“รัฐบาล” ในประเทศต่าง ๆ มีหน้าที่ในการบริหารประเทศ และมีหน้าที่สำคัญในการที่จะทำให้ประชาชนในประเทศตนเองมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ผ่านการนำเงินที่ได้จากการเก็บภาษีหรือแม้กระทั่งกู้ยืมเงินมา เพื่อให้ได้ตามเป้าหมาย “งบประมาณ” ที่ตั้งเอาไว้ในแต่ละปี สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายและลงทุนในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ด้านการคมนาคม ที่เกี่ยวกับการเดินทางต่างๆ หรือด้านการศึกษา ซึ่งจะทำให้พลเมืองของประเทศมีความรู้และสามารถเพื่อความเจริญก้าวหน้าของประเทศต่อไปในระยะยาว และงบประมาณอีกด้านที่ต้องพูดถึงคือ “ค่าใช้จ่ายทางทหาร”
“ค่าใช้จ่ายทางทหาร” เป็นค่าใช้จ่ายด้านหนึ่งที่นับเป็นในค่าใช้จ่ายหลักในหลาย ๆ ประเทศ ซึ่งถือว่ามีความสำคัญค่อนข้างมาก เนื่องจากเป้าหมายหลักของค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ ก็คือ “การปกป้องและป้องกันประเทศ” ให้เกิดความสงบสุข ไม่ว่าจะจากสงคราม ภัยธรรมชาติ หรือแม้กระทั้งในช่วงที่เกิดเหตุวุ่นวายภายในประเทศ
แต่ค่าใช้จ่ายในด้านนี้ ถ้ามีมากเกินไป จะทำให้เศรษฐกิจเติบโตช้าลงหรือไม่ ? เพราะว่าทรัพยากรทางการเงินในแต่ละประเทศถือว่ามีอยู่อย่างจำกัด ในวันนี้พี่ทุย ก็จะมาให้ความรู้กับนักลงทุนทุกคนว่า จริง ๆ แล้วค่าใช้จ่ายทางทหารนั้น ส่งผลอย่างไรต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจกันแน่
“ค่าใช้จ่ายทางทหาร” คืออะไร ประกอบไปด้วยอะไรบ้าง ?
“ค่าใช้จ่ายทางทหาร” คือ ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับกองทัพ กองกำลังรักษาสันติภาพ กระทรวงกลาโหม และหน่วยงานภาครัฐอื่น ๆ ที่มีส่วนร่วมในโครงการการป้องกันประเทศ ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็น 5 หัวข้อใหญ่ ๆ ตามความหมายของสถาบันค้นคว้าวิจัยสันติภานานาชาติ (Stockholm International Peace Research Institute : SIPRI) ได้แก่
- ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับบุคคลากรทางการทหารและพลเรือน เช่น เงินบำนาญเกษียณอายุ
- การดำเนินการและบำรุงรักษา
- การจัดซื้อจัดจ้าง
- การวิจัยและพัฒนาทางการทหาร
- ความช่วยเหลือทางการทหาร
ผลกระทบจากค่าใช้จ่ายทางทหารต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ
จากที่พี่ทุยค้นคว้าข้อมูลมา ยังไม่มีบทสรุปที่แน่ชัดเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของค่าใช้จ่ายทางทหารกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยงานวิจัยที่เห็นว่างบประมาณทางทหารส่งผลดีต่อเศรษฐกิจ ให้เหตุผลว่า นอกจากความปลอดภัยและความมั่นคงของประเทศจะทำให้เกิดเสถียรภาพต่อระบบเศรษฐกิจแล้ว การวิจัยและพัฒนา (R&D) ทางการทหารจะทำให้เกิดเทคโนโลยีใหม่ ๆ ซึ่งสามารถส่งต่อไปยังการพัฒนาประเทศ แรงงานที่ถูกฝึกอบรมทางการทหาร สามารถเป็นแรงงานคุณภาพให้กับภาคของเอกชน อีกทั้งยังสามารถเพิ่มอุปสงค์โดยรวมได้
ส่วนบางงานวิจัยที่มองว่าส่งผลลบต่อเศรษฐกิจ ได้ให้เหตุผลที่แตกต่างออกไป โดยมองว่าการเพิ่มค่าใช้จ่ายของรัฐบาลจะเพิ่มการเก็บภาษีต่อภาคเอกชน (Crowding Out Effect) โดยเฉพาะหากรัฐบาลนำงบประมาณไปใช้ในทางทหารเป็นพิเศษ อาจทำให้เกิดต้นทุนค่าเสียโอกาส สำหรับการนำงบประมาณไปสนับสนุนในด้านอื่น ๆ และอาจมองได้ว่ามีความพยายามที่จะเพิ่มอำนาจทางการทหารมากจนเกินไปได้ (Increased Political Power Of The Military)
ค่าใช้จ่ายทางทหารเพิ่มขึ้น บริษัทใดบ้างได้ประโยชน์ ?
