เรียกว่าเป็นข่าวฮือฮาสุดๆ ในวงการฟู้ด เดลิเวอรี่ บ้านเรา เมื่อสำนักข่าว Bloomberg ออกมาเปิดเผยข้อมูลจากแหล่งข่าวว่า LINE MAN Wongnai ซื้อ foodpanda
ซึ่ง Line Man Wongnai เป็นฟู้ดเดลิเวอรี่ระดับยูนิคอร์น (มูลค่าธุรกิจเกิน 1,000 ล้านดอลลาร์) กำลังเจรจาเพื่อขอซื้อกิจการ foodpanda จากบริษัท Delivery Hero SE
จะเกิดอะไรขึ้นอีก ถ้าข่าวลือนี้เป็นจริง แล้วจะมีผลอะไรกับนักกินที่ชอบสั่งผ่านแอปรึเปล่า วันนี้พี่ทุยจะชวนมาวิเคราะห์กัน
สรุปข่าวลือ LINE MAN Wongnai ซื้อ foodpanda
คาดว่าข้อตกลงการซื้อกิจการครั้งนี้ จะมีมูลค่าประมาณ 100 ล้านดอลลาร์ แต่มูลค่านี้อาจเปลี่ยนแปลงได้ จากปัจจัยเรื่องตลาดฟู้ดเดลิเวอรี่ที่กว้างขึ้น และมุมมองที่มีต่อธุรกิจที่ยังอยู่ในช่วงขาดทุนอยู่ ทั้งนี้ ถ้าการซื้อกิจการครั้งนี้สำเร็จ จะทำให้ LINE MAN Wongnai ขึ้นเป็นผู้นำในกลุ่มแพลตฟอร์มชอปปิงออนไลน์ของไทย
เกี่ยวกับ LINE MAN Wongnai
- ก่อตั้งในปี 2020 จากการควบรวมกิจการระหว่าง LINE MAN แอปพลิเคชั่นผู้ช่วยตามความต้องการ (on-demand assistant app) + Wongnai แพลตฟอร์มรีวิวร้านอาหาร โดยมีเป้าหมายเป็นแพลตฟอร์มอี-คอมเมิร์ซด้านการบริการที่แข็งแกร่งที่สุดในไทย
- หลังควบรวมกิจการ ในเดือน พ.ย. 2021 ได้เปิดให้บริการฟู้ดเดลิเวอรี่ ครบ 77 จังหวัดทั่วไทย ตามด้วยบริการ Messenger (ส่งเอกสาร) ในเดือน มิ.ย. 2022
- เดือน ก.ย. 2022 LINE MAN Wongnai ระดมทุนรอบซีรีส์บี 265 ล้านดอลลาร์ (9,700 ล้านบาท) ผู้สนับสนุนหลักในรอบนี้ ได้แก่ GIC กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติสิงคโปร์ และบริษัท LINE Corporation นอกจากนี้ยังมีผู้ร่วมสนับสนุนอื่นๆ ได้แก่ BRV Capital Management, บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR, Bualuang Ventures และ Taiwan Mobile
เกี่ยวกับ foodpanda
- ก่อตั้งโดย Delivery Hero สตาร์ทอัปจากเยอรมนี ในปี 2012 โดยมีเป้าหมายบุกตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
- foodpanda ตั้งเป้าหมายว่าจะต้องทำกำไรให้ได้ภายในปี 2023
- Niklas Oestberg CEO ของ foodpanda ระบุว่า บริษัทมีตำแหน่งทางการตลาดที่แข็งแกร่งในมาเลเซียและฟิลิปปินส์ และบริษัทอาจจะออกจากบางตลาดไป สำหรับตลาดที่ไม่ได้เป็นเบอร์หนึ่ง
อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://www.moneybuffalo.in.th/business/food-panda
ตลาดฟู้ดเดลิเวอรี่ในไทย (Food delivery) เป็นยังไงบ้าง ?
ตั้งแต่ปี 2018 มูลค่าตลาดเดลิเวอรี่ในไทยเติบโตเป็นอย่างมาก โดยตั้งแต่ปี 2018 ถึง 2021 ตลาดเดลิเวอรี่ในไทยมีมูลค่า 7, 23 ,65 และ 105 ล้านบาท ตามลำดับ
หากเทียบปีต่อปีแล้ว มีอัตราการเติบโตจากปี 2018 ถึง 2021 อยู่ที่ 1,400% เลยทีเดียว แต่หากเทียบเป็นรายปีต่อปี จากปี 2018 จะมีการเปลี่ยนแปลงเท่ากับ +254% (2018-2019), +179% (2019-2020), +62% (2020-2021) ตามลำดับ
โดยหากเรามองลึกลงไปอีก ก็จะเห็นได้ว่า 3 อันดับแรก ที่ครองส่วนแบ่งตลาดฟู้ดเดลิเวอรี่ในไทยสูงที่สุดในปี 2020 คือ
- Grab 50%
- Foodpanda 23%
- LINE MAN 20%
เทียบผลประกอบการ 3 แพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่ ฟู้ดเดลิเวอรี่ในไทย
ปัจจัยที่ทำให้ตลาดฟู้ดเดลิเวอรี่เติบโตใน 2-3 ปีข้างหน้า
- จำนวนผู้ใช้บริการใหม่ขยายตัว เพราะต้องการความสะดวกสบาย
- ลูกค้าเดิมมีพฤติกรรมเคยชินจึงใช้บริการเพิ่มขึ้น
- การขยายตลาดบริการไปในธุรกิจห่วงโซ่อุปทานร้านอาหาร
จะเกิดอะไรถ้า LINE MAN Wongnai ซื้อ foodpanda สำเร็จ ?
มาถึงตรงนี้ พี่ทุยมองว่า ถ้าแผนที่ LINE MAN Wongnai ซื้อกิจการ Foodpanda เป็นจริง และสำเร็จจริงๆ ก็เท่ากับว่า LINE MAN Wongnai จะมีสิทธิขึ้นชิงเบอร์ 1 กับ Grab ได้ไม่ยาก ยิ่งไปกว่านั้น ถ้ามองในมุมธุรกิจ LINE MAN Wongnai จะมีศักยภาพในการแข่งขันเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด และขึ้นแท่นฟู้ดเดลิเวอรี่อันดับ 1 ได้ไม่ยากเลย
แต่ถ้ามองในมุมผู้บริโภค พี่ทุย คาดว่า เสียประโยชน์แน่นอน เพราะโดยธรรมชาติของธุรกิจ ยิ่งมีคู่แข่งมากราย ก็ยิ่งทำให้ผู้บริโภคได้ประโยชน์ เพราะผู้บริโภคคือคนที่เลือกได้ ธุรกิจต้องจัดโปรโมชั่นกันเต็มที่เพื่อมาเอาใจผู้บริโภค
แต่เมื่อยักษ์เบอร์ 2 และเบอร์ 3 ในตลาดรวมตัวกัน ก็หมายความว่า การแข่งขันก็อาจจะลดลง แต่นั่นก็ยังฟันธงไม่ได้ว่าจะลดลงมากแค่ไหนในระยะใกล้ เพราะในตลาด ก็ยังมีเบอร์ 4 เบอร์ 5 อย่าง Robinhood และ Airasia Food ที่มีทุนหนา พร้อมลุยกันอยู่
อย่างไรก็ตาม พี่ทุย เชื่อว่า การทำธุรกิจนั้นย่อมต้องการมีกำไร ไม่ใช่ทำเพื่อขาดทุน ฉะนั้น อีกไม่กี่ปีข้างหน้า เราอาจจะเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น เพราะรายที่สามารถขยับขึ้นมามีกำไรได้เท่านั้น ที่จะอยู่ต่อในตลาดได้ในระยะยาว
ส่วนรายที่ยังไม่สามารถทำกำไรได้เสียที ตามเป้าหมายที่วางไว้ ก็อาจจะอำลาตลาดไปอีก หรือหันไปรวมตัวกับรายอื่น เพิ่มความแข็งแกร่งขึ้นไปอีก ซึ่งในที่สุดแล้วตลาดฟู้ดเดลิเวอรี่ ก็อาจจะหลงเหลือผู้ยึดครองตลาดจริงๆ แค่ 2-3 รายเท่านั้น คล้ายๆ กับค่ายมือถือในปัจจุบัน ที่ควบรวมกันแล้ว ควบรวมกันอีก
ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ในอนาคต เมื่อร้านค้าพึ่งพิงแพลตฟอร์มเหล่านี้จนกลายเป็นช่องทางหลัก ผู้บริโภคก็มีพฤติกรรมสั่งอาหารผ่านแอปจนเคยชินไปแล้ว แพลตฟอร์มที่อยู่รอดได้ไม่กี่เจ้า จะกลายเป็นผู้มีอำนาจผูกขาดตลาดทันที สามารถกำหนดทิศทางตลาดได้ รวมทั้งการดำเนินงานที่จะปิดโอกาสไม่ให้ธุรกิจรายใหม่ รายเล็กๆ เข้ามาแย่งชิงส่วนแบ่งได้
เรื่องนี้ถ้าภาครัฐไม่ตื่นมาดูตั้งแต่เนิ่นๆ เรื่องการผูกขาดตลาด ก็อาจจะทำให้ คนไทยต้องรอใช้บริการสั่งอาหารราคาแพงเวอร์ ส่วนร้านอาหารก็อาจจะต้องเสียค่าธรรมเนียมเพิ่มแล้วเพิ่มอีก ไรเดอร์ก็อาจจะทำรายได้ได้น้อยลง
