ปี 2024 จะเป็นปีที่ “ไต้หวัน” มีการเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่ ซึ่งพี่ทุยมองว่า นี่เป็นจุดชี้ชะตาสำคัญของโลกว่า สงครามจีนกับไต้หวันมีแนวโน้มจะพัฒนาไปทิศทางไหน จะแตกหักหรือไม่ ซึ่งถ้าสงครามปะทุจริง เศรษฐกิจและการลงทุนของโลกย่อมมีผลกระทบแน่นอน วันนี้พี่ทุยก็เลยขอรวบรวมประเด็นสำคัญเกี่ยวกับ เลือกตั้งไต้หวัน 2024 มาให้ทุกคนติดตาม
ข้อพิพาท จีน-ไต้หวัน
สถานะปัจจุบัน ถ้าเรียกไต้หวันว่าเป็นประเทศ จีนจะไม่ปลื้มเท่าไหร่ เพราะขัดกับนโยบายจีนเดียว ขณะที่ สหรัฐฯ เข้าไปมีเอี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างจีนและไต้หวัน ตั้งแต่เริ่มต้นที่พรรคก๊กมินตั๋ง มีการแยกตัวออกมาก่อตั้ง ROC แม้ในปัจจุบันสหรัฐฯ จะยุติความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการกับไต้หวัน แต่ในแบบที่ไม่เป็นทางการ ก็ยังมีความสัมพันธ์ที่ดีกับไต้หวันแบบชัดเจน
ที่เห็นได้ชัดสุด ๆ ก็คือ การส่งผู้นำทางการเมืองในสภาคองเกรสมาเยือนไต้หวัน รวมทั้งการประกาศจุดยืนชัดเจนของประธานาธิบดีโจ ไบเดน ว่าจะส่งกองทัพสหรัฐฯ ป้องกันไต้หวัน ถ้าถูกจีนรุกราน
เลือกตั้งไต้หวัน 2024 สำคัญอย่างไร
การเลือกตั้งประธานาธิบดีไต้หวันที่จะเกิดขึ้นวันที่ 13 ม.ค.2024 นี้ มีความสำคัญอย่างที่นักลงทุนอย่างไม่ควรละสายตาเลย เพราะนี่จะเป็นจุดชี้ชะตาสำคัญว่า มีความเป็นไปได้แค่ไหนที่จะเกิดการเปิดศึกสงครามระหว่างไต้หวัน-จีน หลังจากนี้ เนื่องจากพรรคการเมืองที่ลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีแต่ละพรรค มีจุดยืนความสัมพันธ์กับจีนแตกต่างกัน โดยพรรคหลัก ๆ ที่ได้รับเลือกประธานาธิบดี ในอดีตที่ผ่านมา มี 2 พรรค ได้แก่
1.พรรคก๊กมินตั๋ง (Kuomintang : KMT)
2.พรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า (Democratic Progressive Party หรือ DPP)
พี่ทุย ขอไล่เรียงให้เห็นภาพก่อนว่า ที่ผ่านมาประธานาธิบดีเป็นใคร มาจากพรรคไหนกัน
จะเห็นได้ว่า ตั้งแต่อดีตเริ่มก่อตั้งไต้หวันมา พรรคก๊กมินตั๋งก็ครองตำแหน่งประธานาธิบดีมาอย่างยาวนาน เพิ่งจะมาเสียตำแหน่งให้พรรคประชาธิปไตยก้าวหน้าเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2000 ซึ่งเป็นการเสียตำแหน่งที่ยาวนานถึง 8 ปี (2 สมัย) ก่อนจะทวงตำแหน่งกลับมาได้อีก 8 ปี (2 สมัย) และถูกทวงคืนไปโดยพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้าใน 2 สมัยล่าสุด
ฉะนั้นในการเลือกตั้ง 13 ม.ค.2024 ครั้งนี้ จึงถูกจับตาเป็นพิเศษว่า พรรคก๊กมินตั๋ง จะทวงคืนตำแหน่งประธานาธิบดีมาได้อีกครั้งหรือไม่ อย่างไรก็ตาม มีอีกพรรคการเมืองหนึ่งที่ถูกพูดถึงกันมากในการเลือกตั้งรอบนี้ เพราะเป็นผู้ท้าชิงที่น่าจับตาเช่นกัน ได้แก่ พรรคประชาชนไต้หวัน (Taiwan People’s Party : TPP)
