ทุกคนมีความจำเป็นต้องใช้เงินแตกต่างกันไป แต่บางครั้งอาจมีเงินไม่พอ หรือไม่ก็ไม่เหลือเงินเก็บ วันนี้พี่ทุยเลยจะขอพาไปรู้จักกับ Financial Pyramid เครื่องมือที่จะมาช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ด้วยการจัดลำดับการเก็บเงินใหม่ทั้งหมด พี่ทุยรับรองว่าถ้าได้นำไปใช้แล้ว จะช่วยให้ทุกคนได้มีเงินใช้ตามเป้าหมายมากขึ้นแน่นอน
Financial Pyramid คืออะไร
เป็นเครื่องมือช่วยการวางแผนการเงินให้เป็นระบบมากขึ้นด้วยรูปแบบพีรามิด โดยอิงตามทฤษฎีลำดับความต้องการของ Abraham Maslow ทำให้รู้ว่าต้องแบ่งเงินเท่าไหร่ เก็บไว้ในสินทรัพย์ประเภทใด ใช้เวลาถือครองนานแค่ไหน ที่สำคัญช่วยจัดลำดับการเก็บและการใช้เงิน
ทำไมถึงควรใช้ Financial Pyramid
Finacial Pyramid ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ก็คือเครื่องมือช่วยให้มีระบบมากขึ้น แล้วทำไมพี่ทุยถึงแนะนำให้ใช้เครื่องมือนี้ ก็เพราะ
- ชีวิตประจำวันยุ่งจนไม่มีเวลาคิดเรื่องเงิน
ไลฟ์สไตล์สมัยนี้ที่มีเรื่องราวมากมายเข้ามาในแต่ละวัน ไหนจะสภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอนจนหลายคนไม่อยากคิดเรื่องเงินแล้ว อาจทำให้แบ่งเงินไปใช้กับสิ่งไม่จำเป็นหรือลงทุนไม่ตรงกับความต้องการ การทบทวนเป้าหมายการใช้เงินเพียงครั้งเดียว แล้วมีแผนแบ่งเงินที่ใช้ได้ไปยาว ๆ จะช่วยเปลี่ยนให้กลับมาสนใจการเก็บเงิน แถมไปสู่เป้าหมายที่เราต้องการโดยสนใจเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับตัวเองน้อยลง
- รวมเงินไว้ที่เดียวกันอาจใช้จนหมด
พอรวมเงินไว้ที่เดียวกัน อาจถูกใช้ทันทีกับสิ่งไม่จำเป็นหรือเป้าหมายระยะสั้นโดยไม่ทันคิด ทำให้เงินที่ควรจะถูกแบ่งไว้ใช้กับเป้าหมายระยะกลางหรือยาวถูกเอามาใช้ไปจนหมด แล้วเมื่อถึงเวลาที่ต้องใช้เงินก้อนนั้นก็ไม่เหลือเงินเพียงพอ
- เงินเฟ้อกัดกินเงินของเราอยู่ทุกวัน
ยิ่งเป็นเงินที่ต้องใช้ในระยะยาวและไม่ได้ลงทุนให้เหมาะสม ในอนาคตเมื่อต้องใช้เงินก้อนนั้น มูลค่าเงินในเวลานั้นอาจถูกเงินเฟ้อกัดกินไปจนหมด แถมอาจเหลือเวลาไม่ทันพอให้เก็บใหม่
Financial Pyramid 3 ชั้น แต่ละชั้นควรเก็บเงินไว้ที่ไหนดี
ชั้นที่ 1 : ความจำเป็นพื้นฐาน และการจัดการความเสี่ยง
เงินก้อนแรกและใหญ่สุด คือ ใช้สำหรับความจำเป็นพื้นฐาน เริ่มที่เงินสำรองฉุกเฉิน ไว้ใช้เมื่อไม่มีรายได้ อาจตกงาน ขายของไม่ได้ งานฟรีแลนซ์ไม่เข้า ควรมีไว้อย่างน้อย 6-12 เดือน และควรแบ่งสำหรับค่าใช้จ่ายรายเดือนไว้ด้วย เช่น ค่าไฟ ค่าน้ำ ค่าเดินทาง ค่าอาหาร เพื่อให้มีกระแสเงินสดใช้คล่องตัว
- ความจำเป็นพื้นฐาน เก็บเงินไว้ที่ไหนดี?
