ข่าวหน้าหนึ่งที่ร้อนแรงที่สุดวันศุกร์ที่ 8 ก.ค. 2022 หนีไม่พ้น ข่าวที่อดีตนายกรัฐมนตรี “ชินโซ อาเบะ” (Shinzo Abe) ของญี่ปุ่น ถูกลอบยิง ขณะที่ไปกล่าวรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งในนามของพรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) ที่เมืองนารา ซึ่งอยู่ใกล้กับเกียวโต ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งสภาสูงเกิดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 10 ก.ค. 2022 จนเป็นผลทำให้อดีตนายกท่านนี้ถึงแก่อสัญกรรมในวัย 67 ปี
วันนี้เพื่อเป็นการแสดงความไว้อาลัยให้กับอดีตนายกรัฐมนตรี Abe พี่ทุยก็เลยอยากจะหยิบยกผลงานในอดีตที่ท่านเคยฝากเอาไว้กับญี่ปุ่นมาเล่าให้ทุกคนฟังกันหน่อย
Shinzo Abe นั้น เกิดวันที่ 21 ก.ย. 1954 ที่กรุงโตเกียว ญี่ปุ่น จะเรียกว่าเขาเกิดในครอบครัวของนักการเมืองก็ว่าได้ โดยปู่ของเขา Kishi Nobusuke ก็เคยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมาก่อน ในช่วงปี 1957-1960 ส่วนลุงของเขา Sato Eisaku ก็เคยเป็นนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นในช่วงปี 1964-1972
ส่วนตัว Abe เอง นับว่าเป็นผู้ที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรียาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติญี่ปุ่น โดยเขาดำรงตำแหน่งนี้ในสภาถึง 2 สมัย สมัยแรกคือช่วงปี 2006-2007 จากนั้นก็กลับมาดำรงตำแหน่งอีกครั้งอย่างยาวนานในช่วงปี 2012-2020
ประวัติ “ชินโซ อาเบะ”
เกิด : 21 ก.ย. 1954
เป็นนายกรัฐมนตรี 2006-2007 และ 2012-2020
เสียชีวิต 8 ก.ค. 2022 ในวัย 67 ปี
การดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีครั้งแรกของ “ชินโซ อาเบะ”
Abe นั้น จัดเป็นนักการเมืองแนวอนุรักษ์นิยม โดยในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสมัยแรกของเขา เขาจัดเป็นคนหนุ่มที่เกิดหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 คนแรกที่ได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งหลังจากขึ้นมาดำรงตำแหน่งนี้ เขาพยายามกระชับความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ สนับสนุนสหรัฐฯ คว่ำบาตรเกาหลีเหนือ ในประเด็นการทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ ด้วยการห้ามไม่ให้เรือเกาหลีเหนือเข้ามาเทียบท่าทุกท่าเรือในญี่ปุ่น