พี่ทุยขอชวนทุกคนมาติดตามกันว่า ผู้ท้าชิงประธานาธิบดี คนสำคัญรอบนี้คือใคร แต่ละพรรคมีจุดยืนที่มีผลต่อความสัมพันธ์กับจีนอย่างไร
พี่ทุยจะพาทุกคนมาดูว่า คะแนนนิยมล่าสุดของผู้สมัครแต่ละคนตอนนี้เป็นยังไง โดยพี่ทุยไปติดตาม ผลสำรวจคะแนนนิยม โดย Taiwanese Public Opinion Foundation data (TPOF) ในเดือน พ.ย. 2023 พบว่า คะแนนนิยมเป็นแบบนี้
- Lai Ching-te พรรค DPP 29.2%
- Ko Wen-je พรรค TPP 31.9%
- Hou Yu-ih พรรค KMT 23.6%
- ยังไม่ตัดสินใจ – 14.3%
- ไม่รู้ – 1.0%
ต้องบอกว่า คะแนนนิยมนั้นมีการเปลี่ยนแปลงไปมาอยู่ตลอด แต่เบื้องต้นก็คือ คะแนนนิยมของพรรค DPP ที่ต้องการให้ไต้หวันเป็นอิสระจากจีน ลดลงในช่วง 3 เดือนหลังมานี้ ในขณะที่ คะแนนนิยมของพรรค KMT และ TPP เพิ่มขึ้น โดยที่ Ko Wen-je จากพรรค TPP ขึ้นนำพรรคอื่นเป็นครั้งแรกในรอบนี้
ฉะนั้น เหลือเวลาอีกไม่ถึง 2 เดือนก่อนการเลือกตั้ง คือ เดือน ธ.ค. – 13 ม.ค. 2024 อะไรก็ยังเกิดขึ้นได้ เพราะคะแนนนิยมก็ไม่ได้ห่างกันโดดเด่นมาก ที่สำคัญยังมีเสียงเงียบอีก 15.3% ทั้งกลุ่มที่ตอบว่ายังไม่ตัดสินใจและไม่รู้ ที่ต้องมาลุ้นกันว่ากลุ่มนี้จะเทคะแนนไปทางไหน
สรุปความท้าทายทางเศรษฐกิจที่ประธานาธิบดีคนใหม่ต้องเจอ
1.เศรษฐกิจไต้หวัน คาดว่าจะเติบโตในอัตราที่ชะลอตัวลง ในขณะที่ราคาเพิ่มขึ้น
หลังจากที่เศรษฐกิจเติบโตอย่างมากในช่วงโควิด จากการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่เติบโตสูง ในช่วงที่คนจำนวนมากเริ่มทำงานจากที่บ้าน โดย ปี 2020 เศรษฐกิจไต้หวันเติบโต 3.4% ปี 2021 เติบโต 6.5% สูงสุดนับตั้งแต่ปี 2010 แต่ในปี 2023 คาดว่าเศรษฐกิจจะเติบโตเพียง 2.1% ต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2015 เป็นไปตามการส่งออกที่ผ่านจุดสูงสุดไปตั้งแต่เดือน ก.ค.2022 และความต้องการโลกที่ชะลอตัวลงต่อเนื่อง
ขณะที่ การแพร่ระบาดที่เกิดขึ้น บวกกับสงครามในยูเครน สร้างแรงกดดันราคาทั่วโลก ซึ่งไต้หวันก็พึ่งพาการค้าระหว่างประเทศสูง จึงเผชิญกับปัญหาราคาที่สูงขึ้นเช่นกัน โดยราคาสินค้าและบริการในไต้หวันสูงขึ้น เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นชัดเจนในช่วง ปี 2021-2022 ทั้งกลุ่มสินค้าสำหรับผู้บริโภคและผู้ผลิต โดยแรงขับเคลื่อนสำคัญมาจาก ราคาพลังงานและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่ปรับขึ้นมาก ส่วนค่าแรงก็ปรับเพิ่มขึ้น แต่ก็ยังไม่เพียงพอสำหรับราคาสินค้าในชีวิตประจำวันที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอาหาร
2.จีนกำลังใช้ความสัมพันธ์ทางการค้ากับไต้หวัน เป็นเครื่องมือในการมีอิทธิพลต่อการเลือกตั้งของไต้หวัน
จีน มีการใช้เครื่องมือทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น เช่น การใช้ประโยชน์จากความสัมพันธ์ทางการค้าที่มีขนาดใหญ่กับโลก เพื่อประเด็นการเมือง โดยที่ไต้หวัน ก็เป็นเป้าหมายสำคัญ
ตัวอย่างแนวทางที่จีนใช้ในช่วงที่ผ่านมา
ในปี 2022 หลังจากที่ แนนซี เพโลซี (Nancy Pelosi) ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ในช่วงเวลานั้น มาเยือนไต้หวัน จีนก็ระงับการนำเข้าผลไม้บางชนิด เช่น สับปะรด แอปเปิ้ล และปลาจากไต้หวัน โดยให้เหตุผลว่า พบร่องรอยยาฆ่าแมลงบนผลไม้ และร่องรอยเชื้อโคโรน่าไวรัสบนบรรจุภัณฑ์ปลาแช่แข็งบางประเภท
เดือน เม.ย. 2023 เพียง 1 สัปดาห์หลังจากประธานาธิบดี ไช่ อิงเหวิน พบกับ เควิน แม็กคาร์ธี (Kevin McCarthy) ที่ดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ในเวลานั้น กระทรวงพาณิชย์จีน ก็ประกาศ สอบสวนข้อกล่าวหาของไต้หวัน เกี่ยวกับการนำเข้าสินค้าหลายอย่างจากจีน
ประกอบด้วย สินค้าเกษตร แร่ธาตุ สารเคมี และสิ่งทอ จากนั้นก็ใช้มาตรการลงโทษสินค้าส่งออกที่มาจากไต้หวัน โดยการสอบสวนมีกำหนดว่าจะสรุปผลภายในเดือน ต.ค. แต่ก็มีการขยายเวลาจนถึงวันที่ 12 ม.ค. 2024 ซึ่งก็คือ 1 วันก่อนที่ไต้หวันจะเลือกประธานาธิบดี
โดยรวมแล้ว ประเด็นปัญหาด้านเศรษฐกิจที่รอให้รัฐบาลของประธานาธิบดีคนใหม่ไต้หวันแก้ไข มีอยู่มากโข ทั้งเรื่อง ค่าแรง ราคาสินค้าและบริการ การจ้างงาน การค้า ภาษี ภาคเซมิคอนดักเตอร์ การลงทุนจากต่างชาติ การแก้ปัญหาการใช้น้ำ การขาดแคลนอาหาร ส่วนเรื่องการเมืองก็ไม่หมูเลย เพราะท่าทีที่มีกับจีนนั้น จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไต้หวันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เลือกตั้งไต้หวัน 2024 และมุมมองทิศทางเศรษฐกิจและการลงทุนหลังจากนี้
นักวิเคราะห์จาก DBS ได้ทำการวิเคราะห์เอาไว้ว่าเกิดอะไรขึ้นหลังการเลือกตั้ง 6 ครั้งก่อนหน้านี้ในไต้หวัน ช่วงปี 2000-2020 สิ่งที่พบ สรุปได้ ดังนี้
การเติบโตของ GDP
ค่อนข้างคงที่ ระหว่างรอบการเลือกตั้ง โดยเฉลี่ย GDP จะเติบโตชะลอตัวลง 0.3% ในช่วง 2 ไตรมาส หลังการเลือกตั้ง โดยการชะลอตัวอย่างมากเกิดขึ้นหลังการเลือกตั้งปี 2008 และปี 2020 อีกทั้งการชะลอตัวส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับปัจจัยภายนอกมากกว่าจะเชื่อมโยงกับการเลือกตั้งโดยตรง เช่น วิกฤตการเงินโลกที่เกิดขึ้นในปี 2008 และการแพร่ระบาดของโควิด ปี 2020
เงินเฟ้อ
เงินเฟ้อฝั่งผู้บริโภค เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 1% ในช่วง 2 ไตรมาสก่อนการเลือกตั้ง และเพิ่มขึ้นอีก 0.5% ในช่วง 2 ไตรมาสหลังการเลือกตั้ง ระหว่างปี 2000-2020 ทั้งนี้ เงินเฟ้อสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในปี 2004 จากราคาอาหารที่สูงขึ้น เป็นผลจากพายุไต้ฝุ่น และการฟื้นตัวรวดเร็วของความต้องการผู้บริโภค
หลังการระบาดของโรคซาร์ส ปี 2008 หลังพรรคก๊กมินตั๋งชนะการเลือกตั้งและได้ปรับขึ้นราคาพลังงานหลายครั้ง ตามแรงหนุนราคาน้ำมันในตลาดโลกที่พุ่งขึ้นรวดเร็ว และปี 2012 หลังพรรคก๊กมินตั๋งชนะการเลือกตั้งและปรับขึ้นราคาพลังงานหลายครั้งเช่นกัน
นักวิเคราะห์ของ DBS ชี้ว่า สิ่งที่น่าสนใจในประเด็นเงินเฟ้อก็คือ ปัจจุบันไต้หวันก็กำลังเจอแรงกดดันราคาพลังงานที่สูงขึ้นอยู่ ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา บริษัท CPC Corporation ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจ ได้ปรับขึ้นราคาน้ำมันในประเทศเพื่อรองรับความผันผวนของราคาน้ำมันโลกถึง 80% ไปแล้ว
ขณะที่บริษัท Taipower ก็ได้รับแรงกดดันไปด้วยจากราคาน้ำมันที่ปรับขึ้น ทำให้อาจต้องปรับราคาไฟฟ้าเพิ่มเติมอีกหลังการเลือกตั้ง ซึ่งหากราคาไฟฟ้าเพิ่มขึ้นทุก 10% ก็อาจทำให้เงินเฟ้อผู้บริโภคเพิ่มขึ้นได้ 0.1-0.2%
นโยบายการคลัง
โดยเฉลี่ยแล้วการบริโภคภาครัฐ จะเพิ่มขึ้น 0.8% และการลงทุนภาครัฐ จะเพิ่มขึ้น 2.4% ในช่วง 2 ไตรมาสหลังจากเลือกตั้ง จากที่ลดลงก่อนการเลือกตั้ง แต่ผลที่มีต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจมักจะค่อนข้างน้อย โดยการบริโภคภาครัฐและการลงทุนภาครัฐที่เพิ่มขึ้นหลังการเลือกตั้ง มักจะมีส่วนทำให้ GDP เพิ่มขึ้นได้เพียง 0.2%
เงินลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ (FDI)
จากข้อมูลดุลการชำระเงินที่แสดงสัดส่วน FDI ต่อ GDP พบว่า มีอัตราการผันผวนน้อยที่สุด ทั้งก่อนและหลังการเลือกตั้ง แปลว่า ธุรกิจได้รับผลกระทบค่อนข้างน้อยสำหรับการลงทุนระยะยาว แม้ว่าจะเผชิญความไม่แน่นอนเกี่ยวกับผลการเลือกตั้ง ความต่อเนื่องของนโยบาย และประเด็นความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ก็ตาม
เงินลงทุนในตลาดเงินตลาดทุน
การลงทุนในตลาดเงินตลาดทุน มีความผันผวนอย่างมากในช่วงก่อนการเลือกตั้ง โดยสัดส่วนการลงทุนในตลาดเงินตลาดทุนต่อ GDP จะเพิ่มขึ้น 0.9% ในช่วง 2 ไตรมาส ก่อนการเลือกตั้ง จากนั้นก็จะปรับลดลง 1.3% หลังการเลือกตั้ง
โดยความผันผวนค่อนข้างชัดเจนในช่วงก่อนและหลังการเลือกตั้งปี 2008 และปี 2012 ที่พรรคก๊กมินตั๋งชนะการเลือกตั้ง แปลว่า ความผันผวนสามารถสะท้อนถึงความเสี่ยงที่เกี่ยวกับความรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงที่มาจากผลการเลือกตั้ง เกี่ยวกับประเด็นความสัมพันธ์ข้ามช่องแคบกับจีนอย่างมีนัยสำคัญ
ทั้งนี้ ในปัจจุบัน พบว่า เงินลงทุนจากต่างชาติที่ไหลเข้ามาลงทุนในหุ้นไต้หวัน มีสถานะสุทธิเป็นลบ 3 เดือนต่อเนื่อง จากความกังวลเรื่องอัตราดอกเบี้ยและเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว โดยนักลงทุนยังคงระมัดระวังลงทุนช่วงก่อนการเลือกตั้ง จากการจับตาประเด็นความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งหลังจากนี้ กระแสการลงทุนก็ยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับผลการเลือกตั้งที่จะออกมา รวมถึงการตอบสนองของฝั่งจีน
นักลงทุนควรทำอย่างไร
มาถึงจุดสุดท้ายว่า นักลงทุนอย่างเรา ที่ลงทุนในไต้หวันอยู่ หรือสนใจจะเข้าไปลงทุน โดยเฉพาะในตลาดหุ้นไต้หวัน ควรจะทำตัวอย่างไร
พี่ทุยมองว่า ระหว่างนี้ถ้ายังไม่ได้ลงทุนแต่สนใจลงทุน ก็รอดูสถานการณ์ไปก่อนดีกว่า เพราะอะไรก็เกิดขึ้นได้ในวันที่ 13 ม.ค. 2024 ในเมื่อยังไม่เคยลงทุน รออีกหน่อยก็คงไม่เสียหาย ระหว่างนี้ก็ไปเล็งตลาดหุ้นอื่นที่ไม่ได้มีประเด็นหวาดเสียวเชิงภูมิรัฐศาสตร์ก่อนน่าจะดีกว่า
ส่วนคนที่ลงทุนอยู่แล้ว ถ้าดูจากบทวิเคราะห์ของ DBS พี่ทุยมองว่า ในระยะยาวก็อาจจะไม่ได้รับผลกระทบอะไรมาก แต่ในระยะสั้นการเลือกตั้งก็อาจจะทำให้พอร์ตที่มีหุ้นไต้หวันอยู่ ผันผวนสักหน่อย ฉะนั้นช่วงเวลานี้ก็อาจจะมองผ่าน ๆ ไปก่อน อย่ากังวลไปจนเกินเหตุ จนขายทิ้งออกมา ในกรณีที่มั่นใจว่าหุ้นที่ลงทุนอยู่ มีอนาคตระยะยาวแน่ ๆ
และถ้ารู้ผลการเลือกตั้งแล้วว่าใครจะเป็นประธานาธิบดีคนต่อไป ค่อยมาตัดสินใจว่าจะเพิ่มการลงทุน หรือลดการลงทุนเพื่อหลบความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนด้านการเมืองและสงคราม ก็ไม่สายเกินไป
กรณีที่ DPP ชนะเลือกตั้ง พี่ทุยมองว่า หากแสดงท่าทีแข็งกร้าวกับจีนหลังเข้ามา ก็คงจะทำให้จีนออกมาตรการอะไรที่สร้างแรงกดดันเศรษฐกิจเพิ่มเติมอีก ขณะที่สหรัฐฯ ก็คงจะออกโรงปกป้องเช่นกัน
แต่พี่ทุยเชื่อว่า สหรัฐฯ เองก็มีความท้าทายเศรษฐกิจในประเทศตัวเอง แถมใกล้เลือกตั้ง ส่วนจีนก็ต้องเอาเวลาไปแก้ปัญหาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะปัญหาภาคอสังหาฯ ที่หนักหนาอยู่ คงไม่พร้อมรบในเวลานี้ และเมื่อดูจากคะแนนนิยมที่ลดลงระยะหลังของ DPP หากได้เป็นประธานาธิบดี พรรคก็ไม่น่าจะบุ่มบ่ามออกตัวแรง เพราะถึงยังไงเศรษฐกิจก็สำคัญ ต้องรักษาท่าทีกับจีน เพื่อไม่ให้กระทบเศรษฐกิจหรือเกิดสงคราม
แต่ในกรณีที่ KMT หรือ TPP ได้เป็นประธานาธิบดี พี่ทุยมองว่าน่าจะมีสัญญาณที่ดีมากกว่า ในมุมเรื่องความสัมพันธ์กับจีน ที่นักลงทุนจะกังวลน้อยลง แต่ในเชิงความสามารถในการบริหารเศรษฐกิจในไต้หวันที่เต็มไปด้วยความท้าทายนั้น ก็ต้องจับตาดูกันต่อไป
สุดท้ายนี้ พี่ทุยมองว่า จะพื้นที่ไหนก็มีประเด็นการเมืองที่สร้างความไม่แน่นอนให้กับการลงทุนได้ทั้งนั้น แต่ถ้าก่อนที่เราจะลงทุน เราเลือกสินทรัพย์มาอย่างดีแล้วว่า เป็นสินทรัพย์ที่มีคุณภาพ หรือมีพื้นฐานที่ดีสำหรับการเติบโตในระยะยาว และที่สำคัญธุรกิจนั้นไม่ได้อิงผลกระทบทางการเมืองสักเท่าไหร่ ก็อย่าไปหวั่นไหว ลงทุนต่อไป รวมทั้งอย่าลืม กระจายความเสี่ยงลงทุนสินทรัพย์หลายๆ ประเภท และหลายๆ ประเทศ หลายๆ ภูมิภาค เวลาที่จุดหนึ่งมีปัญหา จะได้ยังมีที่อื่นที่ดีคอยค้ำจุนพอร์ตอยู่
ข้อมูลประเทศไต้หวัน
- ชื่อทางการ : Republic of China (ROC)
- ก่อนเป็นไต้หวัน : เป็นมณฑลหนึ่งของจีน ที่ญี่ปุ่นเคยได้ไปครอบครองเมื่อปี 1895 แต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็เสียดินแดนนี้คืนให้จีน
- เป็นไต้หวันได้อย่างไร :
- หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ช่วงปี 1945-1949 เกิดสงครามกลางเมืองและสงครามเย็นในจีน โดย พรรคก๊กมินตั๋ง นำโดยนายพลเจียง ไคเช็ก (Chiang Kaisheck) ได้รับการหนุนหลังจากสหรัฐฯ ต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสหภาพโซเวียต ผลปรากฎว่า พรรคก๊กมินตั๋งแพ้และต้องหนีมาที่เกาะไต้หวัน เพราะถูกพรรคคอมมิวนิสต์ปฏิวัติยึดอำนาจบนแผ่นดินใหญ่ และมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองในจีน
- ปี 1949 พรรคก๊กมินตั๋ง สถาปนาเกาะไต้หวัน เป็นสาธารณรัฐจีน หรือ Republic of China (ROC) ในขณะที่พรรคคอมมิวนิสต์ที่ปกครองจีนแผ่นดินใหญ่ สถาปนา สาธารณรัฐประชาชนจีน หรือ People’s Republic of China (PRC)
- ปี 1979 สหรัฐฯ สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีนอย่างเป็นทางการ จึงต้องยุติความสัมพันธ์ทางการทูตกับไต้หวันอย่างเป็นทางการ ขณะที่ จีนมี นโยบายจีนเดียว (One-China policy) ยืนยันว่ามีเพียงรัฐเดียวที่ใช้ชื่อว่า ”จีน“ สหรัฐฯ จึงต้องยอมรับว่า จีนเป็นรัฐบาลหนึ่งเดียวที่ถูกกฎหมาย และต้องยอมรับว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีน
- สถานะปัจจุบัน : จีนยังถือว่าไต้หวันเป็นมณฑลหนึ่งของจีน ไต้หวันยังไม่ได้รับการยอมรับจากนานาชาติว่าเป็นประเทศเอกราช
- ระบอบการปกครอง : ไต้หวันปกครองในระบอบประชาธิปไตยเต็มรูปแบบ หลังจากที่ หลี่ เติงฮุย (Lee Tenghui) ขึ้นเป็นประธานาธิบดี ต่อจาก เจียง จิ้งกว๋อ (Chiang Chingkuo) บุตรชายของนายพล Chiang Kaishek ที่เสียชีวิต
- จำนวนประชากร : ข้อมูล ณ มิ.ย.2022 ไต้หวัน มีประชากรรวม 23.2 ล้านคน
อ่านเพิ่ม
