รัฐบาลใหม่เป็นรูปเป็นร่างเรียบร้อยแล้วโดยมีพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำจัดตั้ง โดยหนึ่งในนโยบายที่ทุกฝ่ายจับตามอง คือ นโยบายขึ้น ค่าแรงขั้นต่ำ 600 บาท ที่มีข้อถกเถียงทั้งประโยชน์และผลกระทบที่จะตามมา วันนี้พี่ทุยเลยขอพาทุกคนไปดูกันหน่อยว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่จะขึ้นค่าแรงขั้นต่ำไปที่ 600 บาท แล้วตอบข้อถกเถียงว่าผลที่ตามมาจะดีหรือแย่?
ทบทวนนโยบายขึ้น ค่าแรงขั้นต่ำ 600 บาท รายละเอียดเป็นยังไง?
ย้อนไปเมื่อเดือน ธ.ค. 2565 พรรคเพื่อไทยเปิดตัว 10 นโยบายพลิกฟื้นประเทศ ซึ่งหนึ่งในนั้นมีนโยบายขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 600 บาทต่อวัน ภายในปี 2570 โดย น.ส. แพทองธาร ชินวัตร ประธานคณะที่ปรึกษาด้านการมีส่วนร่วมและนวัตกรรม พรรคเพื่อไทย และหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย ขยายความว่าการขึ้นค่าแรง 600 บาท จะเป็น “การขึ้นไปพร้อมกับเศรษฐกิจภาพรวมทั้งประเทศที่จะเติบโตพร้อมกันทั้งระบบ ทั้งนายจ้าง และลูกจ้างจะได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย”
การขึ้นค่าแรงจะขึ้นทีละขั้นตอน แบบไตรภาคี ปรับตามกลไกการเติบโตของเศรษฐกิจ เพื่อให้ประเทศเดินต่อไปได้ แต่ที่สำคัญคือต้องทำรายได้ให้มาก่อน ต้องส่งเสริมการท่องเที่ยว ต้องทำให้เศรษฐกิจให้โตก่อน
ทฤษฎีภายใต้นโยบายขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ
ประเด็นแรกพรรคมีวิสัยทัศน์ที่หวังยกระดับการผลิตของประเทศ เช่น เปลี่ยนจากการผลิตตามคำสั่งต่างชาติเป็นการผลิตจากการสร้างนวัตกรรม เปลี่ยนภาคเกษตรกรรมที่กำหนดราคาได้จากการใช้ตลาดนำการผลิต หมายความว่าจะพัฒนาระบบเศรษฐกิจทั้งประเทศให้ดีขึ้น
การกำหนดค่าแรงขั้นต่ำที่ 600 บาท เกิดจากองค์ประกอบ 3 ส่วน คือ การเติบโตของ GDP, ผลิตภาพแรงงาน และเงินเฟ้อ โดยพรรคตั้งเป้าให้ GDP โตขึ้นอย่างน้อยปีละ 5% จึงจำเป็นต้องปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำตาม เพื่อลดช่องว่างระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง
เมื่อเป็นเช่นนี้ประเด็นถัดมาก็เป็นส่วนของนายจ้างที่จะมีปัญหา โดยพรรคมีนโยบายดูแลผู้ประกอบการ เช่น สิทธิประโยชน์ทางภาษี
ประเด็นสุดท้ายก็ย้อนมาที่ผลต่อเศรษฐกิจที่พรรคเพื่อไทยหวังเพิ่มความเร็วของการหมุนเงินในระบบเศรษฐกิจ โดยการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำจะช่วยให้ประชาชนมีรายได้ชนะภาระหนี้ มีรายได้อย่างรวดเร็ว จนสามารถสร้างเศรษฐกิจที่ขยายตัว
สรุปว่านโยบายนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเศรษฐกิจถูกยกระดับให้โตอย่างน้อยปีละ 5% จึงจะปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำไปที่ 600 บาท ภายในปี 2570 แต่จากข้อมูลที่พรรคเปิดเผยก็หมายความได้ว่าถ้าระหว่างนั้นเศรษฐกิจเริ่มโตขึ้นก็อาจมีการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำทีละขั้น
ผลกระทบต่อภาคธุรกิจ ภาคการเกษตร
ด้วยกรอบเวลา 5 ปี เป้าค่าแรงขั้นต่ำ 600 บาท แสดงว่าค่าแรงจะเพิ่มเฉลี่ยปีละประมาณ 12% ส่วนเศรษฐกิจไทยโตอย่างมากปีละประมาณ 3-4% หรือต่อให้โตปีละ 5% ตามเป้า ภาคธุรกิจก็รับผลกระทบอยู่ดี
ภาคธุรกิจก็ต้องแก้ปัญหาอย่างง่ายด้วยการผลักต้นทุนค่าแรงที่เพิ่มขึ้นไปหาผู้บริโภคด้วยการขึ้นราคาสินค้า โดยธุรกิจที่เสียประโยชน์ที่สุดก็หนีไม่พ้นอุตสาหกรรมที่พึ่งพาแรงงานไม่มีฝีมือ ซึ่งรับค่าแรงรายวันที่เกณฑ์ขั้นต่ำ และกระจุกตัวในกลุ่มอุตสาหกรรมผลิต ก่อสร้าง บริการ และเกษตรกรรม