นอกจากนี้เขายังให้คำมั่นแก้ไขรัฐธรรมนูญหลังสงคราม ที่มีการกำหนดข้อจำกัดทางการทหารเอาไว้อย่างเข้มงวด ทั้งยังสัญญาว่าจะสนับสนุนระบบบำเหน็จบำนาญและประกันสุขภาพของประเทศด้วย
อย่างไรก็ตามในการดำรงตำแหน่งรอบนั้น รัฐบาลของเขาเข้าไปพัวพันกับเรื่องอื้อฉาวในที่สาธารณะ และเรื่องอื้อฉาวทางการเงิน ขณะที่ฝ่ายบริหารถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าตอบสนองช้า กับกรณีที่มีการค้นพบว่า รัฐบาลบันทึกเงินบำนาญของคนหลายล้านคนไม่ถูกต้องมาเป็น 10 ปี
ด้วยเหตุนี้จึงทำให้พรรค LDP ของเขาสูญเสียเสียงข้ามากในสภาสูงไป และในที่สุด Abe ก็ต้องประกาศลาออกจากตำแหน่งในเดือน ก.ย. 2007
การกลับมาครั้งที่ 2 ของ Abe พร้อมกับ ‘Abenomics’
ในการกลับมาดำรงตำแหน่งครั้งที่ 2 นั้น สิ่งแรกที่เขาทำคือการไปเยือน Yasukuni Shrine ศาลเจ้ายาสุคุนิ ซึ่งเป็นที่ตั้งของอนุสรณ์สถานทหารญี่ปุ่นที่เสียชียวิตในสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยการไปเยือนที่นี่ ทำให้เกิดการประท้วงประณามในประเทศอื่นในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซี่งเคยเป็นอดีตประเทศที่ถูกญี่ปุ่นรุกราน เช่น จีนและเกาหลี
หลังจากนั้นชนวนความขัดแย้งก็ยิ่งรุนแรงขึ้น เมื่อ Abe มีการหยิบยกประเด็นอำนาจอธิปไตยบนหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิกขึ้นมาพูดถึง ซึ่งเป็นทำให้เกิดความบาดหมางกับจีน
เรียกได้ว่า ถ้าเป็นในเชิงนโยบายระหว่างประเทศของ Abe แล้ว เขาเป็นมิตรกับทางฝั่งสหรัฐฯ เต็มที่ แต่เป็นคู่ปรับกับจีนแบบชัดเจน
แล้วถ้ามาดูในเชิงเศรษฐกิจว่าเขาทำอะไรบ้างระหว่างที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ก็พบว่า Abe เป็นนายกรัฐมนตรีที่มีนโยบายชัดเจนมาก ๆ ในการกระตุ้นเศรษฐกิจญี่ปุ่น ด้วยเป้าหมายต้องการให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นหลุดพ้นจากภาวะเงินฝืด ด้วยนโยบายที่รู้จักกันทั่วโลกในนาม Abenomics
นโยบาย Abenomics นั้น เกิดขึ้น หลังจากที่หมู่เกาะฮอนชู ภูมิภาคโทโฮกุ ทางตะวันออกเฉียงเหนือ เจอแผ่นดินไหวและสึนามิในปี 2011 โดยในครั้งนั้น โรงไฟฟ้าฟูกุชิมะที่ญี่ปุ่นก็เกิดระเบิดเสียหายหนักไปด้วย ซึ่งก็สร้างความเสียหายให้กับเศรษฐกิจญี่ปุ่นมหาศาลทีเดียว
ทำให้ Abe ตัดสินใจออกมาตรการมาเพื่อหวังชุบชีวิตเศรษฐกิจญี่ปุ่นที่ย่ำแย่ และเร่งการฟื้นตัวจากเหตุการณ์
ที่มาของคำว่า Abenomics นั้น ก็มาจาก ชื่อของ Abe + Economics แปลง่าย ๆ ตรงตัวก็คือนโยบายเศรษฐกิจของ Abe นั่นเอง
นโยบาย Abenomic มีจุดประสงค์อะไรบ้าง ?
- เร่งอัตราเงินเฟ้อ
- ยอมให้ค่าเงินเยนอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์และสกุลเงินตราต่างประเทศอื่น ๆ
- เพิ่มปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจ
- รัฐบาลเดินหน้าใช้จ่ายโครงการสาธารณะขนาดใหญ่ที่มีการจ้างงานคนจำนวนมาก
จากนโยบายที่ Abe ออกไป ทำให้รัฐบาลได้รับคะแนนนิยมในการเลือกตั้งสภาสูงเพิ่มขึ้น ไปอีก เพราะนโยบายนี้ทำให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นกลับมาแข็งแกร่งในปี 2013 จนถึงช่วงช่วงครึ่งแรกของปี 2014 และทำให้อัตราการว่างงานในญี่ปุ่นลดลงไป
อย่างไรก็ตามในช่วงหลังจากนั้นรัฐบาลของ Abe มีการขึ้นภาษีการบริโภคแห่งชาติเป็นครั้งที่ 2 ในช่วงเดือน เม.ย. 2014 เป็นไปตามประกาศที่จัดทำโดยรัฐบาลชุดก่อนหน้านั้นที่ทำไว้ในช่วงปี 2012 ที่จะให้มีการขึ้นภาษีทั้งหมด 3 ขั้น
ด้วยเหตุนี้ก็ทำให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นได้รับผลกระทบในช่วงที่เหลือของปี และหลังจากนั้นประเทศญี่ปุ่นก็เข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย ทำให้คะแนนความนิยมของ Abe ลดลง จนเขาต้องตัดสินใจยุบสภาผู้แทนราษฎร และเปิดทางให้มีการเลือกตั้งใหม่
แต่หลังจากนั้น Abe ก็ชนะการเลือกตั้งและกลับเข้ามารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้อีกครั้ง โดยในครั้งนั้นจำนวนผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งน้อยเป็นประวัติการณ์
สิ่งที่รัฐบาล Abe ทำหลังจากนั้นก็คือ คณะรัฐมนตรีได้มีการอนุมัติการตีความมาตราสันติภาพในรัฐธรรมนูญใหม่ ในปี 2014 ซึ่งเปิดทางให้ญี่ปุ่นใช้กำลังทหารได้ง่ายขึ้น หากประเทศถูกโจมตีหรือคุกคาม อย่างไรก็ตามก็มีประชาชนที่ออกมาคัดค้านมาตรการนี้
จากนั้นในปี 2015 รัฐบาลของ Abe ก็เผชิญกับความขัดแย้งในประเด็นสนามกีฬาแห่งใหม่ในโตเกียว เพื่อรองรับการเป็นเจ้าภาพจัดแข่งขันกีฬาโอลิมปิกในปี 2020 โดยสาธารณชนมีความกังวลเกี่ยวกับต้นทุนการก่อสร้างสนามกีฬาแห่งหนึ่งที่สูงมาก
แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้น Abe ก็ยังคงนั่งอยู่ในตำแหน่งเดิมได้อย่างแข็งแกร่ง ในฐานะหัวหน้าพรรค LDP และเป็นนายกรัฐมนตรีอยู่ต่อไป
Abe ยังคงนั่งอยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นได้นาน จนกระทั่งในเดือน ส.ค. 2020 ที่เขาประกาศลาออกจากตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี ด้วยเหตุผลทางสุขภาพ เนื่องจากเขามีอาการลำไส้ใหญ่บวมเป็นแผล
ก่อนที่นายกรัฐมนตรี Suga Yoshihide จะมารับไม้ต่อ จากนั้นก็เปลี่ยนผ่านตำแหน่งมาสู่ Kishida Fumio นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน ซึ่งชนะการเลือกตั้งหัวหน้าพรรค LDP คนล่าสุด
ผลของ Abenomics ช่วยเศรษฐกิจญี่ปุ่นจริง ๆ หรือ ?
ถ้าดูรวม ๆ เกี่ยวกับ Abenomics แล้ว จะเรียกว่าเป็น QE แบบฉบับญี่ปุ่นก็ไม่น่าจะผิด โดยถ้าถามว่า ผลของ Abenomics นั้นเป็นยังไงบ้างกับเศรษฐกิจญี่ปุ่น ก็ต้องบอกว่า เป็น “มาตรการที่ประสบความสำเร็จในแง่การสร้างความคาดหวัง” แต่ในเชิงปฏิบัติกลับไปไม่ถึงดวงดาว
แม้จะไม่ใช่นโยบายที่ประสบความสำเร็จ แต่ก็ไม่ได้ล้มเหลวไปเสียหมด เพราะผลพวงบางอย่างก็ยังคงมีผลมาจนถึงทุกวันนี้ อย่างเช่นที่เรายังได้เห็นธนาคารกลางญี่ปุ่น ใช้นโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณ อัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจต่อไป ผ่านการซื้อพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่น
แต่ถ้ามองในมุมเรื่องเงินเฟ้อก็ยังไม่สำเร็จตามเป้าหมาย เพียงแต่มีความคาดหวังเห็นเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นแล้ว ส่วนในเชิงอัตราดอกเบี้ย นั้นเห็นผลจริง ๆ เพราะนโยบาย Abenomics เน้นกระตุ้นเศรษฐกิจ ก็เลยไปทำให้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากติดลบ เรียกว่า ฝากเงินในญี่ปุ่น นอกจากไม่ได้ดอกเบี้ยแล้ว ยังต้องเสียค่าฝากเงินอีก
พอมาดูในแง่เศรษฐกิจจริง ๆ ก็พบว่า Abenomics ไม่ได้มีผลโดดเด่นเท่าไหร่ แต่ก็ทำให้เราได้เห็นผลเกิดขึ้นบ้าง เช่น ในแง่ของการทำให้เงินเยนอ่อนค่าลงเทียบกับเงินดอลลาร์และสกุลเงินตราต่างประเทศอื่น ๆ
ซึ่งก็มีผลทำให้ญี่ปุ่นมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าไปมากขึ้น สร้างรายได้ท่องเที่ยวได้ดีทีเดียว และเป็นผลดีต่อภาคการส่งออกญี่ปุ่น โดยเฉพาะด้านการส่งออกยานยนต์ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจญี่ปุ่นเช่นกัน แต่ทั้งหมดนี้ก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นชั่วคราวเท่านั้น พอเงินเยนกลับมาแข็งค่าขึ้น ส่งออกก็ไม่ได้ดีดังใจญี่ปุ่นหวังเช่นเดิม
แต่ส่วนหนึ่งจะโทษนโยบายอย่างเดียวเลยก็คงไม่ได้ เพราะปัจจัยสำคัญที่มีผลกับเศรษฐกิจญี่ปุ่นก็คือปัญหาเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจญี่ปุ่น ที่เป็นสังคมผู้สูงอายุ มีประชากรวัยทำงานน้อย ทำให้ความสามารถในการแข่งขันเสียเปรียบคู่แข่งรอบ ๆ ตัว ที่ประชากรยังอยู่ในวัยทำงาน และประเทศเหล่านั้นก็มีต้นทุนค่าแรงถูกกว่า
ไม่มี Abe แล้วจะมีผลอะไรกับญี่ปุ่นมั้ย
เมื่อ Abe ไม่อยู่แล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นทันทีหลังจากที่ Abe ถูกลอบยิงก็คือ ตลาดมองว่าเมื่อไม่มี Abe แล้วอาจจะทำให้ธนาคารกลางญี่ปุ่นสูญเสียเสียงสนับสนุนในการใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายสุด ๆ อย่างที่ทำอยู่ ซึ่งเงินเยนก็แข็งค่าขึ้นทันที
ขณะที่นักวิเคราะห์บางคนก็มองว่า เหตุการณ์ครั้งนี้น่าจะมีผลทำให้ ค่าเงินญี่ปุ่นมีโอกาสแข็งค่าขึ้นอีก ส่วนตลาดหุ้นญี่ปุ่นก็อาจจะปรับลดลง ด้วยมุมมองที่คนจับตาว่าธนาคารกลางญี่ปุ่นจะเอายังไงต่อไป จะยังดึงดันผ่อนคลายทางการเงินต่อไปมั้ย
อย่างไรก็ตาม Abe ไม่ใช่นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันแล้ว ดังนั้นเขาก็อาจจะไม่ได้มีผลโดยตรงกับการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจและการเงินในเวลานี้ ดังนั้นผลที่เราเห็นเกิดขึ้นในตลาดญี่ปุ่นในเวลานี้ ก็อาจจะเป็นแต่ความตกใจระยะสั้นเท่านั้น ไม่ได้มีผลกับตลาดในระยะยาว
สุดท้ายนี้พี่ทุยก็ต้องขอกล่าวแสดงความเสียใจกับการจากไปของอดีตนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นท่านนี้ด้วย
อ่านเพิ่ม