เมื่อต้นเดือน 5 ส.ค.ที่ผ่านมา บริษัทที่เรารู้จักกันในด้านอีคอมเมิร์ซรายใหญ่ของโลกอย่าง Amazon ประกาศเข้าซื้อกิจการบริษัท iRobot ผู้ผลิตเครื่องดูดฝุ่นชื่อดังในสหรัฐที่ใช้ชื่อแบรนด์ว่า Roomba
ในไทย แม้ Roomba ไม่ได้ฮิตเท่าแบรนด์จีนแบบ Roborock หรือ Xiaomi แต่ Roomba ก็นับเป็นโรบอทดูดฝุ่นชื่อดังในสหรัฐและมักปรากฏตามภาพยนตร์หรือซีรีส์ เช่น ใน Loki ที่เทพแห่งความลวงเรียก Roomba ออกมาจากชั้นวางสินค้าพร้อมหัวเราะขำ
โดยมูลค่าที่ Amazon เข้าซื้อในครั้งนี้อยู่ที่ 1,700 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 6 หมื่นล้านบาทเลยทีเดียว
พี่ทุยจะมาเล่าให้ฟังว่าทำไม Amazon ต้องควักกระเป๋าซื้อบริษัทเครื่องดูดฝุ่นด้วย และคำตอบก็วางอยู่บนพื้นฐานธุรกิจที่ Amazon ต้องการจะไป และอยู่บนพื้นฐานเทคโนโลยีที่ทั้งสองฝ่ายต่างทำได้
Amazon มุ่งสู่ผู้นำสมาร์ทโฮม
สมาร์ทโฮม (Smart home) คือการนำอินเตอร์เน็ตเข้ามาช่วยเหลือให้บ้านของเราอัจฉริยะมากยิ่งขึ้น สามารถสั่งการและควบคุมได้จากระยะไกล ไม่ว่าจะเป็นดวงไฟในแต่ละจุด ไปจนถึงการสั่งเปิดปิดโทรทัศน์และรายการต่าง ๆ ซึ่งสามารถควบคุมได้จากสมาร์ทโฟน หรือสั่งการด้วยเสียง
ในการสั่งการด้วยเสียง จะมีอุปกรณ์ตัวหนึ่งที่เป็นเหมือนลำโพงสปีกเกอร์ เช่น Echo ของ Amazon ที่มาพร้อมกับผู้ช่วยอัจฉริยะอย่าง Alexa เหมือนกับ Siri ของ Apple และ J.A.R.V.I.S. ของ Iron Man
“Alexa เปิดไฟในครัวให้หน่อย” หรือ “Alexa วันนี้อากาศเป็นอย่างไรบ้าง” เป็นตัวอย่างของคำสั่งพื้นฐานที่ผู้ใช้สามารถสั่งการสมาร์ทดีไวซ์ตัวนี้ได้
Amazon ได้เริ่มพัฒนาอุปกรณ์ตัวนี้มาตั้งแต่ปี 2011 และเปิดตัวอย่างเป็นทางการครั้งแรกในปี 2014 โดยเริ่มแรกวางขายให้แค่สมาชิก Amazon Prime ในฐานะสิทธิประโยชน์ของสมาชิกที่เสียเงินให้กับเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ Amazon ก่อนที่จะวางขายให้แก่บุคคลทั่วไป
ไม่นานหลังจากนั้น Amazon ก็ได้ประกาศเข้าซื้อบริษัทมากมายที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับ Smart Home เช่น การเข้าซื้อสตาร์ทอัพด้านความปลอดภัยในบ้าน อาทิ กล้องวงจรปิดขนาดเล็กอย่าง Blink เมื่อปี 2017 การเข้าซื้อบริษัทผู้ผลิตกล้องที่กริ่งประตูอย่าง Ring ในปี 2018 และ Eero ผู้ผลิตเราท์เตอร์ wi-fi ที่แก้ปัญหาเรื่องจุดอับสัญญาณในบ้านภายในกล่องเดียว เมื่อปี 2019
การเข้าซื้อ iRobot จะช่วยให้ Amazon ยกระดับสมาร์ทโฮมไปอีกครั้ง
หุ่นยนต์ดูดฝุ่นเพิ่มเติมในส่วนที่ขาด
ในการผลิตหุ่นยนต์ดูดฝุ่นมีแค่ 3 อย่างก็สามารถนำออกมาขายได้แล้วในราคาถูก คือ เครื่องดูดฝุ่น (ที่มาพร้อมกับถังเก็บฝุ่น) ล้อ และตัวรับที่พอหุ่นยนต์ไปชนอะไรเข้า ก็จะส่งสัญญาณไปที่ล้อให้เปลี่ยนทิศทาง เพียงเท่านี้ ก็ได้หุ่นยนต์ราคาถูกมาแล้วตัวหนึ่ง ซึ่งหาซื้อได้ทั่วไปในราคาไม่เกิน 1,000 บาทด้วยซ้ำ
แต่หุ่นยนต์ทำความสะอาดที่มีประสิทธิภาพสูง ไม่ได้หยุดอยู่ที่ปัจจัย 3 อย่างขั้นต้นเพียงเท่านั้น แต่ยังต้องอาศัย “เซนเซอร์” อีกหลายชนิด เพื่อให้หุ่นยนต์ทำความสะอาดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด
เซนเซอร์ประกอบด้วยกันหลายตัว ตั้งแต่เซนเซอร์ใต้ฐานที่ใช้วัดความสูงระหว่างพื้นกับหุ่นยนต์ ป้องกันไม่ให้หุ่นยนต์ร่วงตกบันได ไปจนถึงเซนเซอร์ที่ทำหน้าที่สแกนห้อง เพื่อไม่ให้หุ่นยนต์ทำความสะอาดอย่างไร้ทิศทาง ทำความสะอาดจุดเดิม และมีจุดที่ยังไม่เข้าไปทำความสะอาด
ในหุ่นยนต์ที่มีราคาแพงหน่อย จะมาพร้อมแอปพลิเคชันที่ทำให้เราสามารถมองแผนผังของห้องเราได้จากสมาร์ทโฟน และสั่งการโรบอทให้ทำความสะอาดเฉพาะจุดได้ รวมถึงในรุ่นที่ราคาแพงจัด ๆ ก็จะมีกล้องที่สามารถดูในมุมมองของหุ่นยนต์ ประหนึ่งเป็นกล้องวงจรปิดได้ไปอีก
ความสามารถในการสแกนห้องและสร้างแผนผังทำให้หุ่นยนต์รู้ว่าอะไรอยู่ตรงไหน เฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่ของห้องนี้อยู่ตรงไหน ห้องมีขนาดกว้างเท่าไร กลายเป็น “ข้อมูล” มหาศาลที่เป็นประโยชน์ต่อการทำให้บ้าน “สมาร์ท” อย่างถึงที่สุด
เพราะในปัจจุบัน แม้เราสามารถสั่งให้ Alexa ช่วยเปิดไฟให้เราได้ แต่ทั้งตัวอุปกรณ์อย่าง Echo และผู้ช่วยอัจฉริยะ ไม่รู้ว่าหลอดไฟดังกล่าวนั้นอยู่ตรงไหนกันแน่ในบ้านหลังนี้ รู้เพียงแค่มีหลอดไฟอัจฉริยะที่เชื่อมต่อไว้กับอุปกรณ์เท่านั้น
Amazon กับข้อมูลมหาศาล จาก iRobot
สำหรับบริษัทอีคอมเมิร์ซอย่าง Amazon แล้ว ข้อมูลแผนผังบ้านที่ได้มา นอกจากจะช่วยพัฒนา Echo และ Alexa ให้ฉลาดมากยิ่งขึ้นแล้ว ยังสามารถใช้ในการขายสินค้าต่าง ๆ ได้อีกด้วย
เช่น ข้อมูลขนาดความกว้างใหญ่ของบ้าน สามารถบ่งบอกได้คร่าว ๆ ว่าเจ้าของบ้านร่ำรวยมากน้อยแค่ไหน ข้อมูลเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่ในบ้านว่ามีมากน้อยแค่ไหน ถ้าบ้านยังว่าง ๆ อยู่ ก็อาจหมายถึงว่ากำลังมองหาเฟอร์นิเจอร์มาใส่เพิ่มอยู่ก็เป็นไปได้ หรือการที่มีของชิ้นเล็ก ๆ อยู่เต็มพื้น ก็อาจบ่งชี้ได้ว่า บ้านหลังนี้มีเด็กอยู่
ข้อมูลที่ยกตัวอย่างมาข้างต้น สามารถกลายเป็นมาเป็นโฆษณาที่ตรงจุด กระตุ้นผู้ใช้ให้ใช้จ่ายได้ เช่น ของเล่นสำหรับบ้านที่มีเด็ก เฟอร์นิเจอร์สำหรับบ้านที่ยังโล่ง ๆ อยู่ หรือของใช้ราคาแพงสำหรับบ้านที่มีขนาดใหญ่ เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะบริษัทใดก็ตาม หากถือข้อมูลของลูกค้าอยู่อย่างมหาศาลย่อมทำให้เกิดความกังวลตามมา อย่างที่เว็บไซต์ของนิตยสาร Wired รายงานว่า Amazon มีประวัติการซื้อบริษัทเทคโนโลยีที่ทำให้เกิดคำถามเรื่องความปลอดภัยข้อมูลส่วนบุคคลตามมา
เช่น ในเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา Ring ผู้ผลิตกล้องที่กริ่งประตู ได้ยอมรับว่า ทางบริษัทแบ่งปันข้อมูลฟุตเทจวิดีโอให้กับทางตำรวจจริง โดยที่ไม่มีหมายศาลมาขอก่อนเสียด้วยซ้ำ ซึ่งสร้างความกังวลในด้านสิทธิมนุษยชน
ทางด้าน Amazon แม้ไม่ได้เปิดเผยกับนิตยสาร Wired ว่าจะนำข้อมูลที่ได้จากการเข้าซื้อ iRobot ไปใช้ประโยชน์ในด้านใดต่อ แต่ก็ยืนยันว่าจะรักษาความเป็นส่วนตัวของลูกค้าไว้อย่างดี เพราะเป็นเรื่องความน่าเชื่อถือ
อ่านเพิ่ม