สำหรับตลาดค่าเงินที่ได้รับความนิยมในหมู่นักเทรด เคยสงสัยกันไหมว่าทำไม โบรกเกอร์ซื้อขายค่าเงิน ในประเทศไทยถึงไม่มีใบอนุญาต ?
วันนี้พี่ทุยจะพาทุกคนย้อนรอยกลับไปดูอดีตวิกฤตการเงินที่ประเทศไทยเคยเผชิญ ซึ่งเป็นเหตุการณ์สำคัญที่ทำให้ระบบการเงินของเราแข็งแกร่งมาจนถึงทุกวันนี้ !
มาร่วมค้นหาคำตอบ และ ทำความเข้าใจถึงเบื้องหลังที่ซ่อนอยู่นี้กันเถอะ
หนึ่งในสินทรัพย์การลงทุนที่เป็นที่นิยมในหมู่นักเทรดมาก ๆ เลยก็คือ “ค่าเงิน” แต่ทุกคนรู้กันไหมว่าจนถึงตอนนี้ทางธนาคารแห่งประเทศไทยยังไม่มีการออกใบอนุญาตให้มีโบรกเกอร์หรือนายหน้าสำหรับการซื้อขายค่าเงินเลย ? หากนักลงทุนไทยต้องการลงทุนในตลาดค่าเงิน สามารถไปที่ตลาด TFEX ที่ในปัจจุบันมีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ต้องบอกว่ามีเพียงสกุลเงินหลัก ๆ ไม่กี่สกุลเงินให้เราเทรดได้ รวมถึงยังมีเวลาเปิด-ปิดที่ไม่ตรงกับตลาดโลก และ ยังไม่สามารถเลือกระดับ Leverage เองได้ ทำให้การลงทุนหลาย ๆ อย่างไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร
ทุกคนสงสัยกันไหมว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมประเทศไทยถึงไม่มีการออกใบอนุญาต โบรกเกอร์ซื้อขายค่าเงิน ตราต่างประเทศสักที ? เดี๋ยวพี่ทุยจะพาไปดูสาเหตุของเรื่องนี้กัน !
ถ้าหากอยากจะเข้าใจเรื่องนี้ ต้องย้อนไปก่อนช่วงวิกฤตต้มยำกุ้งช่วงปี 2540 ที่เราเป็นเจ้าภาพทำให้เกิดวิกฤตการเงินไปทั่วภูมิภาคเลยทีเดียว ซึ่ง “วิกฤตต้มยำกุ้ง” นี่แหละคือต้นเหตุที่ทำให้เรายังไม่มีการออกใบอนุญาตเลย เรามาย้อนอดีตเรื่องนี้กัน
เรื่องราวนี้เริ่มต้นตั้งแต่ช่วงหลังสงครามเวียดนาม ที่ญี่ปุ่นได้รับการสนับสนุนทั้งการเงิน และ เทคโนโลยีจากสหรัฐ เพราะหลังช่วงนั้นสหรัฐต้องการเพิ่มพันธมิตรจากฝั่งเอเชีย ทำให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งถ้าหากลองไปถามรุ่นคุณพ่อคุณแม่ในช่วงเวลานั้น เราจะเห็นได้เลยว่าสินค้าต่าง ๆ โดยเฉพาะเครื่องใช้ไฟฟ้า Made in Japan ทั้งนั้น
ทีนี้พอญี่ปุ่นส่งออกได้เรื่อย ๆ เศรษฐกิจก็เลยดีขึ้น แต่ปัญหาที่ตามมาก็คือ “ค่าเงินเยนแข็ง” สินค้าญี่ปุ่นก็เลยเริ่มดูแพงในสายตาชาวโลก ทำให้ญี่ปุ่นต้องเริ่มคิดเรื่องการย้ายฐานการผลิตเพื่อแก้ไขปัญหา ซึ่งในช่วงเวลานั้นช่วงปี 2525 ประเทศไทยเรามีโครงการขนาดใหญ่ชื่อว่า Eastern Seaboard ที่เรียกว่าเป็นรากฐานของ EEC ในปัจจุบัน ซึ่งจุดประสงค์ของโครงการก็เพื่อดึงให้ต่างชาติเข้าลงทุน
พร้อมด้วยนโยบายเปิดเสรีทางการเงินในโยกย้ายเงินได้สะดวก เพื่อรองรับการลงทุน จะเอาเงินเข้าก็ง่าย พอได้กำไรโยกเงินกลับประเทศแม่ก็ทางสะดวก “ประเทศไทย” เลยเป็นทางออกสำหรับญี่ปุ่นในครั้งนี้
ทีนี้พอญี่ปุ่นเริ่มเข้ามาลงทุน แน่นอนว่าก็มีความต้องการใช้ “เงินกู้” ร่วมด้วย เพราะจะช่วยทำให้การลงทุนไปข้างหน้าได้เร็วขึ้น แต่ด้วยปริมาณเงินในไทยไม่ได้มีมากมายขนาดนั้น พอความต้องการกู้สูงขึ้นก็ทำให้ดอกเบี้ยเงินกู้พุ่งทะยานไปถึงระดับ 15% ขึ้นไป เมื่อเทียบกับปัจจุบันที่อยู่เพียง 3 – 5%
พอดอกเบี้ยสูงมาก ก็อาจทำให้การลงทุนสะดุดได้ ประเทศไทยเราก็เลยจัดตั้ง Bangkok International Banking Facilities หรือที่เราคุ้นชื่อว่า BIBF เพื่อเปิดประตูให้สามารถไปกู้เงินจากต่างประเทศได้ เพราะช่วงเวลานั้นดอกเบี้ยเงินกู้ต่างประเทศอยู่ที่ประมาณ 6 – 8% เท่านั้น เมื่อเทียบกับในไทย คนก็เลยแห่ไปกู้เงินจากต่างประเทศกัน
อีกหนึ่งปัจจัยของวิกฤตในครั้งนี้ และ ทำให้การกู้เงินจากต่างประเทศฉลุยมาก ๆ ก็คือ “นโยบายอัตราแลกเปลี่ยน” ของไทยเป็นแบบคงที่ ที่ระดับ 25 บาทเท่ากับ 1 ดอลลาร์ ดังนั้นไม่ว่าจะกู้มากน้อยแค่ไหน ก็มั่นใจได้การเอาเงินเข้าออกก็ไร้ความเสี่ยงเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน
พอเงินลงทุนไหลเข้า แถมยังกู้จากต่างประเทศได้แบบเต็มที่ ทำให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างต่อเนื่องจนถูกเรียกว่า “เสือตัวที่ 5” แห่งเอเชียเลยทีเดียว สำหรับเสือ 4 ตัวก่อนหน้าก็จะมี สิงคโปร์ ฮ่องกง เกาหลีใต้ และ ไต้หวัน อือหือ แค่คิดดูว่าถ้าเราเป็นเสือตัวที่ 5 และ ยืนระยะได้จนถึงวันนี้คงดีไม่น้อยเลย
แต่อย่างว่าทุกงานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา เพราะด้วยนโยบายการเงินในช่วงเวลานั้นไทยเราทำได้สิ่งที่เรียกว่า Impossible Trinity หรือ 3 นโยบายการที่ห้ามทำพร้อมเด็ดขาดนั่นก็คือ
1. การกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนคงที่
2. การอนุญาตให้มีเงินทุนเคลื่อนย้ายแบบเสรี
3. การกำหนดนโยบายการเงินอย่างอิสระ
ประเทศไหนก็ตามที่ทำ 3 อย่างนี้พร้อมกันจะไม่สามารถรักษาเสถียรภาพได้ เพราะ จะได้ควบคู่การไหลเข้าออกของเงินได้เลย เพราะไม่เหลือเครื่องมือของธนาคารกลางที่เอาไว้ช่วยรักษาเสถียรภาพเลย
พอดำเนินนโยบายแบบนี้ไปในระยะยาวก็มีนักเก็งกำไรหลายคนเล็งเห็นความเปราะบาง และ หนึ่งในนั้นก็คือ George Soros ที่ได้ทำการโจมตีค่าเงินบาท โดยการไปกว้านซื้อเงินมาแล้วเทขายทำให้เงินดอลลาร์หมดคลัง จนทำให้ ธปท. ไม่สามารถตรึงอัตราแลกเปลี่ยนที่ 25 บาทต่อ 1 ดอลลาร์ได้ จนต้องปล่อยลอยตัวในวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 เป็น 56 บาทต่อ 1 ดอลลาร์ในชั่วข้ามคืน
ลองคิดดูว่าถ้าเราเป็นคนที่กู้จากต่างประเทศมา 1 ล้านดอลลาร์ แลกกลับเป็นเงินไทยได้เงิน 25 ล้านบาท แต่พอลอยตัว แทนที่เราควรคืนเงิน 1,000,000 ดอลลาร์ กลับต้องใช้เงิน 56 ล้านบาท เรียกว่าหนี้พุ่งทะยานไปมากกว่า 2 เท่า พอหนี้พุ่งแรง ทำให้มากกว่าสินทรัพย์ ทำให้หลายคนเข้าสู่สภาวะล้มละลาย แต่ความผิดพลาดในครั้งนั้นก็ถูกเรียกว่าวิกฤตต้มยำกุ้ง เพราะประเทศไทยเราเป็นเจ้าภาพงานนี้เอง
ตั้งแต่วันนั้นมาถึงวันนี้ ธปท. เองก็ดำเนินนโยบายแบบเข้มงวดมาโดยตลอด ทุกคนจะเห็นได้ว่าไม่ว่าจะผ่านมาอีกกี่วิกฤตหลังจากนั้น ระบบการเงิน ระบบธนาคารบ้านเราแทบจะไม่ได้รับผลกระทบใด ๆ เลยเรียกว่าแข็งแกร่งติดอันดับต้น ๆ ของโลกเลย และ แน่นอนว่าการที่ประเทศไทยเราไม่มีการออกใบอนุญาตซื้อขายเงินตราต่างประเทศก็เป็นเพราะเหตุนี้ด้วยเช่นกัน
ดังนั้นถ้านักเทรดคนไหนอยากเก็งกำไรค่าเงิน เลยต้องไปใช้บริการโบรกเกอร์ต่างประเทศ ซึ่งสามารถทำได้ ไม่ผิดกฎหมายแต่อย่างใด ในกรณีที่เกิดปัญหา เกิดความเสียหาย หรือ โดนฉ้อโกงใด ๆ ขึ้นมาเราต้องเป็นผู้รับความเสี่ยงเอง แล้วถ้าถึงขั้นต้องฟ้องร้องเราก็ต้องดำเนินการเองทั้งหมด แนะนำว่าให้เลือกเปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ที่ได้รับการรับรองจากหน่วยงานที่น่าเชื่อถือในประเทศต่าง ๆ หรือ ไม่ก็โบรกเกอร์ที่รับความน่าเชื่อถือในหมู่นักเทรดก็ได้เช่นกัน
สำหรับใครกำลังมองหาโบรกเกอร์ที่น่าเชื่อถือลองดู “แพลตฟอร์มโบรกเกอร์ชั้นนำอย่าง XM”
1. เปิดบริการมาตั้งแต่ปี 2009 มีลูกค้ามากกว่า 10 ล้านรายจาก 190 ประเทศทั่วโลก
2. มีใบอนุญาต พร้อมรางวัลจากหลากหลายประเทศ
3. มีคู่เงินให้เทรดมากกว่า 55 คู่และ CFDs ทะลุ 1,000 สัญญา
4. มี Customer Support 30 ภาษา พร้อมตอบ Live Chat 24 ช.ม.
5. มีศูนย์การเรียนรู้ทั้งเรียนสด วิดีโอตั้งแต่พื้นฐานไปจนถึงขั้น Advance
6. บทวิเคราะห์พร้อมเครื่องมือเทรดมาแบบครบ ๆ
7. มีระบบ Copy Trading เทรดเองยังไม่มั่นใจก็ลอกคนเก่ง ๆ ได้เลย
8. มี Mobile App ใช้งานสะดวก
ตอนนี้ทาง “XM” มีโปรโมชั่นสำหรับคนเปิดบัญชีใหม่ด้วยนะ รับ $30 ฟรีทันที เพื่อไปเทรดลองดูก็ได้ หากต้องการศึกษาเพิ่มเติม ก็สามารถเข้าไปได้ที่ www.xm.com/th หรือติดตาม Social Media ต่าง ๆ ของ XM ได้เลย หรือสนใจสมัครเพื่อรับ $30 ฟรีทันที ได้ที่ https://www.xm.com/gw.php?gid=239295
การเข้าลงทุนใน “ตลาดซื้อขายอัตราแลกเปลี่ยน” มีเป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง สำหรับใครที่ อยากกระโดดเข้าไปในตลาด พี่ทุยแนะนำให้ศึกษาข้อมูล และ ความเสี่ยงในดีก่อนเข้าไปลงทุนก่อนทุกครั้ง
ทั้งหมดนี้ก็เป็นเรื่องราวของวิกฤตปี 2540 ที่ทำชื่อประเทศไทยดังไปทั่วโลก พร้อมกับสาเหตุที่ทำไมประเทศไทยเราถึงไม่มีการออกใบอนุญาต โบรกเกอร์ซื้อขายค่าเงิน ตราต่างประเทศมาจนถึงปัจจุบันนี้
อ่านเพิ่ม