ถ้าไปส่องดูทั่วโลกว่า มีประเทศไหนบ้างที่ตอนนี้กำลังเผชิญวิกฤติเศรษฐกิจอย่างหนักนอกเหนือจากศรีลังกา พี่ทุยก็คิดว่า “อียิปต์” ก็เป็นอีกประเทศที่อาการกำลังจะเข้าขั้นโคม่า วันนี้ก็เลยอยากจะหยิบเรื่องราวของอียิปต์มาแชร์ เผื่อทุกคนจะเห็นภาพกันชัดขึ้นว่า “เศรษฐกิจอียิปต์” มาถึงจุดนี้ได้ยังไง
พี่ทุยต้องขอย้อนไปไกล ๆ ในช่วงปี 2011 เลย ซึ่งช่วงนั้นเกิดเหตุการณ์ Arab Spring ที่คนในชาติอาหรับออกมาประท้วงและเกิดจลาจลในหลายประเทศ ซึ่งอียิปต์ก็เป็นหนึ่งในนั้น ที่มีการประท้วงขับไล่ประธานาธิบดี Hosni Mubarak ที่ปกครองประเทศมายาวนานกว่า 30 ปี เพราะไม่พอใจในการบริหารประเทศ ซึ่งในช่วงเวลานั้น อียิปต์ก็มีปัญหาเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ ข้าวยากหมากแพงอยู่แล้ว
ในที่สุดเหตุการณ์นั้นก็นำมาสู่การปฏิวัติ ประธานาธิบดีต้องลงจากตำแหน่งไป ขณะที่กองทัพ หรือ The Supreme Council of the Armed Forces (SCAF) เข้ามาทำหน้าที่รักษาการปกครองประเทศชั่วคราว
และหลังจากนั้นในปี 2012 Mohamed Morsi ก็ได้ก้าวขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีคนต่อไป แต่อยู่ในตำแหน่งได้ไม่นาน ปี 2013 ก็ถูกกองทัพรัฐประหารยึดอำนาจคืนกลับไป เพราะไม่พึงพอใจกับแนวทางของประธานาธิบดีคนนี้
และจากนั้นเป็นต้นมาตำแหน่งประธานาธิบดีก็ตกเป็นของ Abdel Fattah el-Sisi ซึ่งเป็นผู้นำกองทัพในสมัยนั้นที่กำลังเกษียณ จนถึงปัจจุบัน ขณะที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจแทบทุกอย่างดูเหมือนจะถูกครอบงำโดยกองทัพไปเสียหมด ตั้งแต่โครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ไปจนถึงสินค้าและบริการ
“เศรษฐกิจอียิปต์” ถูกผูกขาดกับรัฐบาลทหาร
จากการที่เศรษฐกิจของอียิปต์ถูกครอบงำด้วยกองทัพไปเสียหมดนี่เอง ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้อียิปต์มีปัญหาในเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจในระยะยาว
บริษัทไหนที่เป็นของกองทัพไม่ต้องจ่ายภาษี ในขณะที่บริษัทเอกชนที่ดำเนินธุรกิจต้องจ่ายภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีนำเข้าต่าง ๆ ซึ่งก็ทำให้ดำเนินธุรกิจ แข่งขันเชิงพาณิชย์ได้ยาก
เมื่อเอกชนทำธุรกิจแข่งขันได้น้อย ก็เลยทำให้การจ้างงานในอียิปต์ไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก ขณะที่การบริหารงานของรัฐบาลอียิปต์มีการใช้งบประมาณขาดดุล ก่อหนี้มาอย่างต่อเนื่องยาวนาน โดยที่ระหว่างทางการก่อหนี้ ได้รับความช่วยเหลือทางการเงินอย่างดีจากกลุ่มพันธมิตรในอ่าวอาหรับ
แต่ก็มีช่วงปี 2016 ที่ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่า ขณะที่กลุ่มพันธมิตรในอ่าวอาหรับให้ความช่วยเหลือทางการเงินกับอียิปต์น้อยลง ทำให้อียิปต์หันไปกู้เงินกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) 12,000 ล้านดอลลาร์
โดยในครั้งนั้น อียิปต์ยอมลอยตัวค่าเงิน แล้วก็ออกภาษีใหม่เพื่อเพิ่มรายได้เข้าประเทศ รวมถึงลดการให้เงินอุดหนุนด้านพลังงาน เพื่อทำตามข้อแม้ให้ได้เงินกู้มา ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวก็ทำให้อียิตป์เจอภาวะเงินเฟ้อสูงเกิน 30% เกือบตลอดปี 2017
อย่างไรก็ตาม จากการที่เงินดอลลาร์อ่อนค่าลงอีกในช่วงปลายปี 2017 ขณะที่ช่วงเวลานั้นเศรษฐกิจอียิปต์ดีขึ้น การว่างงานลดลง ก็เลยทำให้อียิปต์ลดการขาดดุลลงไปมาก ส่วนเงินเฟ้อก็ปรับลดลงอย่างรวดเร็ว
ดูเหมือนอะไร ๆ ก็กำลังจะดีขึ้นแล้ว แต่อียิปต์ก็เหมือนกับประเทศอื่น ๆ คือ เผชิญกับการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด จนนำมาสู่ภาวะช็อคทางเศรษฐกิจอีกหน เพราะการแพร่ระบาดที่เกิดขึ้นนี้ส่งผลกระทบกับการท่องเที่ยว รวมถึงการขนส่งผ่านคลองสุเอซ และการส่งคนไปทำงานในอาหรับ ซึ่งเป็นฟันเฟืองสำคัญของเศรษฐกิจอิยิปต์
ขณะที่ชาติอาหรับก็เข้ามาลงทุนในอียิปต์น้อยลง เพราะราคาน้ำมันลดลง รายได้ลดลงไป อียิปต์ก็หันหน้าไปพึ่งพาเงินกู้จาก IMF อีกรอบ เป็นการกู้เงินฉุกเฉินระยะเวลา 1 ปี รับมือการแพร่ระบาดของโควิด รวม 2 รอบ คือ เดือน พ.ค. 2020 กู้มา 2,800 ล้านดอลลาร์ และเดือน มิ.ย. 2022 กู้อีก 5,200 ล้านดอลลาร์
พอผ่านโควิดมาแล้ว อะไร ๆ ก็ควรจะดีขึ้น เศรษฐกิจก็ควรจะกลับมาเติบโตได้ดี แต่แล้วอียิปต์ก็เหมือนกับชาติอื่น ๆ ที่เดินไปถึงจุดวิกฤติ เมื่อเกิดสงครามรัสเซีย-ยูเครน เพราะสงครามครั้งนี้ ทำให้ต้นทุนสินค้าและบริการรจำเป็นต่าง ๆ พุ่งขึ้นอย่างมาก ส่วนเงินทุนก็ไหลออกจากอียิปต์ต่อเนื่อง
ปัญหาที่ “เศรษฐกิจอียิปต์” เผชิญ
จากสถานการณ์ต่าง ๆ ผลักให้อียิปต์เข้าสู่ช่วงเวลายากลำบาก ความวิกฤตของเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในอียิปต์พี่ทุยไล่เรียงมาให้ดู ดังนี้
1. หนี้สาธารณะ 85% ต่อ GDP
- หนี้ต่างประเทศ 145,000 ล้านดอลลาร์
- หนี้ในประเทศ 269,000 ล้านดอลลาร์
2. เงินเฟ้อทั่วไปเดือน พ.ค. 2022 13.5%
3. ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด 3,800 ล้านดอลลาร์ ช่วงเดือน ต.ค.-ธ.ค. 2021
4. ขาดดุลงบประมาณ 20,000 ล้านดอลลาร์
5. รายจ่ายนำเข้าข้าวสาลี +62% จาก 2,700 ล้านดอลลาร์ เป็น 4,400 ล้านดอลลาร์
6. ต้นทุนค่าน้ำมันต่อ 100 บาร์เรล +67% จาก 6,700 ล้านดอลลาร์ เป็น 11,120 ล้านดอลลาร์
เรียกว่า หนี้ก็เยอะ รายจ่ายก็เพิ่ม เพราะของที่ราคาแพงขึ้นเยอะ ๆ ก็ต้องนำเข้ามาทั้งนั้น แต่รายได้เพิ่มไม่ทัน อียิปต์จึงถึงจุดที่วิกฤติสุด ๆ
การแก้วิกฤติเศรษฐกิจของอียิปต์
แน่นอนว่าเมื่อเผชิญกับภาวะสุ่มเสี่ยงที่เศรษบกิจของอียิปต์จะล่มสลายแบบนี้ ทั้งรัฐบาลและแบงก์ชาติของอียิปต์ก็งัดทุกกลเม็ดมาเพื่อเอาตัวรอด
ธนาคารกลางอียิปต์
- 21 มี.ค. 2022 ธนาคารกลางอียิปต์ ลดค่าเงินปอนด์อียิปต์ลงไป 16% เพื่อลดการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด (เพิ่มรายได้ส่งออกสกุลเงินต่างชาติ) พร้อมกับขึ้นดอกเบี้ยทีเดียว 1% เพื่อคุมเงินเฟ้อ และสกัดเงินทุนไหลออก
- 19 พ.ค. 2022 ก็ขึ้นดอกเบี้ยอีก 2%
รัฐบาล
- ออกแพ็กเกจมาตรการ 130,000 ล้านปอนด์อียิปต์ ช่วยประชาชนลดผลกระทบจากราคาของแพง ได้แก่ ขึ้นค่าจ้างงานสาธารณะ และเงินบำนาญ ออกมาตรการภาษี และขยายความครอบคลุมของโปรแกรมการโอนเงินช่วยเหลือ และมาตรการต่าง ๆ
- เพิ่มแรงจูงใจ สนับสนุนเกษตรกรปลูกข้าวสาลี เพื่อให้มีเพียงพอบริโภค ลดการนำเข้าในอนาคต
- เพิ่มการสนับสนุนเอกชน 2 เท่า ในด้านการเปิดให้เอกชนมีบทบาทพัฒนาเศรษฐกิจ โดยจะปรับปรุงสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมเพื่อสนับสนุนการลงทุนขยายอุตสาหกรรมต่าง ๆ
- วางแผนนำกิจการของกองทัพและภาครัฐ เข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์อียิปต์ ตั้งเป้าหมายระดมทุนได้ปีละ 10,000 ล้านดอลลาร์ ในช่วง 4 ปีข้างหน้า เพื่อลดการขาดดุลงบประมาณ เฉพาะในปี 2022 ตั้งเป้าหมายว่าจดทะเบียนได้ไม่ต่ำกว่า 10 บริษัท
แผนเอาธุรกิจกองทัพและภาครัฐเข้าตลาดหุ้นอียิปต์
จะเห็นว่า มาตรการที่อียิปต์เตรียมไว้รับมือวิกฤติรอบนี้ก็ไม่น้อยเลย โดยเฉพาะการเอากิจการของกองทัพและภาครัฐเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เพื่อเอาเงินไปชดเชยการขาดดุลงบประมาณ ซึ่งพี่ทุยไปนั่งดูข้อมูลมาว่า กิจการของกองทัพและภาครัฐมีอะไรบ้าง ก็พบว่า หลากหลายจริง ๆ
สำหรับกิจการที่รัฐบาลจะเลิกลงทุนต่อมีรวม ๆ กันกว่า 79 รายการ เช่น เลี้ยงปลา ปศุสัตว์ ผลิตภัณฑ์นม การผลิตรายการโทรทัศน์และภาพยนตร์ ค้าปลีก รถยนต์ เฟอร์นิเจอร์ และปุ๋ย
ส่วนกิจการที่รัฐบาลอียิปต์ยังคงลงทุนต่อ แต่หาเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมด้วย มีทั้งหมด 45 รายการ เช่น ซีเมนต์ เหล็ก อลูมิเนียม สัตว์ปีก โรงงานบุหรี่และยาสูบ และโรงบำบัดน้ำเสีย
ขณะที่กลุ่มเป้าหมายที่รัฐบาลหวังจะขายต่อกิจการให้ หรือให้เข้ามาร่วมลงทุน หลังจากนำบริษัทเข้าไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ก็มีทั้งนักลงทุนในประเทศและต่างประเทศ โดยในต่างประเทศนั้น กลุ่มเป้าหมายสำคัญก็คือกลุ่มทุนอาหรับ ซึ่งที่ผ่านมา เป็นผู้สนับสนุนเงินลงทุนหลักในอียิปต์อยู่แล้ว
ตัวอย่างกิจการที่รัฐบาลอียิปต์แพ็กรวมกันเพื่อเตรียมเข้าตลาดหุ้น ได้แก่ ท่าเรือ ซึ่งจะมีการรวม 7 ท่าเรือ ไว้ในบริษัทเดียวเพื่อเข้าตลาด นอกจากนี้ก็จะนำโรงแรมหลาย ๆ แห่ง ที่มีชื่อเสียง และเป็นของรัฐแพ็กรวมเพื่อเข้าตลาดหุ้นเช่นกัน
ถ้าดูโดยรวมแล้ว วิธีที่อียิปต์งัดออกมาใช้กู้วิกฤติเศรษฐกิจเวลานี้ หลัก ๆ ก็คือ ขายทรัพย์สินหาเงินมาใช้โปะหนี้ แล้วก็หาทางช่วยให้คนในประเทศไม่ได้รับความเสียหายมากจากราคาสินค้าและบริการที่พุ่งขึ้นมา
แต่พี่ทุยก็ไม่ขอฟันธงว่า นี่จะเป็นวิธีที่จะพาอียิปต์ไปสู่เส้นทางแก้วิกฤติได้สำเร็จรึเปล่า เพราะปัญหาที่นำมาสู่วิกฤติเศรษฐกิจนั้น ไม่ใช่แค่วิกฤติโรคระบาด หรือสงครามที่เพิ่งเกิดขึ้นในไม่กี่เดือน ไม่กี่ปีมานี้ แต่เป็นปัญหาที่สั่งสมมาจากการบริหารงานที่ผิดพลาดมายาวนานตั้งแต่อดีต ซึ่งเวลาที่ปัญหาหมักหมมมานาน ปมปัญหาก็จะแน่นมากจนแก้ยาก
ดังนั้น เราก็คงต้องเอาใจช่วยประชาชนอียิปต์กันต่อไป ให้ผ่านพ้นวิกฤติครั้งนี้ไปได้ พร้อมภาวนาอย่าให้เราต้องเจอวิกฤติแบบเขาเลย
อ่านเพิ่ม
