ปัจจุบันกระแสคริปโตเคอเรนซีในบ้านเรานั้นมีผู้คนให้ความสนใจจำนวนมาก ว่าจะสร้างผลตอบแทนให้ได้ วันนี้พี่ทุยเลยจะพาไปรู้จักอีกหนึ่งวิธีการสร้าง Passive Income ในโลกคริปโต นั้นก็คือ Yield Farming
การลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัลที่ไร้จุดศูนย์กลาง มีสกุลเงินที่ให้เราสามารถเลือกซื้อถือครองเหรียญเก็บไว้ได้อย่างหลากหลาย จนทำให้มีแหล่ง DeFi (Decenterize Finance) ที่รองรับสามารถทำการเลือกซื้อสินทรัพย์-ขาย-ฝาก-ถอนและลงทุนลงในสกุลเงินต่าง ๆ ได้อย่างเสรี
แต่การซื้อเหรียญคริปโตมาแล้วถือเก็บเอาไว้เฉย ๆ เพื่อเก็งกำไรตอนปล่อยขายนั้น ก็อาจจะต้องรอเป็นปีหรือนานกว่านั้นจนกว่าจังหวะที่ได้โอกาสในการปล่อยขาย เอาช่วงระยะเวลาที่รอนั้นนำเหรียญคริปโตที่เรามีเอามาสร้าง Passive Income ด้วยวิธีการ Yield Farming บน DEX (Decentralized Exchange)
ในบทความนี้เรามาทำความรู้จักกับการทำ Yield Farming กันและความเสี่ยงของมันคืออะไร พร้อมกับการแนะนำเครื่องมือที่สำคัญสำหรับผู้ที่ทำ Yield Farming ถ้าอยากรู้รายละเอียดเครื่องมือดังกล่าวนี้ อย่าลืมอ่านบทความนี้ให้จบด้วยนะครับ
ทำความรู้จักกับ Yield Farming สร้าง Passive Income ในโลกคริปโต
คำว่า Yield Farming ถ้าเรามาแปลกันแบบตรงตัวมีความหมายว่า “ผลผลิตทางการเกษตร” แต่สำหรับในโลกของคริปโตเคอเรนซีนั้นมันไม่ได้หมายความว่าแบบนั้น มันคือการที่เรานำสินทรัพย์เหรียญคริปโตเคอเรนซีนั้น นำไปลงทุนไว้ในกองเงิน Liquidity Pool
โดยในกองเงินนี้จะถูกนำไปใช้ในการให้บริการบน DeFi ในแต่ละแพลตฟอร์ม เช่น การกู้ยืม การแลกเปลี่ยนสกุลเงินคริปโต เป็นต้น ซึ่งผู้ที่ลงทุนนั้นจะได้รับดอกเบี้ยเป็นผลตอบแทนตามเปอร์เซ็นต์ APY ที่ระบุไว้ในแต่ละ Liquidity Pool โดยรูปแบบดอกเบี้ยที่จะได้รับนั้นเป็น DeFi Token สำหรับแพลตฟอร์มนั้นนั่นเอง
อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Yield Farming เพิ่มเติมคลิกที่นี่
Liquidity Pool คืออะไร
อ่านมาได้สักพักหนึ่งแล้ว คงจะเริ่มสงสัยใช่มั้ยว่า Liquidity Pool คำนี้มันคืออะไร เดี๋ยวขออธิบายให้เข้าใจตรงกันก่อน Liquidity Pool หรือที่ย่อเป็น LP นั้นถ้าเราแปลแบบตรงตัวมันแปลว่า “มูลค่าสภาพคล่อง” ในความเป็นจริงแล้วมันคือกองเงินจำนวนหนึ่ง ซึ่งได้มาจากผู้คนที่ทำ Yield Farming หรือผู้ที่เคยใช้บริการมาก่อนหน้านี้ในการทำธุรกรรมทางการเงิน เช่น การกู้ยืม โดยผู้ที่กู้นั้นจะต้องทำการวางเงินมาเป็นหลักประกัน แล้วรับเงินกู้ตามความต้องการ ส่วนเวลาชำระคืนนั้นต้องจ่ายพร้อมกับดอกเบี้ย ซึ่งค่าใช้จ่ายตรงนี้แหละคือจำนวนเงินส่วนหนึ่งที่เป็นตัวสร้างสภาพคล่องทางการเงิน เพื่อรองรับตลาดผู้ใช้บริการรายต่อไปที่กว้างขึ้นในอนาคต
นอกจากนี้กองเงินดังกล่าวยังสามารถใช้ในการแลกเปลี่ยนสกุลเงินตราให้กับผู้ใช้บริการที่ต้องการแลกเปลี่ยนสกุลเงินคริปโตเคอเรนซีได้ ตัวอย่างเช่น มีผู้ใช้บริการรายหนึ่งมีเหรียญ 100 BNB ต้องการแลกเหรียญ BTC ซึ่งตัว DeFi ที่รองรับการแลกเปลี่ยนเงินนั้น (DEX) ก็จะนำกองเงิน Liquidity คู่เหรียญ BNB-BTC โดยการรับเหรียญ BNB จากผู้ใช้บริการคนนั้น เพิ่มลงในกองเงิน BNB แล้วจ่าย BTC ออกไปให้กับผู้ใช้บริการคนนั้นพร้อมกับค่าธรรมเนียม นี้ก็เป็นส่วนหนึ่งในการเพิ่มมูลค่าสภาพคล่องทางการเงินได้
แต่โดยทั่วไปแล้วการที่จะนำสินทรัพย์ที่จะลงทุนใน Liquidity Pool สำหรับการทำ Yield Farming นั้นจะต้องทำการเลือกคู่เหรียญที่สนใจในการลงทุน ซึ่งต้องมั่นใจว่ามูลค่าทั้งสองสกุลเงินนั้นจะต้องมีราคาที่คล้อยตามกัน (หมายความว่าถ้าราคาเหรียญขึ้นก็ต้องขึ้นทั้งสองเหรียญ ถ้าราคาตกก็ต้องตกทั้งสองเหรียญ) โดยการนำสินทรัพย์ทั้งสองสกุลเงินนั้นเอามาเป็นหลักประกันแล้วเราจะได้เป็น LP Token ของคู่เหรียญดังกล่าว แล้วนำไป Stake ไว้ใน Liquidity Pool คู่เหรียญนั้น หลังจากนั้นก็รอเก็บเกี่ยวผลตอบแทนได้เลยนี้แหละ คือการ Yield Farming ยิ่งนานเท่าไหร่ ผลตอบแทนที่ได้จะมากขึ้นเท่านั้น
ความเสี่ยงของ Yield Farming
- Impermanent Loss
อย่างแรกที่ผู้ที่ลงทุนทำ Yield Farming ต้องทราบถึงความเสี่ยงที่เกิดขึ้นในระหว่างการทำ Yield Farming นั้นก็คือ Impermanent Loss ที่เกิดจากการผันผวนของราคาของสกุลเหรียญคริปโตที่ลงทุนไว้ ซึ่งการผันผวนตรงนี้อาจจะทำให้เราเสียเงินต้นที่เราลงทุนไว้ตอนแรกได้ แต่ว่ายิ่งมีความผันผวนทางด้านราคามากขึ้นเท่าไหร่ โอกาสที่เราได้รับผลตอบแทนก็จะสูงมากเท่านั้น เพราะฉะนั้นก่อนการลงทุนทำ Yield Farming ควรคำนึงด้านความเสี่ยงตรงนี้ด้วย เลือกลงทุนเท่าที่รับได้ แต่ถ้าใครที่อยากอ่านข้อมูลรายละเอียดความเสี่ยงของ Impermanent Loss เพิ่มเติมสามารถอ่านได้คลิกที่นี่
- การผันผวนราคาของเหรียญที่จะได้รับเป็นผลตอบแทน (DeFi Token)
