ช่วงนี้เราจะเห็นข่าวออกโครมครามว่าหลาย ๆ ประเทศ ประกาศ มาตรการคว่ำบาตรรัสเซีย โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศยุโรป สืบเนื่องจากสงครามระหว่าง “รัสเซีย-ยูเครน”
การตัดสินใจกรีธาทัพเข้าบุกยูเครนครั้งนี้ของกองทัพรัสเซียสร้างความตกตะลึงไปทั่วโลก เพราะถือเป็นการปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่ในรอบหลายสิบปีในทวีปยุโรป และเป็นการละเมิดข้อตกลงระหว่างประเทศที่ห้ามใช้กำลังทางทหารรุกรานประเทศอื่น
ขณะที่นักวิเคราะห์บางส่วนถึงขั้นมองว่าอาจเป็นชนวนเหตุลุกลามไปสู่การก่อ “สงครามโลกครั้งที่ 3” ได้เลยทีเดียว เพราะเอาเข้าจริงแล้วยูเครนไม่ได้อยู่โดดเดี่ยวตามลำพัง หากแต่มีกลุ่มชาติตะวันตก เช่น สหรัฐฯ และเหล่าชาติพันธมิตรในกลุ่มสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (NATO) คอยแอบสนับสนุนอยู่ข้างหลัง
แม้ในขณะนี้จะยังเป็นเพียงการเผชิญหน้าทางทหารระหว่างกองทัพรัสเซียกับกองทัพยูเครน แต่กลุ่มชาติพันธมิตรตะวันตกอย่าง สหรัฐฯ และเหล่าชาติพันธมิตร NATO อาทิ สหราชอาณาจักร เยอรมนี และฝรั่งเศส ได้ชิงเปิดมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจก่อนแล้ว เพื่อลงโทษรัสเซียต่อพฤติกรรมดังกล่าว และหวังใจว่ารัสเซียจะเปลี่ยนใจ
โดยมาตรการต่าง ๆ ที่ออกมาครอบคลุมทั้งการอายัดทรัพย์สินของผู้นำและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องระดับสูงของรัฐบาลรัสเซีย การยุติส่งออกเทคโนโลยีระดับสูง และล่าสุดคือมาตรการแบนรัสเซียออกจากระบบการเงิน SWIFT ซึ่งเป็นผลให้ธนาคารของรัสเซียไม่สามารถดำเนินธุรกรรมการเงินระหว่างประเทศได้อย่างสะดวก
สรุป มาตรการคว่ำบาตรรัสเซีย ทางเศรษฐกิจ ของประเทศต่าง ๆ
แม้มาตรการที่ออกมาจะดูรุนแรงไม่น้อย แต่ทำไมรัสเซียยังคงเลือกเดินหน้าใช้กำลังอยู่ต่อไป วันนี้พี่ทุยมีคำตอบให้
รัสเซียให้น้ำหนักปัจจัยความมั่นคงมากกว่าเศรษฐกิจ
ในสายตาของผู้นำรัสเซียมองว่าดินแดนยูเครนถือเป็นพื้นที่หลังบ้านของตนเอง และที่ผ่านมา NATO ซึ่งถือเป็นศัตรูตัวฉกาจของรัสเซียมาตั้งแต่สมัยที่รัสเซียยังเป็นสหภาพโซเวียต ก็มีท่าทีชัดเจนว่าจะขยายอิทธิพลเข้ามายังพื้นที่ยุโรปตะวันออกที่เคยอยู่ภายใต้สหภาพโซเวียตอย่างต่อเนื่อง
กล่าวให้เข้าใจง่าย ๆ คือรัสเซียสูญเสียลูกน้องเก่าไปอยู่กับศัตรูของตนเองมามากพอแล้ว หากต่อไปจะเสียยูเครนที่มีพรมแดนติดตนเองไปก็เห็นทีว่าจะยอมไม่ได้อีกต่อไปแล้ว
ดังนั้นรัสเซียจึงต้องการแสดงพลังให้เห็นว่า รัสเซียยังมีแสงยานุภาพต่อภูมิภาคยุโรปตะวันออกอยู่มาก โดยเฉพาะถ้าเป็นเรื่องความมั่นคงและศักดิ์ศรีของชาติยิ่งเป็นเรื่องที่ยอมกันไม่ได้เข้าไปใหญ่
ผลกระทบจำกัดแค่กลุ่มคนใกล้ชิดรัฐบาล
เอาเข้าจริงแล้วมาตรการลงโทษทางเศรษฐกิจและการเงินดูจะมุ่งเป้าไปที่กลุ่มบุคคลวงในที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลรัสเซีย รัฐวิสาหกิจ และกลุ่มธุรกิจภาคการเงินเป็นหลัก
