เป็นข่าวไปทั่วโลกสำหรับเงินปอนด์อ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์แตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ เมื่อวันจันทร์ที่ 26 ก.ย. ปี 2022 เงินปอนด์อ่อนค่า ที่ 1.0327 ดอลลาร์ต่อ 1 ปอนด์ ท่ามกลางความกังวลหลังรู้ข่าวรัฐบาลอังกฤษเตรียมดำเนินมาตรการปรับลดภาษีครั้งใหญ่ที่สุดตั้งแต่ปี 1972
ทั้งที่มาตรการดังกล่าวน่าจะช่วยลดค่าใช้จ่ายและกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ทำไมนักลงทุนทั่วโลกต่างกังวลมากถึงขนาดที่เงินปอนด์อ่อนค่าจ่อระดับ 1 ดอลลาร์ต่อ 1 ปอนด์ พี่ทุยขอสรุปเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ทุกคนผ่านบทความนี้
รัฐบาลอังกฤษทำอะไร ทำไม ปี 2022 เงินปอนด์อ่อนค่า
นายกรัฐมนตรี ลิซ ทรัสส์ (Liz Truss) พร้อมคณะรัฐบาลใหม่ประกาศมาตรการปรับลดภาษีครั้งใหญ่ที่สุดตั้งแต่ปี 1972 วงเงินประมาณ 45,000 ล้านปอนด์ ระหว่างปี 2026-2027 เช่น การยกเลิกการเพิ่มภาษีนิติบุคคลจาก 19% เป็น 25% ยกเลิกอัตราภาษี 45% สำหรับผู้มีรายได้มากกว่า 150,000 ปอนด์ ลงมาเหลืออัตราสูงสุดที่ 40% รวมไปถึงการคืนภาษีให้นักท่องเที่ยว
นอกจากนี้รัฐบาลยังเตรียมใช้จ่ายเงิน 60,000 ล้านปอนด์ ที่ได้จากการกู้ยืม ใน 6 เดือนต่อจากนี้เพื่ออุดหนุนค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน
รัฐบาลคาดหวังว่ามาตรการดังกล่าวจะกระตุ้นเศรษฐกิจให้รอดพ้นจากภาวะถดถอย แต่กลับกลายเป็นว่ามาตรการกระตุ้นมีปริมาณมากกว่าที่ตลาดคาดไว้ อีกทั้งยังออกมาท่ามกลางภาวะ “เงินเฟ้อพุ่งสูง”
สาเหตุ ปี 2022 เงินปอนด์อ่อนค่า คืออะไร
อัตราเงินเฟ้อของประเทศอังกฤษพุ่งสูงถึง 9.9% เมื่อเดือน ส.ค. ในทางกลับกันตัวเลข GDP ไตรมาส 2 หดตัว 0.1% จากไตรมาส 1 ส่วนตัวเลขค้าปลีกเมื่อเทียบแบบเดือนต่อเดือนก็ยังหดตัวสลับกับเติบโต แม้อัตราการว่างงานจะต่ำที่ 3.6% แต่ชัดเจนว่าประชาชนไม่จับจ่ายใช้สอย ซึ่งดัชนีความมั่นใจผู้บริโภคเป็นสิ่งที่ยืนยันชัดเจนโดยปรับตัวลงมาต่ำเป็นประวัติการณ์ที่ -49 จุด
ด้านรายงานจาก IMF เมื่อเดือน ก.ค. เปิดเผยประมาณการ GDP อังกฤษ ปี 2022 ว่าจะเติบโต 3.2% ลดลงจากประมาณการเมื่อเดือน เม.ย. 0.5% ส่วนปี 2023 GDP เติบโตเพียง 0.5% ลดลงจากประมาณการเมื่อเดือน เม.ย. 0.7%
ทั้งตัวเลขเศรษฐกิจที่เปิดเผยแล้วและประมาณการชี้ชัดว่าอังกฤษกำลังเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวเนื่องจากเงินเฟ้อรุนแรง รัฐบาลจึงต้องเข้ามาแก้ปัญหาดังกล่าวด้วยการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ
การแก้ปัญหาที่ไม่ได้แก้ปัญหาจากรัฐบาล
เป้าหมายหลักในการจัดการปัญหาช่วงนี้ คือการชะลอเงินเฟ้อ ซึ่งในส่วนนโยบายการเงินก็ต้องปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ย ด้านรัฐบาลก็ต้องดำเนินนโยบายการคลังด้วยการเพิ่มภาษี ลดการใช้จ่าย
แต่รัฐบาลอังกฤษกลับหันมาใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจท่ามกลางปัญหาเงินเฟ้อสูง ดังนั้นในขณะที่ BOE ก็ใช้ทุกเครื่องมือเพื่อลดเงินเฟ้อ รัฐบาลกลับใช้นโยบายที่กระตุ้นเงินเฟ้อ จึงกลายเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่แก้ปัญหา อีกทั้งยังจะก่อปัญหาเพิ่มในอนาคตอีกด้วย ทั้งปัญหาเงินเฟ้อและหนี้สินประเทศ