ผลตอบแทนที่ได้รับเป็นดอกเบี้ยในรูปแบบ DeFi Token เพราะฉะนั้นแน่นอนว่าเหรียญที่ได้นั้นก็ต้องมีมูลค่าสามารถนำไปปล่อยขายหรือแลกเป็นสกุลเงินเหรียญคริปโตสกุลต่าง ๆ ก็ได้ แต่ในความเสี่ยงที่ว่านี้จะต้องรับมือทางด้านความผันผวนของราคาและจับจังหวะในการแลกเหรียญให้ดี เพราะถ้าเกิดราคาของเหรียญนั้นร่วงลงมาเมื่อไหร่ โอกาสที่จะทำให้เรานั้นเสียกำไรที่เราควรจะได้รับเมื่อได้คำนวณผ่าน ROI Calculator ก่อนฟาร์มเหรียญตอนแรกจนไปถึงเสียเงินต้นไปเลยก็ได้
- Rug Pull
อีกหนึ่งความเสี่ยงที่สืบเนื่องมาจากก่อนหน้านี้ที่ต้องคอยระมัดระวังอยู่เสมอไม่แพ้กัน เนื่องด้วยแหล่ง DeFi ในปัจจุบันนั้นได้มีการเกิดขึ้นมาใหม่ ๆ อยู่เสมอ แต่ด้วยแหล่ง DeFi ที่เพิ่งเปิดตัวมานั้นมักจะมีการโฆษณาเชิญชวนให้ผู้คนมาลงทุนโดยอ้างว่าผู้ที่มาลงทุนนั้นจะได้รับผลตอบแทนในอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่า DeFi เจ้าอื่น ๆ เพื่อต้องการเหรียญ Token ของตัวเองนั้น Liquidity Pool นั้นมีมูลค่าที่มากเพียงพอต่อความต้องการ
อีกทั้งยิ่งไม่มีแหล่งสถาบันการเงินคริปโตที่มารองรับและการันตี ทำให้แหล่ง DeFI นั้นไม่มีความน่าเชื่อถือมากพอก็มีสิทธิ์ที่ผู้ลงทุนทำ Yield Farming นั้นโดน Rug Pull ไปได้เช่นเดียวกันครับ เพราะฉะนั้นก่อนที่จะลงทุนอะไรหมั่นตรวจสอบในแต่ละแหล่ง DeFi ว่ามีสถาบันการเงินรองรับหรือไม่ เปิดเผยชื่อทีมนักพัฒนา มี Whitepaper ที่ชัดเจนหรือไม่ เพื่อป้องกันการเจ็บตัวของผู้ลงทุนเองนะครับ
เครื่องมือสำคัญที่ช่วยสำหรับผู้ที่ทำ Yield Farming
ก่อนที่จะตัดสินใจลงมือทำ Yield Farming นั้นควรทำการศึกษารายละเอียดให้ดีและความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นก่อนตัดสินใจลงทุน แต่ถ้าพร้อมที่จะลงมือทำ Yield Farming ควรที่จะเลือกลงใน Liquidity Pool ที่ให้เปอร์เซ็นต์ผลตอบแทนที่ให้มากกว่า Impermanent Loss ที่สูญเสียมูลค่าในระหว่างการทำ Yield Farming เพื่อป้องกันการโดนหั่นเงินจากจำนวนเงินลงทุน ซึ่งเรามีตัวช่วยในการทำ Yield Farming ได้แก่
- Impermanent Loss Calculator
เรียกได้ว่าเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดสำหรับการทำ Yield Farming คือการใช้เครื่องคำนวณค่า Impermanent Loss ที่ทำให้เราเห็นมูลค่าภาพรวมได้ง่ายขึ้น ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้จะบอกเป็นจำนวนเปอร์เซ็นต์ค่า Impermanent Loss ที่เราจะโดนสูญเสียมูลค่าได้ แต่ไม่ได้กำหนดแน่ชัดเจนว่าเราจะโดนหั่นราคาไปจำนวนเท่าไหร่ในมูลค่าที่แน่ชัด แต่สิ่งนี้จะช่วยในผู้ลงทุนสามารถมองเห็นภาพรวมของ Impermanent Loss ในระหว่างการทำ Yield Farming ได้ เว็บไซต์ที่แนะนำสำหรับ Impermanent Loss Calculator ฉบับเข้าใจง่ายคือ dailydefi.org สามารถเข้าไปคลิกได้ตรงนี้