เงินส่วนนี้อาจต้องใช้ทันทีและมีความจำเป็นมา ควรเก็บไว้ในสินทรัพย์ที่เปลี่ยนเป็นเงินได้ไวตามที่ต้องการ และมีความเสี่ยงต่ำ เช่น เงินฝากออมทรัพย์ กองทุนรวมตลาดเงิน
ส่วนการจัดการความเสี่ยง เพื่อป้องกันสิ่งไม่คาดคิดและควบคุมไม่ได้ ซึ่งมีความเสียหายสูงกว่าเงินสำรองฉุกเฉินที่มีอยู่ เช่น อุบัติเหตุ ปัญหาสุขภาพ หรืออาจมีเหตุการณ์ทำให้เสียชีวิต
- จัดการความเสี่ยง เก็บเงินไว้ที่ไหนดี?
แบ่งเงินมาซื้อประกันไม่ว่าจะเป็นประกันอุบัติเหตุ ประกันสุขภาพ หรือประกันชีวิต ส่วนจะซื้อประกันอะไรบ้าง ใช้เงินมากแค่ไหน ขึ้นอยู่กับภาระในชีวิตที่ต้องการให้ประกันคุ้มครองและลักษณะการใช้ชีวิต เช่น คนมีครอบครัวก็ควรมีประกันชีวิตที่มีวงเงินคุ้มครองสูงกว่าคนโสด และถ้ามีอาชีพซึ่งเสียงเกิดอุบัติเหตุควรทำประกันอุบัติเหตุควบคู่ไปด้วย
ชั้นที่ 2 : สร้างความมั่งคั่ง
พอจัดการแบ่งเงินไว้พอกับชีวิตประจำวันแล้วมากพอที่ไม่ต้องกังวล ก็เดินหน้าแบ่งเงินส่วนถัดมาไว้สร้างความมั่งคั่ง โดยแยกเงินตามเวลาที่ต้องใช้
ระยะสั้น น้อยกว่า 1 ปี
ส่วนนี้มีการปรับเปลี่ยนบ่อยสุดตามความจำเป็นและการใช้ชีวิตในช่วงนั้น เช่น เก็บเงินดาวน์บ้าน ซื้อรถ ท่องเที่ยว แต่งงาน
- เก็บเงินไว้ที่ไหนดี?
เงินควรเก็บไว้ในสินทรัพย์ความเสี่ยงต่ำ แต่อาจสูงได้มากกว่าส่วนเงินสำรองฉุกเฉิน และมีสภาพคล่องสูง เช่น เงินฝากประจำ กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น
ระยะกลาง 1-3 ปี
เกี่ยวกับไลฟ์สไตล์ สร้างอนาคต และการพัฒนาชีวิต เช่น ต่อเติมบ้าน แต่งห้องคอนโด ทุนการศึกษา เที่ยวต่างประเทศ ลงทุนทำธุรกิจ
- เก็บเงินไว้ที่ไหนดี?
เงินส่วนนี้มีระยะเวลาให้เก็บพอสมควร สามารถเอาเงินไปไว้ในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงได้ตั้งแต่ต่ำถึงสูง เช่น สลากออมทรัพย์ กองทุนตราสารหนี้ระยะกลางถึงยาว กองทุนรวมผสม หรือกองทุนหุ้น ที่เหมาะกับเป้าหมายและความเสี่ยง
ระยะยาว มากกว่า 3 ปี
เงินส่วนนี้จะเน้นไปที่แผนเกษียณ แนะนำควรทยอยมาสะสมเรื่อย ๆ อย่ารีบเร่งเกินไปจนไม่เหลือสภาพคล่องไว้ใช้กับสิ่งจำเป็นระยะสั้นหรือกลาง
- เก็บเงินไว้ที่ไหนดี?
ด้วยระยะเวลาเก็บเงินยาว ควรลงทุนสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงขึ้น เพื่อชดเชยมูลค่าเงินที่ลดลงจากเงินเฟ้อ เช่น กองทุนรวมผสม กองทุนหุ้น กองทุน RMF ทองคำ สำหรับคนที่รับความเสี่ยงได้ต่ำควรแบ่งเงินส่วนนี้ไว้กับประกันออมทรัพย์หรือประกันบำนาญ
ชั้นที่ 3 : เป้าหมายความฝันในชีวิต
เพื่อเติมเต็มความฝันหรือสิ่งที่อยากได้ทำให้รู้สึกว่าการใช้ชีวิตมีคุณค่า แต่ไม่ได้มีความจำเป็นมากกับชีวิตประจำวัน ถ้ามีได้ก็ดี ถ้าไม่มีก็ไม่เป็นไร เช่น สร้างบ้านในฝัน รถแบรนด์หรู นาฬิการาคาแพง
- เก็บเงินไว้ที่ไหนดี?
