ในช่วง Work from home อย่างนี้ พี่ทุยเชื่อว่าหลาย ๆ คนอาจจะรู้สึกเหงาจนต้องพึ่งพาเทคโนโลยีในการเข้าถึงผู้คนใหม่ ๆ ในชีวิตบ้าง ดังนั้นถ้าใครจะมี “แอปหาคู่” อยู่ในโทรศัพท์มือถือก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร
ในช่วงที่สถานการณ์โควิดเริ่มแพร่ระบาดในเดือนมีนาคมปีที่แล้วนั้น ก็ได้มีการบันทึกว่าในเดือนมีนาคม 2020 มีคนปัด Tinder พร้อมกันภายในวันเดียวสูงถึง 3 พันล้านครั้ง สูงสุดเท่าที่ Tinder จะเคยบันทึกมาเลย
นอกจากนี้ จากบทวิจัยของ Pew research ในประเทศสหรัฐอเมริกาบอกไว้ว่าชาวอเมริกันวัยผู้ใหญ่ถึง 30% ก็ผ่านการใช้ (หรือยังคงใช้) เว็บไซต์หรือแอพหาคู่กันมาแล้วทั้งนั้น และมีถึง 12% พัฒนาความสัมพันธ์กันขึ้นมาจริง ๆ นำไปจนถึงแต่งงาน พี่ทุยเลยจะพามารู้จักกับธุรกิจแอพพลิเคชั่นหาคู่ในตลาดตอนนี้กันบ้าง
“แอปหาคู่” ยอดฮิต
เราอาจจะเคยได้ยิน “แอปหาคู่” ชื่อ Tinder ผ่านหูกันมาบ้าง ซึ่งไม่แปลกเพราะ Tinder นั้นเป็นผู้นำตลาดที่มีผู้ใช้งานแอคทีฟประมาณ 66 ล้านคนต่อเดือน เป็นผู้ใช้งานที่จ่ายเงินจำนวน 11 ล้านคน และแอปถูกโหลดแล้วกว่า 340 ล้านครั้งทั่วโลก
Tinder นั้นเป็นแอปพลิเคชันที่เปิดตัวตั้งแต่ปี 2012 ปัจจุบันอยู่ภายใต้บริษัท Match Group ซึ่งซื้อขายอยู่ในตลาดหุ้น Nasdaq ด้วย (NASDAQ:MTCH) ซึ่ง Match Group ไม่ได้มีเพียงแค่แอป Tinder เท่านั้น แต่ยังเป็นเจ้าของแพลตฟอร์มหาคู่อีกมากมาย เช่น Hinge, Match, OkCupid และ PlentyOfFish
ซึ่งเพียงแค่ Match Group บริษัทเดียวก็กินส่วนแบ่งตลาดในประเทศอเมริกาได้เกินครึ่งแล้ว ในปี 2020 Match Group มีรายได้ $2.4 พันล้าน โดยมาจาก Tinder ถึง $1.4 พันล้าน
ซึ่ง Tinder รายได้โตขึ้นกว่าปีก่อนหน้า 19% สูงกว่ารายได้เติบโตเฉลี่ยของอุตสาหกรรมที่ 9% อีก นอกจากนี้ ภายใต้บริษัทเดียวกัน Hinge ก็เป็นแอปที่มาแรงในคนรุ่นใหม่ที่มียอดดาวน์โหลดเพิ่มขึ้นถึง 63% ในปีที่แล้วปีเดียว โดย Hinge นั้นมุ่งไปที่ความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนกว่า Tinder นั่นเอง โดยหากมีใครมากดไลค์คุณก็สามารถมองเห็นโปรไฟล์ของคนนั้นได้ก่อนแล้วคุณจึงจะเป็นฝ่ายเลือกว่าจะตกลงเปิดบทสนทนากับผู้ที่มาถูกใจเราหรือไม่
สำหรับบริษัทหาคู่ที่ใหญ่รองลงมาก็คือ บริษัท Bumble ที่เปิดตัวแอพ Bumble มาตั้งแต่ 2014 โดยผู้ก่อตั้งก็คือ Whitney Wolfe Herd ซึ่งเป็นอดีตพนักงานของ Tinder เอง แต่ลาออกจาก Tinder ด้วยประเด็นฟ้องร้องกันเกี่ยวกับการล่วงละเมิดทางเพศ
ภายหลังลาออกมาแล้ว เธอจึงตั้งใจที่จะสร้างแอพหาคู่โดยให้ความสำคัญกับผู้หญิงเป็นหลัก ที่ให้ผู้หญิงรู้สึกปลอดภัยมากขึ้น แอปนี้จึงออกแบบให้ผู้หญิงนั้นเป็นฝ่ายเริ่มต้นบทสนทนาก่อน และหากฝ่ายหญิงไม่เริ่มทักมา การจับคู่นั้นจะหายไปภายใน 24 ชั่วโมง
ซึ่งบริษัท Bumble นี้เพิ่งเข้าซื้อขายในตลาด Nasdaq ในเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้นั่นเอง (NASDAQ: BMBL) และทำให้ Whitney Wolfe Herd ในวัย 31 ปีได้กลายมาเป็น มหาเศรษฐีหญิงที่อายุน้อยที่สุดที่นำบริษัทเข้าตลาด (ย้อนหลังไป 12 เดือน จาก 559 บริษัทที่เข้าซื้อขายในตลาดหุ้นมีเพียง 3 บริษัทเท่านั้นที่ผู้ก่อตั้งเป็นผู้หญิง) นอกจากนี้ ภายใต้บริษัท Bumble ก็ยังมีแอพพลิเคชั่นหาคู่อีกแอพหนึ่งชื่อ Badoo ซึ่งครองตลาดยุโรป และละตินอเมริกามาอย่างยาวนาน บริษัท Bumble มีรายได้รวม $582 ล้านในปีที่ผ่านมา และรวมแล้วมีผู้ใช้งานที่เสียค่าสมาชิกจำนวน 2.5 ล้านคน
การหารายได้ของ “แอปหาคู่”
วิธีการหารายได้แต่ละแอปพลิเคชันนั้นมาในรูปแบบ Freemium คือผู้ใช้งานสามารถดาวน์โหลดมาเล่นได้ฟรี แต่หากต้องการบริการที่พิเศษมากขึ้น เช่น สามารถปัดคนที่ชอบมาก (Super Likes) ได้มากขึ้น หรืออยากแอบดูว่าใครมาไลค์เราบ้าง ก็จะต้องยอมเสียค่าสมัครสมาชิกเพิ่มเติม รายได้หลักจึงแบ่งเป็นสองกลุ่ม คือ รายได้ทางตรงที่มาจากผู้ใช้งาน Premium ที่เลือกเสียค่าบริการ และรายได้ทางอ้อม เช่น ค่าโฆษณาที่แฝงมากับแอพพลิเคชั่นระหว่างที่ปัดซ้ายขวากันเพลิน ๆ นั่นเอง
ลักษณะธุรกิจปัจจุบันและอนาคต
ธุรกิจหาคู่นั้นเป็นตลาดที่มีการแข่งขันสูงไม่ว่าจะในรูปแบบออนไลน์หรือออฟไลน์ โดยมีผลิตภัณฑ์ใหม่และผู้เล่นใหม่เข้าตลาดอย่างสม่ำเสมอ แข่งขันกันบนกลุ่มเป้าหมายไม่ต่างกันมากนัก และผู้ใช้งานก็มีต้นทุนการสลับเปลี่ยนแอปต่ำมาก แต่ไม่ได้แปลว่าธุรกิจนี้ไม่ได้น่าสนใจเนื่องจากเป็นธุรกิจที่เติบโตมาต่อเนื่อง ในปี 2021 คาดการณ์ว่าอุตสาหกรรมหาคู่ออนไลน์นี้จะสามารถสร้างรายได้ได้ถึง $3.2 พันล้าน
นอกจากนี้ ตลาดหาคู่ออนไลน์ไม่ใช่การแข่งขันแบบ Winner-take-all หรือจะมีผู้ชนะได้เพียงรายเดียว เพราะผู้ใช้หนึ่งคนมักจะมีแอพหาคู่มากกว่าหนึ่งแอพในเวลาเดียวกัน การแข่งขันจึงมุ่งเน้นไปที่การขยายกลุ่มผู้ใช้งานไปยังช่วงวัยหรือภูมิศาสตร์อื่นมากกว่า โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา Tinder มีรายได้จากผู้ใช้งานชาวเอเชียเพิ่มขึ้นกว่า 6 เท่าแล้ว
ในอนาคตนั้นคนรุ่นใหม่มีแนวโน้มที่จะใช้ชีวิตในสังคมออนไลน์มากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งไม่ใช่ทุกคนอยากหาคู่ แต่คนรุ่นใหม่อาจจะแค่อยากจะได้เพื่อนไปแฮงค์เอ้าท์และทำกิจกรรมที่ชอบเหมือนกัน อนาคตของธุรกิจจากมุมมองของ Match Group และ Bumble นั้นจึงมีเป้าที่จะขยายตลาดไปสู่การทำแอปพลิเคชันหาเพื่อนด้วย เพื่อเป็นการเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้ค้นหาสังคมและเพื่อนที่จะพอเหมาะกับไลฟ์สไตล์ตัวเองเพื่อมาพูดคุยกัน
สุดท้ายพี่ทุยต้องบอกว่า ในสังคมนี้มีทั้งคนดีและไม่ดีปะปนอยู่ด้วยเสมอ ข้อมูลที่เห็นออนไลน์ก็อาจไม่ใช่ข้อมูลจริงเสมอไป ดังนั้นอย่าลืมใช้แอปอย่างมีวิจารณญาณ และหากจะพบปะผู้คนที่รู้จักกันจากในโลกออนไลน์ ก็อย่าลืมระมัดระวังตัวเองด้วยนะ