ถ้า “ปรับค่าแรงขั้นต่ำ” เป็น 492 บาท จะช่วยหรือฉุดเศรษฐกิจไทย ?

ถ้า ปรับค่าแรงขั้นต่ำ เป็น 492 บาท จะช่วยหรือฉุดเศรษฐกิจไทย ?

4 min read    Money Buffalo

ฉบับย่อ

  • เงินเฟ้อหรือระดับราคาสินค้าและบริการที่เพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่องกำลังเป็นประเด็นร้อนแรงและสร้างความกังวลให้กับทุกภาคส่วน
  • โดยทั่วไป เงินเฟ้อเกิดขึ้นจาก 2 สาเหตุ ได้แก่ ความต้องการสินค้าที่เพิ่มขึ้นและต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น
  • เงินเฟ้อในหลายประเทศทั่วโลกทำจุดสูงสุดในรอบหลายปี รวมถึงเงินเฟ้อไทยที่เพิ่มขึ้นจากราคาพลังงานและอาหารสด จนมีกระแสการขอปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเพื่อให้สอดคล้องกับของแพงและค่าครองชีพที่สูงขึ้น
  • ไทยปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำมาแล้วหลายครั้ง แต่ผลกระทบที่ตามมาแตกต่างกัน หากปรับขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปจะช่วยหนุนให้เศรษฐกิจไทยเติบโต แต่หากปรับขึ้นอย่างก้าวกระโดดจะกลายเป็นความเสี่ยงที่จะฉุดเศรษฐกิจต่อไป

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile

เรื่องเงินเฟ้อหรือราคาสินค้าที่สูงขึ้น ณ ปัจจุบันของไทย เป็นประเด็นร้อนแรงและสร้างความกังวลให้กับประชาชน ผู้ประกอบการ และนักลงทุน โดยเฉพาะระดับราคาสินค้าที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน เช่น น้ำมันและอาหาร ก็แพงขึ้นอย่างรวดเร็ว จนเริ่มมีกระแสการขอ ปรับค่าแรงขั้นต่ำ ตามค่าครองชีพที่สูงขึ้น

วันนี้พี่ทุยจะชวนทุกคนย้อนดูประสบการณ์การขึ้น “ค่าแรงขั้นต่ำ” ของไทยที่ผ่านมาว่าส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยอย่างไรบ้าง

เงินเฟ้อเกิดได้จากทั้งความต้องการสินค้าที่เพิ่มขึ้นและต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น

ไม่ใช่แค่ไทยเท่านั้นที่ประสบกับปัญหาราคาสินค้าที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ในปี 2021 ภาพรวมทั่วโลกนั้นก็เผชิญกับสภาวะเศรษฐกิจที่เงินเฟ้อเช่นกัน

โดย “เงินเฟ้อ” หรือ ภาวะที่ระดับราคาสินค้าและบริการโดยทั่วไปเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยปกติแล้วจะเกิดจาก 2 สาเหตุสำคัญ คือ 

1) ความต้องการสินค้าซื้อสินค้าและบริการของประชาชนที่เพิ่มขึ้น เรียกว่า ปัจจัยด้านอุปสงค์ (Demand-Pull Inflation)

2) ต้นทุนการผลิต เช่น ราคาน้ำมัน ราคาอาหารและวัตถุดิบ ค่าแรงเพิ่มขึ้น จนผู้ประกอบการต้องปรับราคาสินค้าให้สูงขึ้นตาม เรียกว่า ปัจจัยด้านอุปทาน (Cost-Push Inflation)

ความน่ากลัวของเงินเฟ้ออยู่ที่ เมื่อราคาสินค้าและบริการเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ ติดต่อกันเป็นระยะเวลาหนึ่ง แต่เศรษฐกิจไม่ดี ทำให้อำนาจซื้อหรือเงินในกระเป๋าของเราซื้อสินค้าได้น้อยลงจากที่เคยซื้อได้ในอดีต หรือพูดให้เข้าใจง่าย ๆ คือ ของแพงเกินไปจนเริ่มซื้อไม่ไหวแล้ว และสุดท้ายวกกลับมาซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจโดยรวมไปอีก

ทั้งนี้ เงินเฟ้อสูงในช่วงที่ผ่านมาเกิดจากทั้ง 2 สาเหตุหลักข้างต้น ได้แก่

  • ราคาสินค้าโภคภัณฑ์เพิ่มสูงขึ้น

ทั้งราคาน้ำมันและพลังงาน อาทิ น้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน เป็นต้น จากการทยอยเปิดเมืองทำให้การผลิตสินค้าและการเดินทางที่มากขึ้น ส่งผลความต้องการใช้น้ำมันและพลังงานเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

