ธุรกิจท่องเที่ยวไทยจะเป็นอย่างไร ? ในวันที่ “เปิดประเทศ”

ธุรกิจท่องเที่ยวไทยจะเป็นอย่างไร ? ในวันที่ “เปิดประเทศ”

4 min read    Money Buffalo

ฉบับย่อ

  • ภาคท่องเที่ยวมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยคิดเป็น 20% ของ GDP โดยเฉพาะรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ
  • โควิด-19 ทำให้ไม่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทย ขณะที่นักท่องเที่ยวไทยไม่สามารถชดเชยได้ ทำให้ธุรกิจในภาคท่องเที่ยวขาดรายได้และมีปัญหาทางด้านการเงิน
  • ภาครัฐออกโครงการเราเที่ยวด้วยกันมาแล้ว 2 เฟส และได้รับกระแสตอบรับที่ดีจนช่วยพยุงธุรกิจท่องเที่ยวได้บางส่วน
  • ล่าสุดมีการอนุมัติโครงการเราเที่ยวด้วยกันเฟส 3 และเตรียมเปิดประเทศในวันที่ 1 พ.ย. 2564 โดยอนุญาตให้ชาวต่างชาติ 46 ประเทศ เข้าไทยได้โดยไม่ต้องกักตัว ซึ่งจะช่วยหนุนให้เศรษฐกิจและภาคท่องเที่ยวไทยกลับมาคึกคักอีกครั้ง แต่ยังต้องติดตามความเสี่ยงต่อไป

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile

เข้าสู่ช่วงปลายฝนต้นหนาวที่หลายคนรอและเริ่มวางแผนท่องเที่ยวปลายปีกันบ้างแล้ว ซึ่งเป็นจังหวะที่ดี เพราะล่าสุดเมื่อปลายเดือน ก.ย. 2564 ทาง ครม. ได้อนุมัติ “โครงการเราเที่ยวด้วยกันเฟส 3” และ “โครงการทัวร์เที่ยวไทย” ที่นับว่าเป็นแคมเปญกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการท่องเที่ยวและเพิ่มกำลังซื้อในประเทศ รวมถึงเป็นการช่วยเหลือผู้ประกอบการในธุรกิจท่องเที่ยวและธุรกิจที่เกี่ยวข้องด้วย สอดรับกับช่วง “เปิดประเทศ” ที่กำลังมาถึง

ภาคท่องเที่ยวมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยมาก

ภาคท่องเที่ยวถือเป็นเครื่องยนต์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยมาตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมา โดยในช่วงก่อนเกิดโควิด-19 ปี 2562 ภาคท่องเที่ยวสร้างรายได้ให้กับประเทศเป็นมูลค่าสูงถึง 3 ล้านล้านบาท หรือราว 20% ของ GDP ไทย โดยรายได้ 1 ใน 3 มาจากคนไทยที่เดินทางท่องเที่ยวในประเทศ ส่วนรายได้อีก 2 ใน 3 มาจากนักท่องเที่ยวต่างชาติเกือบ 40 ล้านคน จนทำให้ไทยติดอันดับประเทศที่มีรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติมากที่สุด Top 5 ของโลก เป็นรองแค่สหรัฐฯ สเปน และฝรั่งเศส เท่านั้น

ซึ่งไม่เพียงแต่สร้างรายได้เข้าประเทศด้วยมูลค่ามหาศาลเพียงอย่างเดียว แต่ยังช่วยให้แรงงานที่อยู่ในธุรกิจท่องเที่ยวและธุรกิจอื่นที่เกี่ยวข้อง อาทิ ธุรกิจโรงแรมและที่พัก ธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่ม ธุรกิจค้าขายส่งและปลีก ธุรกิจทัวร์ และธุรกิจก่อสร้าง นับ 10 ล้านชีวิตให้มีอาชีพมีรายได้ รวมถึงช่วยยกระดับวิถีชีวิตเศรษฐกิจชุมชนอีกด้วย

โควิด-19 ทำให้รายได้ของธุรกิจท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวต่างชาติแทบเป็นศูนย์

อย่างไรก็ตาม วิกฤตโควิด-19 ที่มีการล็อกดาวน์เมืองและล็อกคนทั่วโลก ทำให้ไม่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาไทยเลยแม้แต่คนเดียวตั้งแต่ปลายเดือน มี.ค. จนถึงเดือน ก.ย. 2563 ขณะที่นักท่องเที่ยวชาวไทยที่แม้จะมีการเดินทางท่องเที่ยวอยู่บ้างเล็กน้อย แต่ก็ไม่สามารถชดเชยรายได้ที่หายไปจากนักท่องเที่ยวต่างชาติได้ เพราะนักท่องเที่ยวต่างชาติใช้เงินมากกว่าคนไทยเฉลี่ยถึง 2 เท่าต่อคนต่อวัน 

สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ทั้งธุรกิจท่องเที่ยว ทั้งกำลังซื้อในประเทศ ตลอดจนเศรษฐกิจไทยติดลบหนักที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ อีกทั้งหน่วยงานเศรษฐกิจสำคัญของโลกยังบอกว่า ไทยเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 มากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก จากการที่ไทยพึ่งพานักท่องเที่ยวต่างชาติมากเกินไป

“เราเที่ยวด้วยกัน” จุดเริ่มต้นการฟื้นตัวของธุรกิจท่องเที่ยวในประเทศ

ภาครัฐจึงได้ออกมาตรการ “โครงการเราเที่ยวด้วยกันเฟส 1” เมื่อช่วงเดือน ก.ค. – ต.ค. 2563 ด้วยการให้สิทธิประชาชนท่องเที่ยวในประเทศจำนวนทั้งหมด 5 ล้านสิทธิ และจากกระแสตอบรับที่ดีจึงขยายเป็น “โครงการเราเที่ยวด้วยกันเฟส 2” เพิ่มจำนวนอีก 1 ล้านสิทธิไปจนถึงเดือน เม.ย. 2564 ที่ผ่านมา

โดยในช่วงเวลาของโครงการทั้ง 2 เฟส ทำให้รายได้ของธุรกิจท่องเที่ยวและธุรกิจที่เกี่ยวข้องค่อย ๆ กลับมาฟื้นตัวขึ้น เห็นได้จากจำนวนและรายได้จากนักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางท่องเที่ยวในประเทศเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยกว่าเท่าตัวเทียบกับยังไม่มีโครงการ

ขณะเดียวกัน ภาครัฐก็มีมาตรการ “เปิดประเทศ” ภายใต้ Special Tourist VISA (STV) ตั้งแต่เดือน ต.ค. 2563 เป็นต้นมา ซึ่งทำให้เริ่มมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาไทยมากขึ้น โดยในช่วงครึ่งแรกของปี 2564 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทยมาประมาณ 40,000 คน แม้จะยังเทียบไม่ได้กับก่อนเกิดโควิด-19 แต่นับว่าเพิ่มขึ้นจากศูนย์ในช่วงที่ยังไม่มี STV

จุดเริ่มต้นเหล่านี้นับเป็นสัญญาณที่ดีที่ทำให้ธุรกิจท่องเที่ยวและธุรกิจที่เกี่ยวข้องเริ่มกลับมามีรายได้และสภาพคล่องทางการเงินกันอีกครั้ง เพราะจากข้อมูลอัตราการเข้าพักแรมของโรงแรมทั่วประเทศค่อย ๆ มีจำนวนเพิ่มขึ้นจากจุดต่ำสุดในเดือน เม.ย. 2563 ที่ 3% (มีนักท่องเที่ยวเข้าพักเพียง 3 จาก 100 ห้อง) มาอยู่ที่ 32% ในช่วงสิ้นปี 2563 และประมาณ 20% ในช่วงเดือน มี.ค. – เม.ย. 2564 ที่ผ่านมา

โครงการเราเที่ยวด้วยกันเฟส 3 และการ “เปิดประเทศ” ต่อยอดบรรยากาศการท่องเที่ยวในช่วงปลายปี

อย่างไรก็ตามแม้ภาคท่องเที่ยวกำลังค่อย ๆ ฟื้น แต่กลับพบคลัสเตอร์ใหม่จนกลายเป็นระลอกที่ 3 หลังสงกรานต์ในเดือน เม.ย. 2564 มีจำนวนผู้ติดเชื้อใหม่รายวันแตะ 5,000 คนเป็นครั้งแรก ท่ามกลางอัตราการฉีดวัคซีนครบโดสของคนไทยที่มีไม่ถึง 1% ส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติลดหายไปอีกครั้ง และแผนการโครงการเราเที่ยวด้วยกันเฟส 3 ต้องหยุดชะงักลงชั่วคราว

แต่ด้วยสถานการณ์การระบาดเริ่มคลี่คลายลง ประกอบกับอัตราการฉีดวัคซีนที่เพิ่มขึ้น ในที่สุดเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวไทย ทำให้เมื่อปลายเดือน ก.ย. 2564 ที่ผ่านมา ครม. ได้อนุมัติ “โครงการเราเที่ยวด้วยกันเฟส 3” อีก 2 ล้านสิทธิ และ “โครงการทัวร์เที่ยวไทย” จำนวน 1 ล้านสิทธิ ที่สามารถใช้ได้ไปจนถึงเดือน ม.ค. 2565 เลยทีเดียว

และล่าสุดก็เป็นที่แน่นอนแล้วว่า ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. 2564 เป็นต้นไป อนุญาตให้ชาวต่างชาติจาก 46 ประเทศ เดินทางเข้าไทยได้โดยไม่ต้องกักตัว ได้แก่ จีน ยุโรป สหรัฐฯ ซึ่งเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวหลักของไทย ถือเป็นการต่อยอดและช่วยสร้างบรรยากาศการท่องเที่ยว รวมถึงช่วยธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร ร้านค้า และธุรกิจอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ให้กลับมาคึกคักกันอีกครั้ง

