กยศ. ไม่คิดดอกเบี้ย-ค่าปรับ ใช่ทางออกการศึกษาไทยจริงหรอ ?

กยศ. ไม่คิดดอกเบี้ย-ค่าปรับ ใช่ทางออกการศึกษาไทยจริงหรอ ?

3 min read    Money Buffalo

ฉบับย่อ

  • กยศ.ก่อตั้งในปี 2538 ด้วยทุนประเดิม 3,000 ล้านบาท ด้วยวัตถุประสงค์เพื่อช่วยให้เด็กนักเรียนนักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์กู้ยืมไปเป็นทุนเล่าเรียน ใช้จ่ายเพื่อการศึกษา และใช้จ่ายในชีวิตระหว่างศึกษา
  • ปัญหาหนี้ กยศ. มาจากความยากจน ขาดวินัยทางการเงิน และทัศนคติของลูกหนี้ แต่โครงสร้างการชำระหนี้ของ กยศ. ที่สร้างมาในอดีตก็ทำให้เกิดปัญหาด้วย ซึ่งเรื่องนี้ กยศ. ก็พยายามปรับโครงสร้างการชำระมาระดับหนึ่งแล้ว
  • คนที่ได้ประโยชน์จากการยกเว้นดอกเบี้ยและเบี้ยปรับ คือ ผู้กู้ กยศ. กว่า 3.45 ล้านคน ที่ตอนนี้อยู่ระหว่างชำระหนี้ ส่วนกลุ่มที่เสียประโยชน์แน่ ๆ คือ กยศ. ที่สูญเสียรายได้ส่วนนี้ไปกว่า 6,000 ล้านบาทในแต่ละปี ซึ่งเงินนี้ เป็นหนึ่งในเงินที่กลับมาใช้เป็นเงินทุนปล่อยกู้ให้ผู้กู้รายใหม่

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile

กลายเป็นประเด็นเผือกร้อนทีเดียว เมื่อสภาผู้แทนราษฏรเห็นชอบให้แก้กฎหมายกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) โดย ไม่คิดดอกเบี้ย-ค่าปรับ เมื่อวันที่ 14 ก.ย. 2565 ที่ผ่านมา ซึ่งทันทีที่ข่าวออกมาก็มีทั้งเสียงคัดค้านและเห็นด้วย  

วันนี้ก็เลยอยากชวนทั้งคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย มาคิดไปด้วยกันว่า การแก้กฎหมายครั้งนี้ ให้ผลดี ผลเสีย ในมุมมองของคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยยังไง

ก่อนจะไปถึงเรื่องที่แก้กฎหมาย พี่ทุยอยากชวนเพื่อน ๆ ทบทวนก่อนว่า กยศ. เกิดขึ้นเมื่อไหร่ และมีไปทำไม

กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาหรือ กยศ. เกิดขึ้นมาได้อย่างไร

– ก่อตั้งตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 28 มี.ค. 2538

– มีทุนประเดิมมาจากงบประมาณแผ่นดิน 3,000 ล้านบาท

– วัตถุประสงค์กองทุนคือ ให้กู้ยืมกับนักเรียนนักศึกษาขาดแคลนทุนเล่าเรียน ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการศึกษา และค่าใช้จ่ายจำเป็นในการใช้ชีวิตระหว่างศึกษา

– เริ่มดำเนินการกองทุน ตามมติ ครม. วันที่ 16 ม.ค. 2539

– ถูกยกฐานะเป็นนิติบุคคลปี 2541 และให้อยู่ในการกำกับดูแลของกระทรวงการคลัง

– 27 ม.ค. 2560 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาใช้ พ.ร.บ. กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ. 2560 นำ กยศ.  รวมกับกองทุนเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาที่ผูกกับรายได้ในอนาคต (กรอ.) เป็น กยศ. ใหม่  โดย พ.ร.บ. นี้ มีผลบังคับใช้วันที่ 26 ก.ค. ปี 2560

กยศ. คิดดอกเบี้ยเเละค่าปรับยังไงบ้าง ?

กยศ. คิดดอกเบี้ยเเละค่าปรับยังไงบ้าง ?