จะเห็นได้จากราคาน้ำมันดิบเบรนท์เพิ่มขึ้นจากจุดต่ำสุดที่ 18 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในเดือน เม.ย. 2563 ที่มีการล็อกดาวน์ทั่วโลก มาอยู่ที่ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลแล้วเมื่อต้นเดือน ก.พ. 2565 หรือเพิ่มขึ้นมาแล้วเกือบ 10 เท่า ภายในเวลาเพียง 2 ปี

  • การขาดแคลนสินค้าและต้นทุนค่าขนส่งที่สูงขึ้น

จากสถานการณ์โควิด-19 ทำให้โรงงานหลายแห่งต้องหยุดหรือชะลอการผลิตชั่วคราว จนไม่สามารถผลิตสินค้าได้ทันกับความต้องการของผู้บริโภค นำไปสู่การขาดแคลนวัตถุดิบ อาทิ ชิปเซมิคอนดักเตอร์ ชิ้นส่วนรถยนต์ และคอมพิวเตอร์ แต่เมื่อโควิด-19 คลี่คลาย ความต้องการสินค้ามากขึ้นไปอีก แต่กำลังการผลิตยังไม่กลับมาเท่าเดิม ค่าธรรมเนียมและราคาตู้ขนส่งจึงปรับเพิ่มขึ้นมาแล้วกว่า 4 เท่า

  • ความต้องการสินค้าที่ถูกอั้นมาจากช่วงล็อกดาวน์

จากเศรษฐกิจโลกที่เริ่มฟื้นตัว การเปิดเมืองและการฉีดวัคซีนมากขึ้น ทำให้ผู้คนส่วนใหญ่ออกมาจับจ่ายใช้สอยซื้อสินค้ากันมากขึ้น รวมถึงการทำงานและกิจกรรมที่บ้านทำให้มีความต้องการสินค้าบางประเภทเพิ่มขึ้นมาก เช่น เฟอร์นิเจอร์และของแต่งบ้าน คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

  • การขาดแคลนแรงงานและค่าจ้างที่เพิ่มขึ้น

โควิด-19 ทำให้เกิดการลาออกจากงานครั้งใหญ่ของมนุษย์เงินเดือน (The Great Resignation) โดยเฉพาะในสหรัฐฯ และยุโรป จากรูปแบบการทำงานที่เปลี่ยนไปจาก Office เป็น Anywhere และเมื่อโควิด-19 บรรเทาลง บริษัทเรียกให้พนักงานกลับเข้าไปทำงาน กลับพบคนบางกลุ่มไม่พร้อมไปใช้ชีวิตการทำงานแบบเดิม บริษัทหลายแห่งจึงโน้มน้าวด้วยการขึ้นหรือเสนอเงินเดือนใหม่เพื่อรักษาพนักงานไว้

  • กระแสรักษ์สิ่งแวดล้อม

แม้ในช่วงที่ผ่านหลายประเทศทั่วโลกจะร่วมมือแก้ปัญหาโลกร้อน ด้วยการออกนโยบายเศรษฐกิจและกฎระเบียบต่าง ๆ เช่น การเก็บภาษีข้ามพรมแดนของยุโรป การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสีเขียวของสหรัฐฯ รวมถึงการหันมาใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นภาระของประเทศและต้นทุนของผู้ประกอบการทั้งสิ้น

เงินเฟ้อทั่วโลกเพิ่มสูงสุดในรอบหลายปี

จากสาเหตุข้างต้น ทำให้เงินเฟ้อของหลายประเทศทั่วโลกเพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบหลายปี โดยเฉพาะสหรัฐฯ ทั้งนี้ ตัวเลขเงินเฟ้อของกระทรวงแรงงานสหรัฐฯ หรือ Consumer Price Index (CPI) ล่าสุดในเดือน ม.ค. 2565 อยู่ที่ 7.5% สูงสุดในรอบ 40 ปี และเป็นการปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องมาแล้ว 5 เดือนติดต่อกัน และยืนเหนือกว่าเป้าหมายเงินเฟ้อเฉลี่ยที่ 2% มาแล้วเป็นเวลาเกือบหนึ่งปี ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐาน (ไม่รวมพลังงานและอาหารสด) ก็สูงถึง 6% 

เงินเฟ้อที่สูงไม่เพียงเฉพาะในสหรัฐฯ เท่านั้น แต่ยังมีอีกหลายประเทศ ดังนี้

  • ยุโรป: 5.1% (สูงสุดเป็นประวัติการณ์)
  • อังกฤษ: 5.4% (สูงสุดในรอบ 30 ปี)
  • แคนาดา: 5.1% (สูงสุดในรอบ 30 ปี)
  • ชิลี: 7.7% (สูงสุดในรอบ 13 ปี)
  • อียิปต์: 7.3% (สูงสุดในรอบ 2 ปีครึ่ง)
  • อินโดนีเซีย: 2.2% (สูงสุดในรอบเกือบ 2 ปี)