จากผลกระทบของค่าใช้จ่ายทางทหารต่อเศรษฐกิจข้างต้น ทำให้พี่ทุยมองว่าจริง ๆ แล้ว ค่าใช้จ่ายในด้านนี้อาจส่งผลทั้งทางบวกหรือทางลบก็ได้ แต่อย่างไรก็ตามหากงบประมาณทางทหารเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่เกิดความวุ่นวาย เช่น สงคราม หรือความไม่สงบภายในประเทศ กลุ่มบริษัทที่ได้ประโยชน์ก็คงจะหนีไม่พ้นกลุ่ม “บริษัทผู้ผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์หรือยานพาหนะทางการทหาร” เป็นแน่
อย่างบริษัท “Boeing” บริษัทผู้ผลิตเครื่องยนต์อากาศยานและยุทโธปกรณ์ชั้นนำของโลกที่มีอายุมาอย่างยาวนานกว่า 100 ปี ก่อตั้งโดย “วิลเลียม อี.โบอิ้ง” ชาวอเมริกัน ซึ่งมีสัดส่วนรายได้จากการรักษาความปลอดภัย กลาโหม และอวกาศ ถึง 45% และกว่า 83 % ของรายได้ในส่วนนี้ มาจากโครงการที่ภาครัฐเข้ามาเป็นลูกค้ารายใหญ่ จึงถือได้ว่าบริษัท Boeing มีรายได้เติบโตจากการที่รัฐบาลมีการใช้จ่ายในการจัดซื้อสินค้ากับบริษัท Boeing มากขึ้นนั่นเอง
แต่อย่างไรก็ตามในช่วงปี 2020 ที่ผ่านมา “Boeing” ประสบกับภาวะขาดทุนอย่างหนัก จากรายได้ในส่วนของเครื่องบินพาณิชย์ที่หดหายไปจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้ราคาหุ้นปรับฐานลงมาค่อนข้างหนักในช่วงปีที่ผ่านมา
และอีกบริษัทหนึ่งที่มาแรงแซงโค้งก็คือ “Lockheed Martin” ซึ่งในปัจจุบันขึ้นมาเป็นอันดับ 1 แซงหน้า “Boeing” ในฐานะบริษัทการบิน อวกาศ และกลาโหมของสหรัฐ เนื่องจาก Boeing มีปัญหาเรื่องสัญญากับรัฐบาลไปอยู่ช่วงหนึ่ง ทำให้ “Lockheed Martin” สามารถแย่งชิงดีลและสร้างรายได้จากรัฐบาลสหรัฐฯ มาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน
อ่านเพิ่ม
“ค่าใช้จ่ายทางทหาร” กับการเติบโตของเศรษฐกิจไทย
จากข้อมูลล่าสุดค่าใช้จ่ายทางทหารของไทยสูงขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่อย่างต่อเนื่องกว่า 7 ปีติดต่อกัน นับตั้งแต่ 2013 ในขณะที่อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยอยู่ในระดับที่ค่อนข้างทรงตัวอยู่ที่ประมาณ 2.5% – 4.5% ต่อปี และลดต่ำลงมากจากสถานการณ์โควิด-19 ที่ผ่านมา ทำให้พี่ทุยมองว่า งบประมาณทางทหาร ของรัฐบาลไทย อาจไม่ได้ส่งผลดีต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจไทยเท่าที่ควร
อ่านเพิ่ม
ทั้งนี้จึงขึ้นอยู่กับการจัดสรรงบประมาณและการพิจารณาของรัฐบาลไทยแล้วว่า ควรให้ความสำคัญกับการจัดสรรงบประมาณในด้านใดมากกว่ากันในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจของประเทศไทยกำลังชะลอตัวอย่างหนักเช่นนี้ อย่างไรก็ตามสิ่งที่พี่ทุยให้ข้อมูลไปในวันนี้ อาจทำให้นักลงทุนนำตัวเลข “ค่าใช้จ่ายทางทหาร” ไปประกอบการตัดสินใจในการลงทุนต่อไปได้ในอนาคต แต่ก็ควรติดตาม “งบประมาณ” และค่าใช้จ่ายในส่วนอื่น ๆ ของรัฐบาลด้วยเช่นเดียวกัน เนื่องจากค่าใช้จ่ายเหล่านั้น ถือว่ามีความสำคัญในระดับประเทศ เราจึงควรมีส่วนร่วมในการติดตามค่าใช้จ่ายทุกบาททุกสตางค์ของภาครัฐด้วยเช่นเดียวกันในฐานะประชาชนผู้เสียภาษีทั่วไปนั่นเอง