หลังจากที่มีการผ่อนคลายล็อกดาวน์ไปก่อนหน้านี้เมื่อเดือน ก.ย. 2564 ที่ผ่านมา ก็จะเริ่มเห็นคนไทยบางส่วนออกเดินทางท่องเที่ยวกันมากขึ้น ส่วนนักท่องเที่ยวต่างชาติในช่วง 2 เดือนหลังสุด (ก.ค. – ส.ค. 2564) ปรากฎว่าเกิน 10,000 คนต่อเดือนเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เกิดโควิด-19 สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้เศรษฐกิจและธุรกิจท่องเที่ยวไทยกลับมามีชีวิตชีวากันอีกครั้งในฤดูกาลแห่งการท่องเที่ยวช่วงปลายปีไปจนถึงอย่างน้อยต้นปีหน้า

เมื่อ “เปิดประเทศ” หลายจังหวัดจะมีบรรยากาศการท่องเที่ยวที่คึกคักขึ้น

เป็นสิ่งที่น่าสนใจว่าแล้วธุรกิจท่องเที่ยวในพื้นที่ใดของประเทศจะได้รับประโยชน์จากการเปิดประเทศและโครงการเหล่านี้ พี่ทุยเลยวิเคราะห์ให้เห็นว่าธุรกิจในจังหวัดใดบ้างที่คาดว่าจะได้รับผลเชิงบวกกับการเปิดประเทศและโครงการกระตุ้นการท่องเที่ยวของภาครัฐ ดังตารางข้างล่างนี้

ธุรกิจท่องเที่ยวไทยจะเป็นอย่างไร ? ในวันที่ “เปิดประเทศ”

จากตารางจะเห็นว่า จังหวัดกาญจนบุรี ชลบุรี นครราชสีมา เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ พระนครศรีอยุธยา และระยอง เป็นกลุ่มจังหวัดที่อยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ และจะเป็นกลุ่มจังหวัดที่น่าจะได้เห็นบรรยากาศการเดินทางท่องเที่ยวที่คึกคักขึ้น เพราะพฤติกรรมของคนไทยส่วนใหญ่ชอบขับรถท่องเที่ยวในจังหวัดใกล้ ๆ สัก 3-4 ชั่วโมง ยกเว้นเชียงใหม่ที่เป็นจังหวัดยอดนิยมของคนกรุงอยู่แล้ว

ส่วนกลุ่มจังหวัดที่คาดว่าจะเห็นนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไปมากขึ้นจะเป็นจังหวัดที่ไกลจากกรุงเทพฯ และเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวต่างชาติอยู่แล้ว เช่น ภูเก็ต สุราษฎร์ธานี กระบี่ พังงา และเชียงใหม่ เป็นต้น ซึ่งหน่วยงานเศรษฐกิจสำคัญของไทยคาดการณ์ว่าในช่วงที่เหลือของปีนี้จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเฉลี่ยเดือนละกว่า 30,000 คน

ถึงตรงนี้ คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ภาคท่องเที่ยวมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยมากแค่ไหน เป็นทั้งตัวฉุดและตัวดึงรายได้และสภาพคล่องของธุรกิจท่องเที่ยวและธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ซึ่งการเร่งฉีดวัคซีนในช่วงที่ผ่านมา โครงการกระตุ้นการท่องเที่ยวและการเปิดประเทศในปัจจุบันนับเป็นสิ่งที่ดีและเหมาะสมกับการกระตุ้นและฟื้นฟูเศรษฐกิจในภาคท่องเที่ยว

แต่ในอีกมุมหนึ่งการเปิดประเทศครั้งนี้ก็ยังมีความเสี่ยง ในช่วงที่ทั่วโลกและไทยยังเผชิญกับการระบาดของโควิด-19 อยู่ รวมถึงความเป็นไปได้ที่เชื้อไวรัสอาจกลายพันธุ์ ซึ่งหากเปิดประเทศครั้งนี้เป็นไปอย่างราบรื่นก็ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีอีกครั้งสำหรับภาคธุรกิจไทย แต่หากเกิดสถานการณ์ตรงกันข้าม ความพยายามที่ผ่านมาทั้งผลกระทบจากการล็อคดาวน์ เม็ดเงินที่ทุ่มไปกับโครงการกระตุ้นการท่องเที่ยวจะไม่มีประโยชน์ทันที

สุดท้ายพี่ทุยอยากฝากไว้กับทุกคนว่าจะเดินทางท่องเที่ยวหรือธุรกิจใดที่กำลังเตรียมพร้อมรองรับบรรยากาศการท่องเที่ยวที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ การดูแลและป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นยังเป็นสิ่งจำเป็นและสำคัญเสมอ

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile