พี่ทุยต้องบอกว่า ช่วงนี้พี่ทุยดูซีรีส์ไปเยอะมาก ๆ (สงสัยคงจะว่างเกินไป) ไม่ว่าจะเป็นแนวรักโรแมนติก แนวตลก หรือแม้กระทั่งซีรีส์แนวบู๊ล้างผลาญ พี่ทุยก็ได้ดูไปหลายเรื่องแล้ว แต่มาสะดุดอยู่ที่ซีรีส์เรื่องหนึ่ง ซึ่งเป็นซีรีส์แนว “วางแผนโจรกรรม” ที่เกี่ยวข้องกับ “เศรษฐกิจ” อยู่บ้างในเรื่อง “Money Heist”
โดย “Money Heist” นั้นจะเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับการก่อเหตุโจรกรรมระดับชาติของกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง โดยมีผู้นำของกลุ่มซึ่งถูกเรียกว่า ”ศาสตราจารย์” ซึ่งศาสตราจารย์เป็นเสมือนผู้ที่สร้างกลุ่มและเป็นผู้ที่รวบรวมหัวโจกนักโจรกรรมมือฉมังเข้ามาอยู่ในกลุ่มมากมาย
สิ่งที่เกิดก็ขึ้นคือ ในแต่ละตอนก็จะมีเนื้อหาการปล้นและโจรกรรมที่แตกต่างกันไป ทั้งสถานที่และสิ่งที่ขโมยมา แต่มีอยู่ตอนหนึ่งที่พี่ทุยถึงกับต้องอ้าปากค้าง ทึ่งในเป้าหมายการโจรกรรมของกลุ่มคนพวกนี้ เพราะว่าพวกเขาบอกว่าต้องการที่จะปล้น “ทุนสำรอง” ของประเทศตัวเอง !
ซึ่งพี่ทุยประทับใจตัวเอกของเรื่องเป็นอย่างมาก ที่มีความคิดอันแสนเฉลียวฉลาดและสามารถวางแผนการปล้นได้สำเร็จ อย่างไรก็ตาม บทความนี้จะไม่ได้พูดถึงวิธีการโจรกรรมแน่นอน
แต่เราจะมาพูดคุยถึงประเด็นที่ว่า ทำไมแต่ละประเทศจำเป็นต้องมี “ทุนสำรอง” โดยเฉพาะอย่างยิ่งเลย นั่นคือ “ทองคำ” สำรอง เเล้วถ้าหากวันหนึ่งไทยไม่มีหรือทุนสำรองถูกโจรกรรมขึ้นมาจริง ๆ เเบบซีรีส์จะทำให้ประเทศเป็นอย่างไรกันแน่ จะล่มสลายเหมือนในซีรีส์หรือไม่ ในวันนี้พี่ทุยจะมาเล่าให้ฟังกัน (เนื้อหาบทความนี้อาจมีการสปอยล์เนื้อหาซีรีส์ “Money Heist”)
คุณค่าของ “ธนบัตรและเหรียญ” มาจากคุณค่าของ “ทองคำ”
ทองคำถูกยอมรับเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนมาอย่างช้านานเนื่องจากเป็นสิ่งที่หายาก (แต่ไม่ยากจนเกินไป) จับต้องได้ และที่สำคัญคือมีจำนวนจำกัด มันจึงสามารถมีมูลค่าในตัวของมันเองได้
ในทางกลับกันสำหรับธนบัตรและเหรียญที่เรานิยมใช้สำหรับการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้ากันในปัจจุบันนั้น ถ้าสามารถผลิตมาจำนวนเท่าไรก็ได้ ลองคิดดูว่าของที่มันหาได้ง่าย ก็จะทำให้เรามองไม่เห็นคุณค่าของมัน จนอาจกลายเป็นว่าไม่มีค่าไปเลยก็ได้ เช่น ทำไมคนเราไม่เอาใบไม้ หรือก้อนหินมาเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน เป็นต้น
แต่แม้ทองคำจะถูกยอมรับในแง่สื่อกลางในการแลกเปลี่ยน แต่การพกพาทองคำไปไหนมาไหนก็เป็นเรื่องที่ลำบาก (เพราะมันหนัก) แต่ละประเทศจึงได้มีการคิดค้นระบบการเงินโดยใช้ “ธนบัตรและเหรียญ” เป็นสื่อกลางแทน โดยการที่จะทำให้มันมีมูลค่าได้ จึงต้องมีสินทรัพย์อย่างทองคำ มาคอยค้ำอยู่เบื้องหลัง ซึ่งเกิดมาเป็นระบบ “Gold Standard” นั่นเอง และทำให้เงินเหล่านี้ถูกยอมรับจากผู้คนส่วนมาก สำหรับใช้ในการใช้จ่ายในปัจจุบัน
การไม่มีทองคำหรือการหายไปของทองคำในทุนสำรอง ทำให้ “สกุลเงิน” ของประเทศนั้น ๆ ไร้ค่า
เนื่องจากมูลค่าของเงินที่มีการใช้จ่ายอยู่ในปัจจุบัน มีทองคำจากทุนสำรองของประเทศคอยค้ำเอาไว้ให้ ถ้ามันเกิดหายไป รับรองว่าซวยกันทั้งประเทศแน่นอน เพราะมันจะทำให้เงินสดที่คุณมีไม่ว่าจะในบัญชีหรือในกระเป๋านั้น ไม่สามารถใช้ได้ทันที
การที่ “ธนบัตรและเหรียญ” กลายเป็นสิ่งไม่มีค่า หมายถึง “เศรษฐกิจ” ที่พังทลาย
อย่างในซีรีส์ “Money Heist” ก็จะมีฉากที่ว่าตลาดหุ้นปรับตัวลงแรง และพันธบัตรรัฐบาลของประเทศถูกเทขายอย่างหนัก จากการที่ “ทุนสำรอง” ในคลังถูกโจรกรรมไป
สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะว่า การกระทำแบบนี้ทำให้สกุลเงินของประเทศนั้นไม่มีค่า และการที่ระบบสกุลเงินนั้นไม่มีค่า ทำให้เศรษฐกิจไม่สามารถเติบโตได้อีกต่อไปและที่ยิ่งแย่ไปกว่านั้นก็คือ อาจทำให้เศรษฐกิจย้อนเวลากลับไปสู่ยุคของการแลกเปลี่ยนสินค้าด้วยสินค้า (Barter Trade) ซึ่งนั่นคือยุคสมัยของการแลกเปลี่ยนเมื่อหลายศตวรรษที่แล้ว
และหากลองมองในแง่ของบริษัท ที่ทำมาค้าขายอยู่ทุกวี่ทุกวัน แต่อยู่มาวันหนึ่งกลับกลายเป็นว่าสินค้าที่ตนได้จำหน่ายไป กลับแลกได้มาเพียงแค่เศษกระดาษที่ไร้ค่าเท่านั้น ซึ่งนั่นเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ตลาดหุ้นพังทลาย เพราะว่าบริษัทไม่สามารถได้ประโยชน์จากการทำธุรกิจได้อีก
รวมถึงเรื่องของตราสารหนี้และพันธบัตรรัฐบาล ที่ในซีรีส์บอกว่ามีการเทขายออกมา เปรียบเสมือนกับการขอยืมเงินจากคนอื่น โดยสัญญาว่าจะจ่ายผลตอบแทนดอกเบี้ยให้เป็นสกุลเงินที่ไม่มีค่าอีกต่อไป จึงทำให้ไม่มีนักลงทุนคนไหนอยากให้บริษัทหรือประเทศนั้น ๆ กู้ยืมเงินอย่างแน่นอน เพราะผลตอบแทนที่เขาจะได้รับจะเป็นเพียงแค่สิ่งที่ไม่มีค่าเท่านั้น
รูปแบบของการพังทลายของระบบการเงินลักษณะนี้ ก็คือ “Hyperinflation” นั่นเอง
อย่างกรณีในซีรีส์ได้มีการเปรียบเทียบว่า การที่ไม่มีทองคำใน “ทุนสำรอง” ของระบบการเงินในประเทศนั้น ๆ หรือถูกโจรกรรมไปจนหมด แม้จะประชาชนคนส่วนมากจะยังคงถือเงินสดอยู่เท่าเดิม แต่นั้นก็หมายถึงเงินก้อนนั้นได้สูญเสียมูลค่าในการใช้จ่ายไปแล้ว
แต่หากมองในมุมกลับกัน แม้ประเทศจะมี “ทุนสำรอง” อยู่เต็มคลัง โดยไม่มีการถูกโจรกรรมใด ๆ เกิดขึ้น แต่หากทางธนาคารกลางของประเทศนั้นได้มีการผลิตธนบัตรและเหรียญออกสู่ระบบการเงินภายในประเทศจำนวนที่มากเกินไปแบบไม่ลืมหูลืมตา ก็จะทำให้ปริมาณเงินมีอยู่เยอะเกินไปจนไร้ค่า เหมือนกับใบไม้และก้อนหินนั่นเอง (เหมือนอย่างวิกฤตที่เยอรมันเคยเจอในอดีต อ่านเพิ่มเติม)
ซึ่งในกรณีนี้ เรื่องของ “Hyperinflation” หรือเงินเฟ้อขั้นรุนเเรงก็เคยได้เกิดขึ้นในโลกของเรามาแล้วเมื่อไม่นาน อย่างกรณีของประเทศ Venezuela และ Zimbabwe ที่อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงเป็นหลัก 1,000% จนถือว่าเป็นประเทศที่มีระบบการเงินที่ล้มเหลวไปแล้วนั่นเอง
ดังนั้น หากอยู่ ๆ ไทยถูกปล้นทองคำเเบบ Money Heist วิกฤตเศรษฐกิจครั้งยิ่งใหญ่ ซึ่งบอกได้เลยว่า หนักกว่าตอนวิกฤตต้มยำกุ้งแน่ ๆ
ใครเป็นผู้ดูเเลทุนสำรองทองคำของประเทศ ไม่ให้เจอวิกฤตg “เศรษฐกิจ” อย่าง Hyperinflation ?
จะเป็นใครไปไม่ได้เลย ถ้าไม่ใช่ ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ “แบงก์ชาติ” นั่นเอง โดยช่วงไตรมาส 2 เเละ 3 ปี 2021 เเบงก์ชาติได้เข้าซื้อทองคำอย่างต่อเนื่อง โดยให้เหตุผลว่า “เพื่อให้มีเพียงพอ พร้อมใช้เเละรองรับการทำธุรกรรมซื้อขายสินค้า บริการ และการลงทุนระหว่างประเทศ ที่สำคัญ คือ เพื่อรักษา “มูลค่าเงินตรา” และ “อำนาจซื้อของไทย” ในตลาดโลก”
โดย ณ สิ้นปี 2563 ไทยถือครองทุนสำรองทองคำเพียง 281,673.68 ล้านบาทเท่านั้น เเต่เดือน พ.ย. 2564 ไทยมีทุนสำรองทองคำถึง 469,565.08 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 66 % เลยทีเดียว ทำให้ไทยเป็นประเทศที่ถือครองทุนสำรองทองคำมากที่สุดเป็นอันดับที่ 21 ของโลก
ถามว่า เราจะสบายใจได้หรือไม่ หากเรายังมีทุนสำรองทองคำอยู่แล้วจะไม่เกิดวิกฤต Hyperinflation คำตอบคือ ไม่ได้ เพราะการเกิด Hyperinflation มีปัจจัยอื่น ๆ เช่น จากสงคราม การขาดเเคลงของสินค้าบริการ รวมถึงการบริหารประเทศของภาครัฐ ทั้งหมดนี้ล้วนส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศทั้งสิ้น