คงมีเพียงแค่ธุรกิจใหญ่ที่จ่ายค่าแรงสูงกว่าค่าแรงขั้นต่ำอยู่แล้วที่รับผลกระทบไหว ส่วนธุรกิจขนาดกลางและเล็ก (SMEs) จะได้รับผลกระทบมากกว่าชัดเจน บางธุรกิจอาจต้องเลิกจ้างงานหรืออาจเกิดปัญหาแรงงานเถื่อนมากขึ้น
มาที่ภาคเกษตรกรรมก็สะท้อนเสียงเดียวกันว่าไม่ต้องปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำไปถึง 600 บาท เพียงแค่ 450 บาท ก็ไม่สามารถจ่ายได้ เนื่องจากราคาผลผลิตการเกษตรไม่แน่นอน
จากข้อมูลข้างต้นยิ่งชี้ว่าพรรคเพื่อไทยต้องพัฒนาให้ภาคอุตสาหกรรมเป็นการผลิตจากการสร้างนวัตกรรม ภาคการเกษตรกำหนดราคาได้ เพื่อลดต้นทุนที่เกิดจากการพึ่งพาแรงงานไม่มีฝีมือและเพิ่มรายได้ของผู้ประกอบการ นอกจากนี้ภาครัฐต้องช่วยด้านสิทธิประโยชน์ภาษี ลดต้นทุนปัจจัยการผลิต เช่น ปุ๋ย ราคาน้ำมัน
ว่ากันตามตรงการผลิตจากการสร้างนวัตกรรมและภาคการเกษตรกำหนดราคาได้ คงไม่เกิดขึ้นในเวลาอันสั้น รัฐบาลต้องช่วยเหลือต้นทุนภาคธุรกิจ มิฉะนั้นคงเป็นเรื่องยากที่เศรษฐกิจจะโตไปพร้อมกับการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ
ขึ้นค่าแรง เศรษฐกิจจะโตหรือไม่ ?
โดยทั่วไปการขึ้นค่าแรงจะส่งผลดีเพราะประชาชนและครัวเรือนมีรายได้เพิ่มขึ้น การจับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้น เกิดเงินทุนหมุนเวียนไปภาคค้าปลีกและการผลิต ซึ่งงานวิจัยปี 1990 ของ George Akerlof และ Janet Yellen พบว่าหากแรงงานพอใจในค่าจ้างจะกระตุ้นให้เกิดแรงจูงใจทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพมากขึ้น แรงงานจะทำงานอยู่กับบริษัทนานขึ้น ลดต้นทุนการหาและอบรมพนักงานใหม่
จะเห็นว่าเงื่อนไขที่จะทำให้เศรษฐกิจโตไม่ใช่แค่เกิดจากรายได้เพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่แรงงานต้องพอใจในค่าจ้างด้วย และความพอใจนั้นจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อรายได้ต้องมากกว่าค่าใช้จ่าย ในทางกลับกันธุรกิจก็มีต้นทุนเพิ่มขึ้นและส่งผ่านไปยังราคาสินค้า หมายความว่าในเวลาเดียวกันที่ค่าแรงเพิ่มขึ้น ค่าใช้จ่ายก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย
แต่…“ค่าใช้จ่ายคนเราไม่เท่ากัน”
ประชาชนที่อยู่จังหวัดเล็กเมื่อปรับค่าแรงขั้นต่ำจะได้รับผลกระทบมากกว่าประชาชนในเมืองใหญ่ ซึ่งยืนยันได้ด้วยดัชนีชี้วัดผลกระทบที่ใช้สัดส่วนของค่าใช้จ่ายซื้ออาหารกับรายได้ทั้งหมด พบว่าผู้มีรายได้น้อยมีสัดส่วนค่าใช้จ่ายซื้ออาหาร 45% ส่วนผู้มีรายได้สูงอยู่ที่ 26% ซึ่งอาหารเป็นสินค้าที่ราคาขึ้นง่าย ดังนั้นผู้มีรายได้น้อยรับผลกระทบจากค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นมากกว่า
ส่วนหนี้ครัวเรือนก็เป็นอีกปัญหาที่พร้อมขัดขวางผลดีจากการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ เพราะถ้าเกิดราคาสินค้าเพิ่มขึ้น เงินเฟ้อก็ตามมา ธนาคารแห่งประเทศไทยก็ต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ย ยิ่งเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายด้านหนี้สินเข้าไปอีก
การขึ้นค่าแรงจะทำให้เศรษฐกิจเติบโตเป็นเรื่องที่เป็นไปได้น้อย เพราะต้องสร้างสมดุลระหว่างรายได้และค่าใช้จ่ายฝั่งประชาชนกับต้นทุนฝั่งธุรกิจ ซึ่งภาพความสำเร็จที่ทุกคนต้องการ คือ รายได้ที่ประชาชนได้รับสูงกว่าค่าใช้จ่าย และฝั่งธุรกิจแบกรับต้นทุนค่าแรงที่เพิ่มขึ้นได้โดยที่ไม่กระทบกำไร รวมถึงต้องเร่งพัฒนาทักษะแรงงานให้คุ้มค่าแรงขั้นต่ำ เพื่อรักษาความสามารถแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านให้ได้
ปรับขึ้น ค่าแรงขั้นต่ำ 600 บาท เงินเฟ้อจะเกิดขึ้นหรือไม่ ?
