การปะทะกันระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาสปะทุขึ้นอีกครั้ง ซึ่งรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2014 และจากการปะทะกันในครั้งนี้ทำให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตด้วย วันนี้พี่ทุยจะพาทุกคนไปหาสาเหตุของผมความขัดแย้งระหว่าง “อิสราเอล-ปาเลสไตน์” และผลกระทบทางเศรษบกิจขอการปะทะกันในครั้งนี้ ถ้าพร้อมแล้วไปดูกันเลย..
จุดเริ่มต้นของความขัดแย้งระหว่าง “อิสราเอล-ปาเลสไตน์”
เรื่องราวในยุคสมัยปัจจุบันเริ่มขึ้นเมื่อจักรวรรดิออตโตมันแพ้สงครามโลกครั้งที่ 1 ทำให้ดินแดนที่ เรียกว่าปาเลสไตน์ ซึ่งก็คือประเทศอิสราเอล ฉนวนกาซา และเขตเวสต์แบงก์ ดินแดนนี้ชาวยิวเชื่อว่าเป็นดินแดนที่พระเจ้ามอบให้ตกอยู่กับประเทศอังกฤษซึ่งมีชาวอาหรับเป็นผู้อาศัยอยู่ก่อนแล้ว โดยมีชาวยิวเป็นอาศัยอยู่เพียงเล็กน้อย
จากนั้นอังกฤษจึงตั้งรัฐชาติยิวขึ้นในบริเวณดังกล่าว ทำให้ชาวยิวก็ย้ายจากทั่วโลกเข้ามาตั้งถิ่นฐานตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ถึงสงครามโลกครั้งที่ 2 แน่นอนว่าต้องนำมาซึ่งความไม่พอใจของชาวอาหรับ จนกระทั่งปี 1947 สหประชาชาติเข้ามาจัดการความขัดแย้งด้วยการแบ่งพื้นที่ปาเลสไตน์ออกเป็นรัฐชาวยิวและชาวอาหรับ ส่วนเยรูซาเลมถูกกำหนดให้เป็นเมืองนานาชาติ ในขณะนั้นผู้นำชาวยิวยอมรับข้อตกลงนี้แต่ฝ่ายอาหรับปฏิเสธ
ปี 1948 ชาวยิวในบริเวณดังกล่าวประกาศตั้งประเทศอิสราเอล สร้างความไม่พอใจอย่างหนักต่อชาวปาเลสไตน์ที่ก่อนหน้านี้ก็ถูกแบ่งดินแดนซึ่งตนเองอยู่อาศัยมาก่อนให้ชาวยิว สงครามจึงเกิดขึ้นโดยฝั่งปาเลสไตน์ได้รับการสนับสนุนจากกองทัพจากชาติอาหรับ ที่ประกอบไปด้วยอียิปต์ เลบานอน ซีเรีย และจอร์แดน ช่วงระหว่างสงครามมีชาวปาเลสไตน์หลายแสนคนถูกบังคับให้อพยพออกจากที่อาศัยของตนเอง
ดินแดนบริเวณปาเลสไตน์จึงถูกแบ่งอีกครั้งหนึ่ง โดยจอร์แดนได้ควบคุมพื้นที่เขตเวสต์แบงก์ อียิปต์ได้ครอบครองฉนวนกาซา ส่วนเยรูซาเลมถูกแยกออกเป็นฝั่งตะวันออกเป็นของอิสราเอล และฝั่งตะวันตกเป็นของจอร์แดน ในดินแดนฝั่งตะวันออกมีพื้นที่เขตเมืองเก่าซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญของ 3 ศาสนา คือศาสนาคริสต์ ยูดาย และอิสลาม ศาสนาคริสต์เชื่อว่านครแห่งนี้เป็นสถานที่ประสูตรของพระเยซู ด้านศาสนายูดายที่ชาวยิวนับถือมีกำแพงร้องไห้อันเป็นจุดที่ใช้สวดภาวนากับพระเจ้า และศาสนาอิสลามเป็นที่ตั้งของมัสยิดอัลอักซอซึ่งเป็นมัสยิดที่มีความสำคัญลำดับที่ 3 ของศาสนา บริเวณนี้จึงเป็นพื้นที่ที่อิสราเอลและปาเลสไตน์ต้องการครอบครอง