ในขณะที่ประชาชนชาวรัสเซียส่วนใหญ่เป็นคนจน ซึ่งมีรายได้เฉลี่ยต่อหัวอยู่ที่ 10,126 ดอลลาร์สหรัฐ (334,158 บาท) หรือคิดเป็นหนึ่งในห้าของรายได้เฉลี่ยต่อหัวของชาวอเมริกันเท่านั้น ดังนั้นจึงไม่ได้กระทบต่อเศรษฐกิจภาพใหญ่ของรัสเซียมากนัก
นอกจากนี้ ดูเหมือนว่ารัสเซียจะชินชากับมาตรการลงโทษที่เคยได้รับมาหลายครั้งหลายหนเสียแล้วแล้ว ดีไม่ดีอาจมีเทคนิคในการหลบเลี่ยงบทลงโทษเสียด้วยซ้ำไป
เพราะรัสเซียเองก็เคยมีประสบการณ์จากการโดนกลุ่มชาติตะวันตกคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจมาแล้วตั้งแต่เมื่อครั้งที่รัฐบาลรัสเซียผนวกดินแดนไครเมียของยูเครนเข้าเป็นส่วนหนึ่งของประเทศตนเองเมื่อปี 2014 ซึ่งครั้งนั้นก็ไม่ได้ทำให้รัฐบาลรัสเซียเปลี่ยนใจแต่อย่างใด
มาตรการคว่ำบาตรรัสเซีย ยังไม่ได้กระทบแหล่งรายได้หลัก
มาตรการลงโทษที่ชาติตะวันตกงัดออกมารอบนี้ดูจะยังไม่ได้ไปแตะต้องที่ภาคพลังงาน เช่น น้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่เป็นเส้นเลือดหลักคอยหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจของรัสเซียเสียเท่าไร
เพราะพี่ทุยเข้าใจว่ายุโรปเองยังคงต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากรัสเซียอยู่ โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติเพื่อไว้สำหรับสร้างพลังงานความร้อนและผลิตไฟฟ้าหล่อเลี้ยงทั้งทวีป
ดังนั้นหากยุโรปตัดการนำเข้าพลังงานจากรัสเซียไปก็เท่ากับทำร้ายตัวเองไปด้วย ในขณะที่แหล่งพลังงานทางเลือกอื่นก็ยังไม่สามารถทดแทนการนำเข้าจากรัสเซียได้
รัสเซียมีทางเลือกอื่น
อย่างไรก็ดี ต่อให้ยุโรปตัดสินใจยุติการนำเข้าพลังงานขึ้นมาจริง ๆ ก็ใช่ว่ารัสเซียจะแคร์เสียเมื่อไหร่
เพราะที่ผ่านมารัสเซียก็หันไปเปิดตลาดการส่งออกก๊าซธรรมชาติและพลังงานกับชาติอื่น ๆ มากขึ้น โดยมีจีนเป็นผู้นำเข้ารายใหญ่
ปัจจุบันมูลค่าการค้าระหว่างรัสเซียกับจีนอยู่ที่ 1.46 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 4.8 ล้านล้านบาท) และในอดีตที่ผ่านมาที่รัสเซียต้องเผชิญบทลงโทษจากชาติตะวันตกจากกรณีผนวกรวมยูเครน ก็เป็นจีนนี่ละที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจรัสเซียเอาไว้ไม่ได้รับผลกระทบมากเกินไป
ล่าสุดรัสเซียกับจีนเพิ่งมีการลงนามส่งก๊าซธรรมชาติให้จีนเป็นระยะเวลา 30 ปีไป
นอกจากนี้ จีนยังเพิ่งประกาศให้อนุญาตการนำเข้าข้าวสาลีจากทุกภาคของรัสเซียได้เป็นครั้งแรกอีกด้วย
ดังนั้นแล้วเอาจริง ๆ แล้วพี่ทุยจึงคิดว่า มาตรการลงโทษทางเศรษฐกิจของชาตตะวันตกขณะนี้ที่มีต่อรัสเซียคงยังไม่มีผลอะไรต่อการตัดสินใจทำสงครามของผู้นำรัสเซียมากนัก
ซึ่งในใจของพี่ทุยก็ได้แต่หวังว่าทุกฝ่ายจะสามารถร่วมกันหาทางออกทางการทูตและแก้ปัญหาด้วยสันติวิธีร่วมกันต่อไป
เพราะสงครามไม่เคยส่งผลดีต่อใคร
อ่านเพิ่ม