ขณะที่เงินเฟ้อของไทยล่าสุดในเดือน ม.ค. 2565 อยู่ที่ 3.2% สูงกว่าเป้าหมายที่ 1-3% เป็นครั้งแรกในรอบ 9 เดือน สาเหตุสำคัญมาจากราคาเนื้อสัตว์ที่เพิ่มขึ้นมากกว่า 20% ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้นราว 28% และราคาน้ำมันแก๊สโซฮอล 91, 95 ที่เพิ่มขึ้น 20% แต่เงินเฟ้อพื้นฐานยังอยู่ในระดับต่ำที่ 0.5% สะท้อนว่าเงินเฟ้อไทยที่สูงนั้นมาจากราคาพลังงานและอาหารสด ซึ่งถือเป็นต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการที่สามารถผลักภาระมายังผู้บริโภคได้

ขณะเดียวกัน ก็มีความเป็นไปได้ที่เงินเฟ้อไทยในช่วง 2-3 เดือนข้างหน้าอาจจะเพิ่มสูงขึ้นได้อีกจนแตะระดับ 4% เพราะราคาน้ำมันโลกแตะระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลไปแล้ว รวมถึงปัจจัยเชิงเทคนิคที่ฐานเงินเฟ้อปีของที่แล้วนั้นติดลบ

เงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นทั่วโลก ทำให้บรรดานักเศรษฐศาสตร์และนักวิเคราะห์ทั่วโลกต่างลงความเห็นว่า เงินเฟ้อ คือ ความเสี่ยงที่สุดของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและการลงทุนทั่วโลกตลอดปี 2565 มากกว่าการกลายพันธุ์ของไวรัสโควิด-19 เสียอีก

อ่านเพิ่ม

ของแพงจนต้องขอ “ปรับค่าแรงขั้นต่ำ”

พี่ทุยชวนไปดูว่า ปัจจุบันที่อยู่ในยุคของเงินเฟ้อและข้าวยากหมากแพง คนไทยมีค่าใช้จ่ายอะไรบ้างในแต่ละเดือน และหมดเงินไปกับสินค้ากลุ่มไหนมากที่สุด ดังตารางข้างล่าง

ดัชนีราคาผู้บริโภคของไทย

จะเห็นว่า เมื่อเทียบปัจจุบันกับปีที่แล้ว (ม.ค. 2565 กับ ม.ค. 2564) คนไทยมีค่าใช้จ่ายโดยรวมสูงขึ้นแทบทุกรายการ โดยเฉพาะสินค้าจำเป็นต่อการดำรงชีพหรือสินค้าที่ใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น ค่าเดินทาง ค่าน้ำมัน ค่าโทรศัพท์ ค่าไฟ และค่าอาหาร สวนทางกับเศรษฐกิจไทย รายได้และภาระหนี้ของคนไทยบางกลุ่ม จนการขอปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเริ่มถูกพูดถึงเป็นวงกว้างมากขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับของแพงและค่าครองชีพที่สูงขึ้น

ไทย “ปรับค่าแรงขั้นต่ำ” มาแล้วหลายครั้ง แต่เกิดผลกระทบต่างกัน

ประเทศไทยมีการกำหนดค่าแรงขั้นต่ำและบังคับใช้ครั้งแรกตั้งแต่ปี 2516 เริ่มจาก 12 บาท ก่อนจะปรับขึ้นอยู่เรื่อย ๆ และเมื่อย้อนดูค่าแรงขั้นต่ำตั้งแต่หลังวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 จนถึงปี 2555 (ก่อนปรับค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาททั่วประเทศในปี 2556) พบว่า ค่าแรงขั้นต่ำเฉลี่ยทั่วประเทศในช่วงระหว่างปี 2544 – 2554 ปรับขึ้นเฉลี่ยปีละ 2.8% ขณะที่เงินเฟ้อไทยเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 2.7%

สิ่งที่ตามมาหลังจากการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำอย่างค่อยเป็นค่อยไป นอกจากจะช่วยเพิ่มรายได้ให้กับประชาชนแล้ว ยังเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้เศรษฐกิจไทยในช่วงเวลานี้เติบโตค่อนข้างดีที่ราว 4-7% จากการบริโภคของคนไทยและการลงทุนของภาคธุรกิจ