- ROI Calculator
นอกจากคำนวณมูลค่าที่สูญเสีย Impermanent Loss แล้ว ก็ต้องคำนวณในแง่ของมูลค่า Passive Income ที่จะได้รับบ้าง เพราะในแต่ละแหล่ง DeFi ที่สามารถเปิดโอกาสสำหรับให้ผู้คนทั่วไปทำการ Yield Farming ได้นั้นจะต้องมีการลงทุนใน Liquidity Pool
ซึ่งในแต่ละ Liquidity Pool นั้นก่อนที่จะทำการ Staking คู่เหรียญ LP Token นั้นจะมีการบอกเปอร์เซ็นต์ APY ของผลตอบแทนที่จะได้รับ พร้อมกับเครื่องคำนวณชนิดหนึ่งอย่าง ROI Calculator ที่จะแสดงรายได้ที่จะได้รับในระหว่างการทำ Yield Farming ตามระยะเวลาที่ Staking ไว้ ไม่ว่าจะเป็นรายได้ต่อวัน เดือน ปี เพื่อเป็นแนวทางการตัดสินใจก่อนการทำ Yield Farming
ยิ่งลงทุนในระยะเวลานานมากเท่าไหร่ มูลค่าจำนวนเงินผลตอบแทนจะสูงขึ้นเท่านั้น แต่ก็ต้องแลกกับความเสี่ยง Impermanent Loss ที่เกิดขึ้นได้ตลอดระยะเวลาการ Staking ตัวอย่างแพลตฟอร์ม DeFi ที่แสดง ROI Calculator ได้แก่ Pancakeswap Uniswap Sushiswap เป็นต้น
- Simpli Finance
เมื่อผู้คนลงทุนใน Yield Farming เป็นใครก็อยากได้ผลตอบแทนสูงและเผชิญความเสี่ยง Impermanent Lossใ ที่น้อยที่สุด ซึ่งเครื่องมือที่ว่านี้เป็นการนำทั้งสองวิธีที่ได้กล่าวไปมารวมกันนั้น นั่นก็คือ Simpli Finance เพียงแค่กำหนดผลตอบแทนที่ต้องการและความเสี่ยงที่สามารถรับมือได้
Simpli Finance จะทำการคาดคะเนและคำนวณออกมาเป็นมูลค่าที่เราสูญเสียจาก Impermanent Loss ทั้งหมดในตัวเลขที่สามารถระบุออกมาเป็นจำนวนชัดเจนได้เมื่อเทียบกับจำนวนสินทรัพย์ที่เรามี ด้วยการอ้างอิงจากราคาจริงที่เคยเกิดขึ้นบวกกับการทำงานของ AI ที่ช่วยวิเคราะห์และคาดคะเนของมูลค่าที่เราอาจสูญเสียจาก Impermanent Loss ในระหว่างการทำ Yield Farming ได้ ซึ่งในขณะนี้ยังคงเป็นเวอร์ชัน Beta และคาดว่าจะปล่อยเวอร์ชันเต็มในเร็ว ๆ นี้
สุดท้ายนี้ก็หวังว่าทุกคนคงจะได้รับสาระและช่องทางใหม่ในการสร้าง Passive Income สร้างรายได้จากการทำ Yield Farming พร้อมเครื่องมือ Simpli Finance ที่คอยช่วยจัดการบริหารความเสี่ยงของ Impermanent Loss ในระหว่างการทำ Yield Farming และได้รับผลตอบแทนสูงสุด หากชื่นชอบบทความดี ๆ แบบนี้ อย่าลืมแชร์ต่อให้เพื่อนร่วมชาวนาฟาร์มเหรียญคริปโตด้วยกันนะ