ช่วงเวลาครึ่งปีแรกของปี 2568 ที่ผ่านมา หากใครยังคิดว่าตนเองมีฐานะการเงินที่ดีขึ้น อาจจะต้องมองรอบตัวใหม่ เพราะความจริงแล้วคนไทยส่วนใหญ่กำลังเผชิญกับปัญหาทางการเงินของตัวเอง ทำให้หลาย ๆ คนรู้สึกได้เลยว่าตัวเองกำลัง “จน” ลง
ผลสำรวจชี้ชัด คนไทยกว่าครึ่งรู้สึกว่าตัวเอง “จน” ลง
ผลสำรวจของไทยรัฐโพลในช่วงวันที่ 18-23 มิถุนายน 2568 ภายใต้หัวข้อ “รีวิวชีวิตครึ่งปีที่ผ่านมา” เผยให้เห็นภาพความเป็นจริงที่น่าห่วงใย โดยพบว่าคนไทยถึง 54.9% ยอมรับว่ารู้สึกว่าตัวเองมีฐานะการเงินที่แย่ลงจากเดิมในขณะที่มีเพียง 20% เท่านั้นที่รู้สึกว่าตนเองมีฐานะที่ดีขึ้น ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในสังคมไทย
ความจน ผลกระทบจากความไม่มั่นคงทางการงานของคนไทย
เมื่อสอบถามเกี่ยวกับความมั่นคงในชีวิตการทำงาน ผลสำรวจพบว่าประมาณ 1 ใน 3 ของคนไทยรู้สึกว่าไม่มีความมั่นคงเลย พวกเขามีความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงหลายด้าน เช่น การตกงาน การถูกลดเงินเดือน หรือการถูกตัดสวัสดิการต่าง ๆ ซึ่งเป็นปัจจัยที่ส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตและความสามารถในการวางแผนทางการเงินในระยะยาว
นอกจากนี้ ยังมีอีกประมาณ 1 ใน 3 ของผู้ตอบแบบสอบถามที่บอกว่ารู้สึกไม่แน่ใจเกี่ยวกับอนาคตการงานของตนเอง รวมแล้วเกือบ 2 ใน 3 ของคนไทยยังคงมีความกังวลเกี่ยวกับความมั่นคงในการทำงาน ซึ่งเป็นตัวชี้วัดที่สะท้อนให้เห็นถึงความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน ปัจจัยเหล่านี้ไม่เพียงกระทบต่อชีวิตส่วนตัวของประชาชน แต่ยังส่งผลต่อพฤติกรรมการบริโภค การออม และการลงทุน ทำให้ผู้คนระมัดระวังการใช้จ่ายและวางแผนอนาคตอย่างรอบคอบมากขึ้น
ความไม่แน่นอนนี้ชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลและภาคเอกชนจำเป็นต้องร่วมมือกันสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่มั่นคงมากขึ้น ผ่านการสนับสนุนการพัฒนาทักษะ การสร้างงานที่มีคุณภาพ และการออกมาตรการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ เพื่อให้ประชาชนสามารถรู้สึกมั่นใจในชีวิตการทำงานและวางแผนอนาคตได้อย่างมั่นคงยิ่งขึ้น
ภาระหนี้สินเพิ่มขึ้น แต่ไม่ถึงกับวิกฤตผลักคนไทยให้ จน ลง
ด้านภาระหนี้สินของครัวเรือนไทย ผลสำรวจล่าสุดชี้ให้เห็นแนวโน้มที่น่ากังวล โดยพบว่า 31.5% ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่าหนี้สินของตนเองเพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดิม ขณะที่มีเพียง 13.8% เท่านั้นที่รายงานว่าหนี้สินลดลง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าแม้ว่าจะยังไม่ถึงขั้นวิกฤต แต่ภาพรวมของภาระหนี้สินครัวเรือนไทยไม่ได้มีแนวโน้มที่ดีขึ้น
การที่ผู้คนจำนวนมากต้องแบกรับหนี้สินเพิ่มขึ้น อาจสะท้อนถึงหลายปัจจัย เช่น ค่าครองชีพที่สูงขึ้น รายได้ที่ไม่เติบโตตามค่าใช้จ่าย หรือการพึ่งพาแหล่งเงินกู้เพื่อบริโภคและลงทุนในชีวิตประจำวัน สิ่งเหล่านี้เป็นสัญญาณเตือนว่า หากไม่ได้รับการจัดการอย่างรัดกุม อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางการเงินของครัวเรือนในระยะยาว นอกจากนี้ยังสะท้อนถึงความจำเป็นที่ทั้งภาครัฐและสถาบันการเงินต้องร่วมมือกันสร้างมาตรการสนับสนุน เช่น การให้ความรู้ด้านการเงิน การปรับโครงสร้างหนี้ และการส่งเสริมการออม เพื่อช่วยลดความเสี่ยงและสร้างความมั่นคงให้กับครัวเรือนได้อย่างยั่งยืน
หอการค้าไทยหั่น GDP ลงเหลือ 1.7%
สถานการณ์เศรษฐกิจไทยที่ท้าทายนี้สอดคล้องกับการคาดการณ์ของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ที่ได้ปรับลดการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยในครึ่งปีหลังจากเดิมที่คาดการณ์ไว้ที่ 3% ลงมาเหลือเพียง 1.7%
ปัจจัยที่กดดันเศรษฐกิจไทย-คนไทยให้ จน ลง
หลายปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย ได้แก่:
- ปัญหาด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ที่มีการเปิด-ปิดอย่างไม่แน่นอน ส่งผลกระทบต่อการค้าชายแดน
- ความไม่มั่นคงทางการเมือง ที่ยังคงเป็นปัจจัยกดดันความเชื่อมั่นของนักลงทุน
- การฟื้นตัวของภาคเอกชนที่ล่าช้า ทำให้อัตราการเติบโตของไทยตกไปอยู่ในอันดับท้ายๆ ของอาเซียน
- ความไม่แน่นอนจากนโยบายภาษีสหรัฐอเมริกา ที่อาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทย
- ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง จากสงครามอิสราเอล-อิหร่าน ที่ส่งผลต่อราคาพลังงาน
- ปัญหาภาวะโลกร้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในหลายพื้นที่ ส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรกรรมและการท่องเที่ยว
ภาพรวมอื่น ๆ ที่ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยชะลอตัวลง
- หนี้ครัวเรือนระดับสูง หนี้ครัวเรือนไทยอยู่ที่ระดับ 91.4% ต่อ GDP โดยครัวเรือนไทยมีหนี้สินเฉลี่ย 606,378 บาทต่อครัวเรือน เพิ่มขึ้น 8.4% จากปีก่อน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันการบริโภคภายในประเทศ
- ปัญหาความสามารถการแข่งขัน การผลิตในภาคอุตสาหกรรมของไทยหดตัวลงต่อเนื่อง ขณะที่ภาคบริการมีแนวโน้มขยายตัวได้ช้าลงหลังจำนวนนักท่องเที่ยวเข้าใกล้ระดับปกติมากขึ้น
- การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ความไม่แน่นอนของการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐฯ และความยืดเยื้อของสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ รวมถึงการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน
- ภาระแรงกดดันจากเงินเฟ้อและดอกเบี้ย แม้ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจาก 2.00% เหลือ 1.75% แต่อัตราเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับต่ำที่ 0.5-0.8% สะท้อนอำนาจซื้อที่อ่อนแอ
- ปัญหาโครงสร้างประชากร สังคมไทยที่เข้าสู่สังคมสูงวัย ส่งผลกระทบต่อกำลังแรงงานและการบริโภค ประกอบกับคุณภาพแรงงานที่ยังต้องการการพัฒนา
- ความไม่แน่นอนจากสงครามการค้า ความเสี่ยงสงครามการค้ารอบใหม่ระหว่างสหรัฐฯ และจีน คาดว่าจะส่งผลสุทธิเป็นลบต่อเศรษฐกิจไทย และเป็นความเสี่ยงสำคัญต่อแนวโน้มการส่งออก
ความหวังในครึ่งปีหลัง
แม้ว่าสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบันจะเต็มไปด้วยความท้าทาย ทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ เช่น ภาวะเงินเฟ้อ ราคาพลังงานที่ผันผวน และความไม่แน่นอนทางการค้าระหว่างประเทศ แต่ยังคงมีความหวังว่าในครึ่งปีหลัง เศรษฐกิจไทยจะสามารถฟื้นตัวได้อย่างค่อยเป็นค่อยไป การฟื้นตัวนี้จะไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะปัจจัยตลาดเท่านั้น แต่ต้องอาศัยความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างภาครัฐ ภาคธุรกิจ และประชาชน เพื่อสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและลดผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน
ความรู้สึกของคนไทยส่วนใหญ่ที่มองว่าฐานะการเงินของตนเองแย่ลง เป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่าปัญหาไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วคราว แต่มีความจำเป็นที่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องออกมาตรการเชิงรุก เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบ ทั้งในด้านรายได้ การจ้างงาน และการเข้าถึงบริการทางการเงิน การวางแผนและแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะจะเป็นรากฐานให้เศรษฐกิจไทยสามารถฟื้นตัวได้อย่างยั่งยืน และช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในการใช้ชีวิตและวางแผนทางการเงินในอนาคต
ที่มาข้อมูล:
- ไทยรัฐโพลชี้ คนไทยส่วนใหญ่รู้สึกครึ่งปีแรก “จนลง”, เว็บไซต์ไทยรัฐ
- ม.หอการค้าไทย หั่นจีดีพีไทยปี 68 เหลือ 1.7% หลังเจอปัจจัยรุมเร้าสารพัด, เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ
ติดตามพี่ทุยเพิ่มติมได้ที่ Facebook
อ่านเพิ่มเติม
เศรษฐกิจไทย 2568 ไม่ดี หนี้อ่วม ต่อจากนี้ประชาชนจะต้องเจอกับอะไร ?