แม้ว่าการขึ้นค่าแรงจะเป็นต้นทุนของผู้ประกอบการที่ต้องแบกรับภาระ แต่การศึกษาของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ชี้ให้เห็นว่า หากค่าแรงเพิ่มขึ้น 1% จะทำให้ต้นทุนค่าแรงเพิ่มขึ้น 0.01% เท่ากับว่า ตลอดช่วง 10 ปีในช่วงเวลานั้น ค่าแรงเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปี 2.8% ต้นทุนของผู้ประกอบการเพิ่มขึ้นเฉลี่ยเพียง 0.03% เท่านั้น

นับว่าการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำอย่างช้า ๆ นอกจากจะช่วยเพิ่มรายได้ให้กับประชาชนแล้ว ภาคธุรกิจจะค่อย ๆ ปรับตัวจนไม่ได้ส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวมแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำครั้งใหญ่เป็น 300 บาททั่วประเทศ เกิดขึ้นและบังคับใช้ในปี 2556 ส่งผลให้ค่าแรงขั้นต่ำเฉลี่ยทั่วประเทศขยับเพิ่มขึ้นทีเดียวมากกว่า 20% จาก 245 บาทในปี 2555 ท่ามกลางเงินเฟ้อในช่วงเวลานี้อยู่ที่เพียง 2-3% เท่านั้น

โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ศึกษาผลจากการปรับขึ้นค่าแรงอย่างก้าวกระโดดในครั้งนี้ว่า ทำให้ต้นทุนของผู้ประกอบการเพิ่มสูงขึ้นถึง 0.6% เลยทีเดียว เท่ากับว่า เมื่อค่าแรงเพิ่มขึ้น 20% ผู้ประกอบการต้องเผชิญกับต้นทุนค่าแรงที่สูงขึ้น 12% และส่งผลให้ GDP ของไทยลดลงถึง 1.7% เมื่อเทียบกับการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำอย่างค่อยเป็นค่อยไป

สิ่งที่ตามมาหลังจากนั้น คือ การบริโภคของคนไทยยังเติบโตได้จากรายได้ที่เพิ่มขึ้นเร็วกว่าเงินเฟ้อ แต่การลงทุนของภาคธุรกิจกลับติดลบ 2 ปีติดต่อกันที่ -1.0% และ -2.2% ในปี 2556 และ 2557 ตามลำดับ จากต้นทุนค่าแรงที่สูงขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็ก (SMEs) หรือธุรกิจที่มีแรงงานเป็นส่วนใหญ่ จนเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับช่วงเวลาก่อนหน้า

ในเวลาต่อมาก็มีการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำอีก 3 ครั้ง ในปี 2560, 2561 และ 2563 เฉลี่ยปีละ 2% ท่ามกลางเงินเฟ้ออยู่ที่ราว 1% ซึ่งก็มีส่วนช่วยให้เศรษฐกิจไทยกลับมาเติบโตในเกณฑ์ดีที่ 3-4% อีกครั้ง

การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำควรทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป

ขณะที่สถานการณ์โควิด-19 ในปัจจุบัน ที่ประชาชนจำนวนหนึ่งรายได้หดหายไป แถมเงินเฟ้อก็เร่งตัวสูงขึ้นจนแตะ 3% หนี้ครัวเรือนไทยก็เพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง แต่ไม่มีการปรับขึ้นค่าแรงขึ้นต่ำมาแล้วเป็นเวลา 2 ปี จึงไม่น่าแปลกใจที่มีการพูดถึงการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 492 บาท 

ซึ่งหากปรับขึ้นจริง เท่ากับว่า ค่าแรงจะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดอีกครั้งกว่า 50% จากค่าแรงขั้นต่ำเฉลี่ยทั่วประเทศในปัจจุบันอยู่ที่ 321 บาท สิ่งที่ตามมาจากข้อเท็จจริงข้างต้น คงหนีไม่พ้นผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจไทยอย่างแน่นอน

ถึงตรงนี้ เราพอสรุปจากบทเรียนในอดีตได้แล้วว่า การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำอย่างค่อยเป็นค่อยไปสามารถช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของแรงงานจำนวนหนึ่งได้จริง ช่วยให้ภาคธุรกิจมีเวลาในการปรับตัว ตลอดจนช่วยหนุนให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ดีขึ้น แต่การปรับค่าแรงขั้นต่ำที่สูงขึ้นมากและกะทันหันจะกลายเป็นต้นทุนของผู้ประกอบการที่ต้องแบกรับ และอาจเห็นคนตกงานจากการถูกเลิกจ้างครั้งใหญ่ ซ้ำเติมเศรษฐกิจไทยที่เหมือนเสือกำลังนอนป่วยอยู่ในปัจจุบัน

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile