นับตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. 2564 เป็นต้นไป ประเทศไทยเตรียมจะเปิดประตูต้อนรับนักท่องเที่ยวจาก 46 ประเทศที่มีความเสี่ยงต่ำและได้รับวัคซีนครบโดสแล้วเข้ามาในประเทศได้โดยไม่ต้องกักตัว ซึ่งเริ่มจาก “เปิดประเทศ” ให้เข้ามาท่องเที่ยวในพื้นที่ 17 จังหวัดนำร่องก่อนจะขยายไปยังพื้นที่อื่น ๆ ต่อไปในอนาคต
เรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับไทยเพียงประเทศที่เดียวเท่านั้น หากแต่ประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เอง ต่างก็รีบออกมาประกาศแผนการเปิดประเทศในลักษณะเดียวกันนี้เช่นกัน
พี่ทุยขอพาไปดูว่ามีประเทศไหนบ้างที่กำลังเปิดประเทศ แล้วอะไรคือสาเหตุที่ทำให้ต้องเร่งเปิดประเทศในเวลานี้ ทั้ง ๆ ที่จำนวนผู้ได้รับวัคซีนก็ยังไม่มากนัก และแต่ละประเทศมีความพร้อมมากน้อยเพียงใด
ประเทศไหนเปิดน่านฟ้าแบบไม่ต้องกักตัวหรือลดจำนวนวันกักตัวแล้วบ้าง
ปัจจุบันพี่ทุยพบว่า หลาย ๆ ประเทศในอาเซียนกำลังเดินตามแบบอย่างไทยแลนด์โมเดลกันแทบทั้งสิ้น โดยเริ่มจากทดลองเปิดเฉพาะบางพื้นที่ก่อน เหมือนที่ทำในโครงการภูเก็ต แซนด์บล็อกซ์ และสมุย พลัส โมเดล ก่อนจะขยายไปยังพื้นที่อื่น ๆ
โดยเริ่มจาก
- สิงคโปร์ จัดตั้งช่องทางพิเศษโดยไม่ต้องกักตัว (Vaccinated Travel Lanes System) ที่สนามบินเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวในกลุ่มประเทศเสี่ยงต่ำและได้รับวัคซีนครบโดสแล้วเข้าประเทศ โดยมีเงื่อนไขว่าจะต้องมีผลตรวจโควิดเป็นลบภายในระยะเวลา 48 ชั่วโมงหลังเดินทางออกมาจากประเทศต้นทาง
- มาเลเซีย ได้เปิดให้นักท่องเที่ยวต่างชาติที่รับวัคซีนครบโดสแล้วเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวยังเกาะลังกาวีได้ ขณะที่แผนการเปิดรับในส่วนอื่น ๆ ของประเทศยังไม่มีประกาศออกมาอย่างเป็นทางการ แต่มีความเป็นไปได้สูงที่จะเริ่มเปิดประเทศในเดือน พ.ย. 2564 นี้
- อินโดนีเซีย เพิ่งประกาศเริ่มเปิดให้นักท่องเที่ยวบางประเทศเดินทางเข้ามายังเกาะบาหลี (ฺBali) และหมู่เกาะรีเยา (Riau Islands) ได้ตั้งแต่วันที่ 14 ต.ค. 2564 เป็นต้นไป แต่ยังมีเงื่อนไขต้องกักตัว 5 วัน พร้อมทั้งเงื่อนไขการบังคับซื้อประกันและค่าจองโรงแรมสำหรับกักตัวก่อนเดินทางมาถึง ขณะที่แผนเปิดประเทศในภาพรวมยังไม่มีการประกาศใด ๆ ออกมา โดยมีแต่เพียงการให้สัมภาษณ์ของรัฐมนตรีสาธารณสุขของอินโดนีเซียที่บอกว่า อาจเปิดประเทศได้ในช่วง พ.ย. 2564 ภายใต้เงื่อนไขว่าประชากร 70% ได้รับวัคซีนเข็มแรกแล้ว
- เวียดนาม ที่เพิ่งประกาศเริ่มทดลองให้นักท่องเที่ยวจากประเทศที่มีความเสี่ยงต่ำเข้ามาท่องเที่ยวยังเกาะฟูก๊วก (Phu Quoc) ซึ่งเป็นสถานที่พักตากอากาศชื่อดังได้ในเดือน พ.ย. 2564 โดยมีเงื่อนไขว่าจะต้องมีผลตรวจโควิด-19 เป็นลบเมื่อเดินทางมาถึง และตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2564 เป็นต้นไป ทางรัฐบาลก็จะเริ่มเปิดให้นักท่องเที่ยวดังกล่าวเข้ามายังแหล่งท่องเที่ยวสำคัญอื่น ๆ อาทิ ฮาลองเบย์ ฮอยอัน ดาลัด และญาจาง ส่วนแผนเปิดประเทศในภาพรวมคาดว่าจะเริ่มเดือน มิ.ย. 2565
ทำไมถึงต้องเร่ง “เปิดประเทศ”
รายได้จากการท่องเที่ยวมีส่วนช่วยหล่อเลี้ยงระบบเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นอย่างมาก เฉลี่ยประมาณ 12% ของ GDP ซึ่งถือว่าสูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลกที่ 9.8% และทวีปเอเชียที่ 8.5%
โดยเฉพาะกัมพูชาในช่วงก่อนเกิดการระบาดของโรคโควิด-19 การท่องเที่ยวช่วยสร้างรายได้ให้กับประเทศมากถึง 18% ของ GDP เลยทีเดียว ขณะที่มาเลเซีย ไทย และเวียดนาม อยู่ที่ประมาณ 14 – 12% ตามลำดับ
การขาดหายไปของนักท่องเที่ยวในช่วงโควิด-19 ไม่เพียงแต่จะทำให้เม็ดเงินจากการท่องเที่ยวสูญหายไปจากระบบเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังส่งผลไปถึงกิจการที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวในแถบอาเซียนให้ต้องปิดตัวลงเป็นจำนวนมาก และยังทำให้มีการเลิกจ้างงานตามมาอีกนับไม่ถ้วน
โดยผู้เชี่ยวชาญจาก Oxford Business Group ประเมินความเสียหายที่เกิดขึ้นในปี 2563 ของไทยไว้ที่ 50,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 1.6 ล้านล้านบาท) และเวียดนามที่ 31,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 9.92 แสนล้านบาท)
ดังนั้นแต่ละประเทศจึงมีความจำเป็นต้องรีบพลิกฟื้นอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกันอย่างเร่งด่วน
ยิ่งเมื่อผนวกเข้ากับปัจจัยจากการชะงักตัวของภาคการผลิตที่ได้รับผลกระทบจากการติดเชื้อของคนงานในโรงงานต่าง ๆ และงบประมาณของภาครัฐที่เริ่มร่อยหรอลงเรื่อย ๆ หลังจากต้องเข้าโอบอุ้มและช่วยเหลือประชาชนและภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบมาหลายต่อหลายครั้งแล้ว
พี่ทุยจึงไม่แปลกใจเลยที่แต่ละประเทศต่างจำเป็นต้องรีบงัด “กลยุทธ์การเตรียมพร้อมเปิดประเทศ” มาใช้ ทั้งที่อัตราการฉีดวัคซีนในภูมิภาคก็ยังไม่สูงมากนักเมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้วอย่างในสหรัฐฯ และยุโรป
ปัจจุบันสัดส่วนของประชากรที่ได้รับวัคซีนครบโดสของไทยอยู่ที่ 33% อินโดนีเซีย 21% และ เวียดนาม 16% แต่มีเพียงสิงคโปร์ประเทศเดียวเท่านั้นที่มีอัตราส่วนที่สูงประมาณ 80% ของจำนวนประชากร
แต่ละประเทศพร้อมกับการ “เปิดประเทศ” แค่ไหน
หากว่าตามข้อมูลจากดัชนีความพร้อมเปิดประเทศจากสำนักข่าว Bloomberg และ Nikkei จะพบว่ากลุ่มประเทศในอาเซียนส่วนใหญ่ ยกเว้น สิงคโปร์ มีความพร้อมที่ค่อนข้างต่ำ โดยมีสาเหตุมาจากจำนวนผู้ติดเชื้อใหม่รายวันที่ยังค่อนข้างสูงอยู่ แต่จำนวนผู้ได้รับวัคซีนยังอยู่ในสัดส่วนที่ค่อนข้างต่ำ ขณะที่เส้นทางท่องเที่ยวที่เข้ามาโดยไม่ต้องกักตัวยังมีไม่มากนัก
มุ่งสู่กลยุทธ์การเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับโควิด-19
หลายประเทศเริ่มเรียนรู้แล้วว่าการพยายามจะกดยอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 ของคนในประเทศให้เหลือศูนย์อยู่ตลอดไปแบบที่เคยทำสำเร็จเมื่อปีที่แล้วคงจะเป็นไปไม่ได้ ณ ขณะนี้ นั่นเพราะมีเงื่อนไข 2 ประการสำคัญ
(1) ข้อจำกัดด้านประสิทธิภาพในการควบคุมโควิด-19 สายพันธุ์เดลต้า ซึ่งเป็นสายพันธุ์ใหม่ที่ระบาดได้เร็วมาก ทำให้การควบคุมด้วยมาตรการทางสาธารณสุขในวงกว้างทำได้ยากมากขึ้น แต่จะหันไปพึ่งวัคซีนก็ดูจะเป็นไปได้ยากอีก เพราะอัตราการฉีดวัคซีนให้ประชาชนส่วนใหญ่ในภูมิภาคนี้อยู่ในระดับต่ำมาก
ซ้ำร้ายยิ่งไปกว่านั้นคือวัคซีนที่เคยฉีดไปในช่วงแรก ๆ กลับเป็นวัคซีนที่มีคุณภาพต่ำ ทำให้ไม่สามารถป้องกันโควิด-19 สายพันธุ์เดลต้าได้ จนต้องมีการเรียกฉีดเข็มที่สามเพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันอย่างที่เห็นกันอยู่ในบ้านเรา
(2) ข้อจำกัดต้นทุนทางเศรษฐกิจ ต้องอย่าลืมว่าการอัดยาแรงผ่านการใช้มาตรการปิดเมือง (Lockdown) ก็ส่งผลข้างเคียงต่อระบบเศรษฐกิจและปากท้องของพี่น้องประชาชนที่เลวร้ายไม่แพ้กัน
โดยที่ผ่านมาพบว่า แม้มาตรการ Lockdown จะควบคุมการแพร่ระบาดและทำให้ยอดผู้เสียชีวิตลงได้อย่างรวดเร็ว แต่ก็สร้างความสูญเสียต่อต้นทุนทางเศรษฐกิจจำนวนมหาศาลเช่นกัน จากการที่ธุรกิจต่าง ๆ ไม่สามารถเปิดทำมาค้าขายได้ตามปกติ และทำให้มีคนตกงานจำนวนมากตามมาก
แม้ว่าในระหว่าง Lockdown จะมีมาตรการช่วยเหลือจากรัฐบาลเข้ามาช่วยเยียวยา แต่ก็ดูเหมือนว่าจะแบกต่อไปอีกไม่ไหวแล้ว เพราะสถานะการเงินการคลังของหลายประเทศก็เริ่มร่อยหรอลงไปทุกทีจากการต้องเข้าไปให้ความช่วยเหลืออยู่หลายครั้ง จนทำให้ภาครัฐหลายประเทศต้องใช้วิธีกู้หนี้ยืมสินมาสู้กับปัญหาโควิด-19
ดังนั้นภาคธุรกิจและประชาชนจึงไม่สามารถทนกับการใช้มาตรการ Lockdown ได้อีกต่อไปแล้ว และกลายเป็นแรงบีบให้ แต่ละประเทศที่เริ่มหันมาบริหารจัดการความเสี่ยงให้อยู่ในจุดที่เหมาะสมและเลือกจะอยู่ร่วมกับโควิด-19 แทน เพราะนาทีนี้คงคงต้องยอมรับแล้วว่า ยังไงเสียโควิด-19 ก็คงจะอยู่ร่วมกับเราไปอีกหลายปี
อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายมองว่าหากมีความจำเป็นต้องใช้มาตรการ Lockdown อีกในอนาคตก็คงเป็นไปในลักษณะแบบจำกัดเชิงพื้นที่มากกว่าจะเป็นการประกาศเป็นวงกว้างที่ผ่านมา
ทั้งหมดที่กล่าวมาคงพอทำให้เราเริ่มเห็นภาพแล้วว่า นับตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 2564 ไปจนถึงปี 2565 คงจะเริ่มเห็นทิศทางการเปิดประเทศของประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคอาเซียนมากขึ้น แม้ว่ายอดผู้ติดเชื้ออาจกลับมาเพิ่มขึ้นบ้าง
นั่นก็เพราะว่าปัญหาปากท้องและความจำเป็นทางเศรษฐกิจก็สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 การรักษาสมดุลระหว่างความจำเป็นด้านความปลอดภัยทางสาธารณสุขกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจจึงเป็นเรื่องที่ภาครัฐและทุกฝ่ายต้องบริหารจัดการให้ดี