“ขึ้นค่าแรง เงินเฟ้อจะเพิ่มหรือไม่?” คำถามสุดคลาสสิกเมื่อพูดถึงการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ซึ่งคำตอบไม่ตายตัวและมีความซับซ้อน แบ่งได้เป็น 2 ฝ่าย คือ มองว่าขึ้นค่าแรงทำให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้น และไม่ทำให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้น
ฝั่งที่มองว่าทำให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นให้เหตุผลว่าธุรกิจต้องรักษาอัตรากำไร ดังนั้นต้องส่งผ่านต้นทุนส่วนนี้ด้วยการขึ้นราคาสินค้า เงินเฟ้อจึงเพิ่มขึ้น เรียกเงินเฟ้อลักษณะนี้ว่า wage push
ส่วนฝั่งที่มองว่าไม่ทำให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นให้เหตุผลจากการศึกษาพบว่าทุกการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 10% จะทำให้ราคาสินค้าเพิ่มขึ้น 0.36% อีกทั้งการเพิ่มค่าแรงส่งผลให้ประสิทธิภาพการทำงานเพิ่มขึ้น ธุรกิจก็ไม่ต้องจ้างคนเพิ่ม แน่นอนว่าจะมีคนว่างงานเพิ่ม และกำลังซื้อในระบบลดลง ส่งผลให้ราคาสินค้าเพิ่มไม่ได้ มากกว่านั้นยังมองว่าต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากราคาวัตถุดิบส่งผลต่อราคาสินค้ามากกว่าต้นทุนค่าแรง
แต่สำหรับประเทศไทยที่ยังต้องการแรงงานฝีมือต่ำจำนวนมากก็ไม่น่าเกิดปัญหาคนว่างงานสูง อย่างไรก็ตามว่ากันตามตรงก็ยังหาข้อสรุปไม่ได้ว่าการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำทำให้เงินเฟ้อเพิ่มหรือไม่ เพราะมีปัจจัยหลายอย่าง เช่น โครงสร้างแต่ละอุตสาหกรรม มาตรการช่วยเหลือ และผลกระทบเชิงจิตวิทยาต่อแรงงาน (แต่จากประสบการณ์ที่ผ่านมาจะรู้สึกว่าเงินเฟ้อเพิ่ม แต่ตัวเลขเงินเฟ้อที่รายงานออกมาไม่เพิ่ม)
สรุป
นโยบายขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 600 บาท อยู่ภายใต้สมมติฐานว่าจะพัฒนาระบบเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างน้อยปีละ 5% ซึ่งต้องเปลี่ยนโครงสร้างอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจไทยโดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและเล็ก
โดยระยะสั้นหากมีการปรับค่าแรงขั้นต่ำทีละขั้นโดยโครงสร้างเศรษฐกิจเปลี่ยนตามไม่ทัน รัฐบาลต้องช่วยเหลือต้นทุนภาคธุรกิจ รวมถึงสร้างสมดุลระหว่างรายได้และค่าใช้จ่ายฝั่งประชาชนกับต้นทุนฝั่งธุรกิจ ที่สำคัญต้องพัฒนาฝีมือแรงงานไปพร้อมกันด้วย เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้าน
ส่วนเงินเฟ้อจะมาในลักษณะความรู้สึกที่ว่าค่าใช้จ่ายชีวิตประจำวันเพิ่มมากกว่าตัวเลขที่รายงาน เพราะอะไร? เรื่องนี้น่าจะเป็นเพราะการเก็บข้อมูลเงินเฟ้อที่เป็นตัวเลขไม่ค่อยตรงกับการใช้ชีวิตประจำวัน
อ่านเพิ่ม