ปัญหาหนี้ค้างชำระของ กยศ. เกิดขึ้นจากอะไร

พี่ทุยได้ไปลองอ่านงานวิจัย “ข้อเสนอแนวทางการแก้ไข ปัญหาหนี้ค้างชำระของ กยศ.” ที่เขียนโดย ดร.ขจร ธนะแพสย์ ฝ่ายคุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ทำไว้ดีทีเดียว เกี่ยวกับการวิเคราะห์ปัญหาและแนวทางแก้ไขประเด็นการเบี้ยวหนี้ กยศ.

งานวิจัย ระบุว่า ปัญหาเบี้ยวหนี้ มีสาเหตุมาจากความยากจน ทัศนคติ แล้วก็วินัยทางการเงิน แต่อีกประเด็นที่ต้องพูดถึง เพราะมีส่วนทำให้เกิดปัญหาคือ วิธีการการชำระหนี้ ที่พอผู้กู้จ่ายคืนเงินมาก็จะไปตัดค่าธรรมเนียมก่อน จากนั้นตัดดอกเบี้ย แล้วถึงจะตัดเงินต้น อย่างไรก็ตามถึงมีปัญหา แต่ทางออกของการเบี้ยวหนี้ กยศ. ก็ยังมีอยู่

กยศ. ไม่คิดดอกเบี้ย-ค่าปรับ ใช่ทางออกการศึกษาไทยจริงหรอ ?

ถ้าเพื่อน ๆ ย้อนกลับไปดูข่าวก่อนที่ สภาผู้แทนราษฎรจะเห็นชอบให้แก้ไขกฎหมาย โดยไม่คิดดอกเบี้ยกับเบี้ยปรับ ก็จะพบว่า ก่อนหน้านี้ฝั่ง กยศ. ก็พยายามปรับโครงสร้างตัวเองแล้ว เพื่อสนับสนุนให้ผู้กู้จ่ายหนี้ของตัวเอง

ไม่ว่าจะเป็นการยืดระยะเวลาชำระหนี้ให้ยาวขึ้น เป็นผ่อนสูงสุดนาน 30 ปี พร้อม ลดดอกเบี้ย เบี้ยปรับ ปรับลำดับการตัดชำระให้ตัดเงินต้นก่อนจะไปตัดดอกเบี้ย ส่งเสริมการออม โดยให้คำแนะนำที่จะช่วยให้ผู้กู้มีเงินออมพอมาจ่ายหนี้

นอกจากนี้ยังรณรงค์ในประเด็นส่งต่อโอกาสให้รุ่นน้องด้วยการที่รุ่นพี่จ่ายเงินคืน กยศ. และมีกิจกรรมไกล่เกลี่ยหนี้สำหรับผู้กู้ที่ขาดจ่ายหนี้จนไปถึงขั้นฟ้องร้อง

ง่าย ๆ ก็คือ ทำทุกวิถีทางชวนให้มาจ่ายหนี้เถอะ มาต่อลมหายใจกองทุนหน่อยเถอะ

ขณะเดียวกันก็มีอีกฝ่าย ออกมาแสดงจุดยืนว่า ควรยกหนี้กยศ. ไปเลย เช่น ศูนย์วิจัยรัฐสวัสดิการ ที่เสนอให้ยกเลิกหนี้ กยศ. โดยให้เหตุผลว่า การศึกษาไทยยังมีปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำ คนไทยควรได้เรียนฟรีถ้วนหน้า และคนที่ขาดโอกาสทางการศึกษาเพราะขาดเงิน แทนที่จะต้องไปเป็นหนี้เพื่อเรียน ก็ควรได้เรียนฟรี และไม่ควรมีใครได้กำไรจากบริการภาครัฐที่มาจากภาษีประชาชน

แต่ในที่สุดแล้ว แนวทางที่ออกมาจากสภาผู้แทนราษฎรรอบนี้ก็คือ ไม่ได้ยกหนี้ให้ แต่ยกดอกเบี้ยกับเบี้ยปรับให้ เรียกง่าย ๆ ก็คือ จ่ายเงินต้นมาเถอะ ฉันยอมแล้ว ฉันไม่เอาดอกเบี้ยก็ได้

คราวนี้ถ้าลองวิเคราะห์ว่า ใช้วิธียกเว้นดอกเบี้ยกับเบี้ยปรับแบบนี้แล้ว ใครจะได้ประโยชน์ หรือเสียประโยชน์อะไรบ้าง

กยศ. ไม่คิดดอกเบี้ย-ค่าปรับ ใช่ทางออกการศึกษาไทยจริงหรอ ?