เป็นเป้าหมายที่มีความจำเป็นน้อยที่สุด แต่ก็ยืดหยุ่นและรับความเสี่ยงได้มากสุด ควรลงทุนกองทุนหุ้น หุ้นรายตัว คริปโตเคอเรนซี อย่างน้อยเผื่อได้ผลตอบแทนได้ก็เท่ากับเติมเต็มความฝันเร็วขึ้นไปอีก
เริ่มใช้สามเหลี่ยมทางการเงินกับชีวิตประจำวันยังไงดี
เท่าที่พี่ทุยเห็นมาหลายคนแบ่งเงินก้อนใหญ่ให้ชั้นที่ 3 โดยมีชั้นที่ 1 และ 2 ยังไม่พอ แล้วฝากความหวังกับเงินชั้นที่ 3 เลยเร่งลงทุนแบกความเสี่ยงมากเกินไป หวังได้ผลตอบแทนดีมาก ๆ แต่ส่วนใหญ่ก็ติดดอยขาดทุนเสียเงินจนไม่อยากวางแผนการเงินอีกแล้ว
จริง ๆ ต้องเปลี่ยนการเก็บเงินที่เคยทำมาทั้งหมด ให้ความสำคัญกับพีรามิดทางการเงิน ชั้นที่ 1 และ 2 ก่อน เสียเวลารอบเดียวเริ่มที่ชั้นที่ 1 ดูว่าแต่ละเดือนใช้เงินเท่าไหร่ ใช้กับอะไรบ้าง จะได้เก็บเงินสำรองฉุกเฉิน มากกว่านั้นลองตัดค่าใช้จ่ายอันไหนที่ไม่จำเป็นออก
จากนั้นกำหนดเป้าหมายการใช้เงินระยะสั้นและกลาง เก็บเงินชั้นที่ 2 ถ้าเป้าหมายไหนดูท่าจะทำไม่ได้ ก็ต้องแบ่งเงินมาเพิ่มหรือปรับระยะเวลา สุดท้ายวางแผนเกษียณโดยเน้นไปที่รูปแบบการใช้ชีวิตที่ต้องการ แล้วประมาณว่าต้องใช้เงินแต่ละเดือนแค่ไหน
ข้อดีของการจัดการชั้นที่ 1 และ 2 ให้เรียบร้อย คือ ไม่ต้องกังวลว่าสภาพคล่องแต่ละเดือนจะไม่พอ มีเข็มทิศนำทางรู้ว่าจะเก็บเงินเป้าหมายไหนเท่าไหรบ้าง ทำให้ไม่ต้องเร่งลงทุนแบกความเสี่ยงมากเกินโดยไม่จำเป็น
ส่วนชั้นที่ 3 อาจไม่ต้องมีแผนเสร็จในทันทีพร้อมกับชั้นที่ 1 และ 2 ก็ได้ ค่อยๆ คิดว่าตัวเองอยากได้อะไรที่เติมเต็มจิตใจ แต่ช่วงที่เริ่มวางแผนอยากให้เน้นว่ามีก็ดี ไม่มีก็ไม่เป็นไร อย่างน้อยก็ได้เก็บเงิน เผื่อมีเหตุจำเป็นแบ่งไปใช้กับชั้นที่ 1 หรือ 2 ก็ยังได้
พี่ทุยหวังว่าทุกคนจะเอา Financial Pyramid ไปใช้ปรับแผนการเก็บเงินแล้วได้ผลดีมีเงินเก็บทำตามเป้าหมาย ที่สำคัญเงินที่แบ่งไว้แต่ละชั้น อย่าเอาไปลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงเกินเป้าหมาย และควรลงทุนในสินทรัพย์ที่รู้จักเป็นอย่างดี เพราะถึงจะกระจายการลงทุนแล้ว แต่ถ้าลงทุนสินทรัพย์ที่ไม่รู้จักเป็นอย่างดี ก็เท่ากับมีความเสี่ยงโดยไม่รู้ตัวเหมือนกัน
อ่านเพิ่ม
