เวปไซต์ EVBoosters มองว่าตลาดจะลดจำนวนบริษัทเหลือแต่แบรนด์ที่แกร่งและนวัตกรรมล้ำ มีทุนหนาขยายธุรกิจง่าย เปิดตลาดได้ทั่วโลก ส่วนบริษัทเล็กก็ไม่น่าจะรอด ซึ่งก็เป็นชื่อที่คุ้นหูกันอยู่แล้ว เช่น BYD, Geely (Zeekr), Nio, Xpeng, Xiaomi, JAC Motors
แต่ถึงอย่างงั้นก็เถอะ พี่ทุยว่าถ้าสงครามราคายังดุเดือดต่อไปและมากขึ้นอีก ก็ไม่มีใครบอกได้หรอกว่าถึงเวลานั้นในชื่อเหล่านี้จะเหลือกันครบหรือไม่ แต่อย่างน้อยถ้าซื้อรถแบรนด์ใหญ่ก็อุ่นใจได้ว่ามีโอกาสเสี่ยงน้อยมาก
ถ้าบริษัทล้ม กระทบรถของเราแค่ไหน ?
พอบริษัทรถล้มละลาย ผู้บริโภคต้องเจอกับปัญหาอะไหล่แท้ขาดแคลนแน่นอน โดยเฉพาะส่วนซับซ้อนที่ต้องผลิตจากบริษัทแม่เท่านั้น บางส่วนอาจใช้เวลาสั่งนานกว่าปกติ ต้องเลื่อนนัดซ่อมกับศูนย์บริการ
แต่จะกระทบทั้งหมดก็คงไม่ใช่ ตลาดอะไหล่ในประเทศไทยก็ยังช่วยบรรเทาปัญหาได้บ้าง ทั้งหาอะไหล่เทียบแท้และอะไหล่เทียม หรือบางบริษัทที่ผลิตชิ้นส่วนในประเทศไทยก็อาจหาอะไหล่ง่ายขึ้น แต่ดูยังไงก็ต้องเจอปัญหาบ้างไม่มากก็น้อย
นอกจากนี้ถึงบริษัทประกันจะยังรับทำประกันอยู่ แต่ยังต้องเจอปัญหาบริษัทประกันปรับเพิ่มเบี้ยประกัน และการซ่อมต้องเป็นไปตามที่บริษัทประกันกำหนดด้วย ดูเหมือนว่าปัญหาเหล่านี้ยังพอมีทางออก แต่เชื่อว่าคงไม่มีใครอยากเจอปัญหาและต้องมาดิ้นรนหาทางออกเอง ซึ่งหลีกเลี่ยงลดปัญหาได้ด้วยการเลือกซื้อรถ EV ที่มีแบรนด์ใหญ่ แข็งแกร่ง ขยายธุรกิจไปทั่วโลกแล้ว
สุดท้ายนี้พี่ทุยมองว่ารถน้ำมันหรือซื้อรถ Hybird จากแบรนด์รถญี่ปุ่นหรือยุโรปเป็นทางเลือกที่น่าสนใจไม่น้อยเลยนะ ได้เลี่ยงสงครามราคาด้วย ได้รอเทคโนโลยีรถ EV พัฒนาถึงจุดที่ดีกว่านี้ไปพร้อมกัน
ติดตามพี่ทุยเพิ่มเติมได้ที่ Facebook
อ่านบทความอื่น ๆ