ครั้งล่าสุดที่อังกฤษจัดมาตรการลดภาษีชุดใหญ่ต้องย้อนกลับไปปี 1972 ที่ส่งให้เกิดเงินเฟ้อสูง เศรษฐกิจร้อนแรงก่อนจะจบลงด้วยภาวะถดถอย จนอังกฤษต้องกู้เงินช่วยเหลือจาก IMF ก่อนจะเผชิญปัญหาเงินเฟ้อสูงอีกครั้งช่วงปลายทศวรรษ 1980 ภายหลังใช้มาตรการปรับลดภาษี
พรรคอนุรักษ์นิยมของนายกฯ ลิซ ทรัสส์ ครองอำนาจมาตั้งแต่ปี 2010 กำลังเจอการเลือกตั้งอย่างช้าที่สุดในเดือน ม.ค. 2025 ทำให้มีเวลาไม่เกิน 2 ปี ในการแสดงให้เห็นว่านโยบายบรรลุเป้าหมายและช่วยลดค่าครองชีพ เพราะว่าแม้พรรคอนุรักษ์นิยมจะครองเสียงข้างมากอยู่ แต่โพลสำรวจกลับชี้ว่ามีคะแนนนิยมตามหลังพรรคแรงงานที่เป็นฝ่ายค้าน
นักลงทุนทั่วโลกกังวลอะไรต่อสภาพเศรษฐกิจอังกฤษ
ประเด็นแรกก็คือ กังวลว่ามาตรการนี้จะไปหนุนให้อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงต่อ และ BOE ต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมากจนส่งผลเสียทำให้เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอย นักวิเคราะห์คาดว่ามีโอกาสมากขึ้นที่ BOE จะต้องประชุมฉุกเฉินนอกตารางเพื่อปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย
ประเด็นต่อมาคือ อังกฤษกำลังเกิด Twin Deficit (ขาดดุลทั้งบัญชีเดินสะพัดและขาดดุลงบประมาณ) ทั้งที่มักเป็นปัญหาที่เกิดกับประเทศกำลังพัฒนา โดยอังกฤษขาดดุลบัญชีเดินสะพัดมาอย่างยาวนาน และการดำเนินมาตรการดังกล่าวก็ต้องพึ่งพาเงินทุนจากการกู้ยืมจึงเป็นผลให้อังกฤษจะขาดดุลการคลังไปด้วย
มองไปในอนาคตอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอังกฤษที่ตอนนี้อยู่สูงกว่า 4% มีแนวโน้มสูงขึ้นจากดอกเบี้ยที่จะเพิ่มขึ้น ขณะที่หนี้สาธารณะอังกฤษก็ใกล้แตะ 100% ของ GDP แล้ว ดังนั้นอังกฤษกำลังจะมีภาระจ่ายดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นไปโดยปริยาย
เมื่อความกังวลประกอบกับแนวโน้มในอนาคตทำให้นักลงทุนตั้งคำถามต่อความมั่นคงด้านการคลัง ส่งให้นักลงทุนไม่ถือครองเงินปอนด์ ค่าเงินปอนด์จึงอ่อนยวบเป็นประวัติการณ์
แนวโน้มค่าเงินปอนด์ระยะสั้นและกลาง
ด้วยภาวะ Twin Deficit ประกอบกับการใช้นโยบายที่ไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ส่งผลให้ความรู้สึกกังวลปกคลุมตลาด ในระยะสั้นเงินปอนด์จึงมีแนวโน้มอ่อนค่าต่อแน่นอน โดยตลาดซื้อขายล่วงหน้าคาดว่ามีโอกาสที่ค่าเงินปอนด์จะไปอยู่ที่ 1 ปอนด์ต่อดอลลาร์ ภายในปี 2022 นี้
ส่วนระยะกลางนั้นต้องขอตอบว่ามีโอกาสที่ค่าเงินจะทรงตัวหรืออ่อนค่าต่อไปมากกว่าจะกลับมาแข็งค่า ทั้งนี้ระดับความเคลื่อนไหวของค่าเงินปอนด์ขึ้นอยู่กับอัตราเงินเฟ้อและวินัยทางการคลัง ซึ่งอาจรวมไปถึงรายละเอียดการปฏิรูปภาษีเพื่อแก้ปัญหาในกรณีที่มาตรการนี้ก่อให้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ
สรุป
ไม่มีประเทศไหนที่รอดพ้นปัญหาเศรษฐกิจ หากมีการใช้นโยบายเศรษฐกิจที่ไม่สอดคล้องกับพื้นฐานและสถานการณ์ของประเทศ ทางด้านไทยก็ยังไว้ใจไม่ได้เช่นกัน เพราะกำลังจะมีการเลือกตั้งในกลางปี 2023 ต้องมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการใช้จ่ายมากมายเพื่อเรียกความนิยมท่ามกลางปัญหาเงินเฟ้อ จึงเป็นเรื่องท้าทายสำหรับทั้งธนาคารกลางอังกฤษและไทยว่าจะจัดการกับความไม่เหมาะสมเช่นนี้อย่างไร
อ่านเพิ่ม