ภายใต้ความขัดแย้งเรื่องดินแดนแล้วยังมีประเด็นด้านศาสนา ซึ่งเป็นประเด็นที่ซับซ้อน ละเอียดอ่อน และหาทางออกยากมาก
เมื่อยึดครองเยรูซาเลมตะวันออกได้แล้ว อิสราเอลจึงนำชาวยิวเข้ามาอาศัยในบริเวณนั้น ทำให้สร้างความขัดแย้งที่หยั่งรากลึกและยืดเยื้อมาจนถึงทุกวันนี้
ประเทศอิสราเอลมองว่านครเยรูซาเลมทั้งหมดเป็นเมืองหลวงของประเทศ ด้านปาเลสไตน์มองว่าพื้นที่เยรูซาเลมตะวันจะเป็นเมืองหลวงรัฐปาเลสไตน์ในอนาคต ตลอดเวลาที่ความขัดแย้งดำเนินไปชาวยิวเข้ามาอาศัยในบริเวณเยรูซาเลมตะวันออกแล้วกว่า 6 แสนคน ขณะที่ชาวปาเลสไตน์มองว่านี่เป็นการทำผิดกฎหมายนานาชาติ แต่ฝั่งอิสราเอลกลับไม่มองเช่นนั้น
ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์มีอยู่ตลอดเวลาในพื้นที่เยรูซาเลมตะวันออก ฉนวนกาซา และเขตเวสต์แบงก์ ซึ่งถูกรายงานอยู่บนหน้าข่าวต่างประเทศจนเป็นเรื่องปกติไปเสียแล้ว
สำหรับพื้นที่ฉนวนกาซาปกครองโดยกลุ่มฮามาสซึ่งเคยสู้รบกับอิสราเอลมาอย่างยาวนาน ทั้งอิสราเอลและอียิปต์คุมเข้มชายแดนกับฉนวนกาซาอย่างแน่นหนาเพื่อไม่ให้มีการขนส่งอาวุธให้กลุ่มฮามาส โดยมาตรการเหล่านี้สร้างความเดือดร้อนต่อชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซา
จุดเริ่มต้นของความรุนแรงครั้งล่าสุดระหว่าง “อิราเอล-ปาเลสไตน์”
ความรุนแรงครั้งล่าสุดมีจุดเริ่มต้นจากศาลเยรูซาเลมตัดสินให้ครอบครัวชาวปาเลสไตน์อย่างน้อย 12 ครอบครัว ในย่านชีค จาร์ราห์ (Sheikh Jarrah) ใกล้กับประตูดามัสกัส (Damascus Gate) ย้ายออกจากที่อยู่อาศัยภายในวันที่ 2 พฤษภาคม โดยอ้างว่าก่อนปี 1967 พื้นที่ส่วนนี้เป็นดินแดนของชาวยิว และยังไม่รับอุทธรณ์จากชาวปาเลสไตน์ซึ่งจุดชนวนให้เกิดการประท้วงตั้งแต่เดือนมีนาคม เมื่อครบกำหนดกองกำลังอิสราเอลจู่โจมบ้านเรือนเหล่านั้น สร้างความไม่พอใจให้ชาวปาเลสไตน์จำนวนมาก
ต่อมามีการรวมตัวของชาวปาเลสไตน์ที่ทางเข้ามัสยิดอัลอักซอเพื่อทำพิธีละหมาดในช่วงละศีลอด แต่ถูกอิสราเอลปิดกั้นไม่ให้เข้าสร้างความไม่พอใจนำมาซึ่งการประท้วงและรุนแรงขึ้นในเวลาต่อมา ทำให้อิสราเอลตัดสินใจสลายการชุมนุมและมีผู้บาดเจ็บกว่า 300 ราย
กลุ่มฮามาสจึงประกาศปกป้องชาวมุสลิมและตัดสินใจยิงจรวดกว่า 200 ลูก ข้ามแดนไปยังอิสราเอลเพื่อตอบโต้การสลายการชุมนุม ด้านอิสราเอลจึงตอบโต้กลับอย่างรุนแรงด้วยฝูงบินรบโจมตีกว่า 130 ครั้ง ในเมืองกาซา ซึ่งเป็นที่มั่นของกลุ่มฮามาส
ส่วนในพื้นที่ของอิสราเอลก็มีการจลาจลเนื่องจากชาวปาเลสไตน์ที่ถึงแม้จะได้รับสัญชาติอิสราเอลแล้ว แต่ก็มีความรู้สึกไม่พอใจกับการถูกปฏิบัติแบบพลเมืองชั้น 2 ปะทะกับชาวยิว
การปะทะระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮามาสที่เกิดขึ้นมาโดยตลอดนั้นจำกัดอยู่แค่การตอบโต้กันทางอากาศ แต่ครั้งนี้ฝั่งกลุ่มฮามาสยิงจรวดอย่างต่อเนื่องแล้วกว่า 1,600 ลูก ซึ่งแม้ว่าฝั่งอิสราเอลจะมีระบบป้องกัน Iron Dome แต่ก็มีจรวดบางลูกหลุดรอดการป้องกันและตกใส่บ้านเรือนชาวอิสราเอล ดังนั้นฝั่งอิสราเอลระดมทหารกองหนุนเตรียมบุกภาคพื้นดินทำให้หลายฝ่ายกังวลว่าจะเกิดสงครามเต็มรูปแบบ ล่าสุดยังไม่มีรายงานการเคลื่อนกำลังพลเข้าสู่พื้นที่ฉนวนกาซ่า แต่มีการโจมตีทางอากาศอย่างต่อเนื่องเข้าสู่สัปดาห์ที่ 2 แล้ว
ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการปะทะกันของ “อิสราเอล-ปาเลสไตน์”
ไตรมาสที่ 1 ตัวเลข GDP ของอิสราเอลหดตัวที่ 6.5% โดยนักวิเคราะห์ต่างออกมาแสดงความกังวลว่าความรุนแรงครั้งใหม่นี้อาจสร้างความเสียหายต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยทางการคาดว่าเศรษฐกิจปี 2021 จะขยายตัวที่ 5-7% หลังควบคุมการแพร่ระบาดและแจกจ่ายวัคซีนอย่างมีประสิทธิภาพ
การหดตัวของเศรษฐกิจในไตรมาสแรกของปีเป็นตัวเลขที่แย่กว่าที่คาดการณ์ว่าจะขยายตัวที่ 3.6% เป็นผลจากการบริโภคและใช้จ่ายภาครัฐลดลง ขณะที่การส่งออกยังขยายตัว โดยนักวิเคราะห์จาก Harel Insurance and Finance ปรับลดประมาณการการเติบโตของเศรษฐกิจปี 2021 ลงเหลือ 4.2% จาก 5% โดยมองว่าการใช้จ่ายจะลดลง ส่วนผู้ว่าการธนาคารกลางยังคงประมาณการปี 2021 ไว้ที่ 6.3%
บทสรุปความขัดแย้งจะเป็นอย่างไร เวลาเท่านั้นที่จะให้คำตอบ แต่สิ่งที่แน่นอนที่สุด นั่นคือความขัดแย้งในครั้งนี้ยิ่งจบลงรวดเร็วเท่าใด ความสูญเสียจะยิ่งน้อยลงเท่านั้น ทั้งต่อโอกาส ชีวิต และทรัพย์สินของชาวยิวและปาเลสไตน์ และสิ่งที่อยากให้เกิดครั้งต่อไป ไม่ใช่ความขัดแย้ง แต่ขอให้เป็นสันติภาพ