กยศ. ไม่คิดดอกเบี้ย-ค่าปรับ ใช่ทางออกการศึกษาไทยจริงหรอ ?

ฝ่ายที่ได้ประโยชน์จาก กยศ. ไม่คิดดอกเบี้ย-ค่าปรับ

พี่ทุยก็ต้องบอกว่า ประโยชน์จริง ๆ ของการทำเช่นนี้ ก็จะตกอยู่กับผู้กู้ที่กำลังจ่ายหนี้อยู่ตอนนี้ โดยเฉพาะกลุ่มที่มีปัญหาผิดนัดชำระหนี้นาน จนตอนนี้จ่ายไปก็ได้แค่จ่ายดอกเบี้ย ตัดเงินไม่ถึงเงินต้นซะที 

จากข้อมูลในเว็บไซต์ กยศ. ข้อมูล ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2565 ตอนนี้มีผู้กู้ยืมกว่า 3.45 ล้านคน หรือ 56% ของผู้กู้ทั้งหมดที่กู้ยืมเงินกองทุนไป อยู่ระหว่างการชำระหนี้ โดยมียอดหนี้คงเหลือจำนวน 337,857 ล้านบาท กลุ่มนี้มีถึงกว่า 1 ล้านคน ที่กำลังถูกดำเนินคดีและถูกฟ้องคดีจากการเบี้ยวหนี้  

อีกกลุ่มที่ได้ประโยชน์ ก็คงเป็น ผู้ค้ำประกัน เช่น ครูหลายคน ที่เคยเป็นข่าวว่า ไปค้ำประกันให้เด็กกู้ กยศ. แล้วเด็กไม่ยอมใช้หนี้คืน จนครูที่ไปค้ำประกันถูกไล่บี้ให้จ่ายหนี้แทน กฎหมายนี้ก็จะช่วยลดภาระให้คนกลุ่มนี้ได้

ฝ่ายที่เสียประโยชน์จากการยกเว้นดอกเบี้ยและเบี้ยปรับหนี้ กยศ.

ส่วนที่เสียประโยชน์ ก็ต้องบอกตรง ๆ ว่า กยศ. นั่นแหละ เพราะเดิมดอกเบี้ยและเบี้ยปรับ ก็เป็นรายได้ส่วนหนึ่งที่กองทุนหมุนนำกลับมาเป็นเงินปล่อยกู้ให้กับนักเรียน นักศึกษากลุ่มใหม่ที่จะเข้ามากู้ กยศ.

มีข้อมูลจาก คุณชัยณรงค์ กัจฉปานันท์ ผู้จัดการ กยศ. ที่ให้ไว้ผ่านสื่อ ระบุว่า แต่ละปี กยศ. จะมีสภาพคล่องที่มาจากการชำระหนี้เงินกู้ 4 หมื่นล้านบาท ซึ่งในจำนวนนี้จะมาจากดอกเบี้ยและเบี้ยปรับ 6 พันล้านบาท ถ้ายกเว้นดอกเบี้ยกับเบี้ยปรับไปแล้ว ก็แปลว่า รายได้ส่วนนี้ก็จะหายไป

เห็นตัวเลขแล้ว พี่ทุยว่า ก็คงมีคนเป็นห่วงไม่น้อย เพราะรายได้ กยศ. จะหายไป 15% เลยทีเดียว ดังนั้นก็เป็นหน้าที่ของ กยศ. ที่ต้องไปปรับแผนงานใหม่ ว่าจะทำยังไงให้หารายได้เข้ามาเติมเต็มส่วนที่ขาดไปได้ ซึ่งก็มีบางฝ่ายมองในแง่ดีว่า การยกเว้นดอกเบี้ยและเบี้ยปรับ อาจจะจูงใจให้ผู้กู้รีบจ่ายเงินต้นให้หมดเร็วขึ้น ทำให้ กยศ. มีเงินเพียงพอจะไปหมุนเวียนปล่อยกู้ให้นักเรียน นักศึกษารุ่นใหม่ได้

โดยรวมแล้ว การออกกฎหมายเพื่อมาแก้ปัญหาที่หมักหมมมานานหลายสิบปีด้วยวิธีนี้ พี่ทุยเชื่อว่า มันก็มีทั้งข้อดีและข้อเสียในตัว           

นอกจากข้อดีและข้อเสียที่พี่ทุยยกตัวอย่างมาแล้ว มีอีกประเด็นหนึ่งที่ไม่พูดถึงเลยก็ไม่ได้คือ การไปสร้างพฤติกรรมการเงินที่ไม่ดี ซึ่งนี่เป็นประเด็นที่น่าเป็นห่วง

จากหลักการที่ถูกต้องคือ “เมื่อคนไปกู้ยืมเงินมา ก็ต้องจ่ายคืนพร้อมกับดอกเบี้ยตามที่ตกลงกัน” 

แต่เมื่อรัฐบาลจัดทางด่วน เอาใจคนกู้ด้วยการไม่ต้องจ่ายแล้วดอกเบี้ยกับเบี้ยปรับ เอาเงินต้นมาอย่างเดียว ก็อาจจะไปชี้ช่องทำให้คนกู้ยืมรู้สึกเคยตัวว่า ถ้าฉันมีหนี้ ฉันไม่มี ฉันก็ไม่จ่าย แล้วรอให้เจ้านี้ หรือรัฐบาลมาเจรจา ทำอะไรสักอย่างเพื่อให้ฉันไม่ต้องจ่ายสิ่งที่ฉันควรจ่ายก็ได้เช่นกัน

ส่งผลให้ในอนาคตอาจจะเกิดปัญหากับพฤติกรรมการชำระหนี้ประเภทอื่น ๆ ตามมา สุดท้ายคนก็ไม่มีวินัย ปัญหาก็จะลุกลามสั่นคลอนทั้งระบบการเงิน

แต่ถ้าคำนึงถึงว่า กยศ. ก่อตั้งเพื่อมาแก้ไขปัญหาด้านความเหลื่อมล้ำในการเข้าไม่ถึงการศึกษาของไทย ผนวกกับสภาพเศรษฐกิจช่วงไม่กี่ปีนี้ ที่อาจทำให้ผู้กู้ขาดรายรับจนไม่สามารถจ่ายหนี้ไหวได้จริง ๆ การยกหนี้ส่วนดอกเบี้ยและค่าปรับก็อาจจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้กับคนกลุ่มนี้ได้เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม พี่ทุยฝากถึงคนที่เป็นหนี้ กยศ. และกำลังอยู่ระหว่างใช้หนี้ว่า เมื่อมีการยกเว้นดอกเบี้ยและเบี้ยปรับให้แล้ว น่าจะใช้โอกาสนี้ใช้หนี้ให้หมด ก่อนนโยบายจะเปลี่ยน เพื่อให้ กยศ. นำเงินก้อนนี้ส่งมอบโอกาสทางการศึกษาให้คนอื่นเหมือนดังที่เราได้รับมา 

สุดท้ายนี้ ถ้าเราจัดระเบียบการเงินได้ดีจากรายได้ที่มีอยู่ จนสามารถใช้หนี้ กยศ. ได้หมดตามแผนที่ควรจะเป็น นั่นก็เป็นก้าวหนึ่งที่ทำให้เห็นว่า เรามีวินัยการเงิน ซึ่งคนที่มีวินัยเรื่องการใช้หนี้แบบนี้ ก็พอจะทำนายได้ว่า อนาคตทางการเงินจะไม่ลำบากแน่นอน เพราะมันแปลว่าคนนั้นบริหารจัดการเงินในมือที่มีอยู่เป็น

อ่านเพิ่ม

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile