จบกันไปแล้วกับการประกวด “Miss Universe” ประจำปี 2020 ที่เลื่อนมาจนถึงเกือบกลางปีนี้ เนื่องด้วยพิษโควิด-19 โดยได้ผู้ชนะคือ Andrea Meza มิสยูนิเวิร์สจากประเทศเม็กซิโก ขณะที่อแมนด้า ออบดัม ตัวแทนจากประเทศไทยไปถึงอันดับ Top10
การประกวดมิสยูนิเวิร์สจัดขึ้นโดย Miss Universe Organization องค์กรเอกชนจากสหรัฐ โดยองค์กรดังกล่าวได้อยู่ในมือของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มาตั้งแต่สมัยก่อนได้ตำแหน่งผู้นำประเทศ ก่อนจะขายให้กับ WME/IMG บริษัทที่ทำธุรกิจด้านความบันเทิงในปี 2015 หลังทรัมป์เป็นตัวแทนที่ไม่ดีนักในการสร้างความสัมพันธ์กับต่างประเทศที่มีความแตกต่างทางวัฒนธรรม
พี่ทุยว่าในเมื่อระบบเศรษฐกิจของโลกเป็นระบบทุนนิยม การประกวดนางงามจึงไม่อาจหลีกเลี่ยงความเกี่ยวข้องในเรื่อง “เงิน” ไปได้เลย โดยเม็ดเงินที่ว่าเป็นเม็ดเงินที่สามารถสร้างประโยชน์ให้กับประเทศผู้จัด และยังเป็นใบเบิกทางสู่อาชีพของผู้ที่ได้รับตำแหน่งอีกด้วย วันนี้พี่ทุยมีตัวเลขที่น่าสนใจวงการนางงามมาฝากกัน
400 ล้านบาทแลกกับการเป็นเจ้าภาพ “Miss Universe”
แน่นอนว่าประเทศที่เป็นเจ้าภาพในการจัดการประกวดมิสยูนิเวิร์สในปีนี้ คือ สหรัฐฯ เนื่องจากการระบาดของโควิด-19 ทำให้หลายประเทศขาดกำลังทรัพย์ในการแย่งชิงเป็นเจ้าภาพจัดการประกวดมิสยูนิเวิร์ส
แต่ย้อนไปปี 2018 บริษัท TPN ผู้ถือลิขสิทธิ์กองประกวดมิสยูนิเวิร์สในประเทศไทยได้จ่ายเงินมากถึง 400 ล้านบาทเพื่อเป็นเจ้าภาพในการจัดการประกวดมิสยูนิเวิร์ส 2018 ซึ่งผู้ชนะคือ แคทรีโอนา เกรย์ นางงามจากประเทศฟิลิปปินส์ ประเทศคู่รักคู่แค้นในวงการนางงามกับแฟนคลับไทย
ในการจัดงานครั้งนั้น หลังจากที่ TPN ตกลงกับทางองค์กร Miss Universe Organization ได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทางบริษัทได้นำเรื่องเสนอต่อภาครัฐ คือ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยรัฐบาลไทยได้มองเห็นโอกาสในการโปรโมทวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมหลักของประเทศไทย ดังที่เราได้เห็นนางงามใส่ชุดว่ายน้ำซึ่งมีลวดลายไทยประดับ
ไม่ใช่แค่ไทยประเทศเดียวที่เห็นว่าการจัดประกวดนางงามจักรวาลจะช่วยส่งเสริมด้านการท่องเที่ยว รัฐมนตรีของฟิลิปปินส์เองก็เคยกล่าวในลักษณะเดียวกันเมื่อครั้งเป็นเจ้าภาพในปี 2016
นอกจากนี้ ไทยยังเคยใช้การจัดประกวดมิสยูนิเวิร์สเพื่อเรียกความเชื่อมั่นมาแล้วตั้งแต่ปี 1992 หรือ พ.ศ. 2535 ระหว่างที่มีการเดินขบวนประท้วงครั้งใหญ่ในเหตุการณ์ “พฤษภาทมิฬ” และในปี 2005 หลังเกิดเหตุคลื่นยักษ์สึนามิถล่มชายฝั่งอันดามัน ซึ่งรัฐบาลไทยสมัยนั้นได้พยายามใช้การประกวดเพื่อแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยยังคงพร้อมที่จะเปิดรับนักท่องเที่ยวและการลงทุน
150 ล้านบาท กับมงกุฏสุดเลอค่าของ “Miss Universe”
ตอนปี 2019 กองประกวดมิสยูนิเวิร์สได้ Mouawad แบรนด์จิวเวลรีหรูระดับโลกมาออกแบบมงกุฎให้ ประกอบไปด้วยเพชรเม็ดกลางเม็ดใหญ่สีทอง น้ำหนักกว่า 62 กะรัต และเม็ดสีอำพันเล็กอีก 2 เม็ดที่ขุดพบในบอตสวานา รวมถึงเพชรรอบมงกุฏอีก 1,770 เม็ดร่วม 167 กะรัต
มูลค่าของมงกุฏมิสยูนิเวิร์สปี 2019 ที่ Zozibini Tunzi นางงามจากแอฟริกาคว้าไปสวมใส่ในปีนั้นจึงสูงถึง 150 ล้านบาทเลยทีเดียว ก่อนที่มงกุฏดังกล่าวจะส่งต่อให้กับนางงามของเม็กซิโกในปีนี้ โดยที่ตามปกติแล้วทางบริษัทจะทำแบบจำลองส่งไปให้นางงามที่เคยได้มงกุฏไว้เป็นที่ระลึก
นอกจากนี้ มงกุฏของมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์เองก็หรูหราไม่แพ้กัน เพราะใช้แบรนด์เดียวกับเวทีแม่ ซึ่งมีราคาราว 3.5 ล้านบาท
นอกจากเหนือจากมงกุฏราคาแพงแล้ว ผู้ชนะการประกวดมิสยูนิเวิร์สยังจะได้รับเงินเดือนอีก 1 ปีเต็ม ซึ่งมีบางเว็บบล็อกนางงามบอกว่าอาจสูงถึงเดือนละ 2 หมื่นดอลลาร์สหรัฐ หรือมากกว่า 6 แสนบาท (แต่ไม่มีตัวเลขที่แน่ชัดจากทางการ) รวมถึงสวัสดิการต่าง ๆ เช่น ที่พักกลางเมืองนิวยอร์ก ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง รวมถึงเสื้อผ้าหน้าผมที่จะมีแบรนด์ชั้นนำของโลกมาจัดการให้
นางงามผู้ชนะต้องทำงานให้กับกองประกวด เดินสายเพื่อโปรโมทงานการกุศลและประเด็นทางสังคมอื่น ๆ
หลาย ๆ ฝ่ายยังมองว่าการประกวดนางงามเป็นใบเบิกทางสู่การทำอาชีพต่าง ๆ เช่น นักร้อง นักแสดง นางแบบ และอินฟลูเอนเซอร์ หรืออาจประสบความสำเร็จได้บทดี ๆ ในฮอลลีวูดอย่างที่ Gal Gadot นักแสดงสาวและอดีตนางงามอิสราเอลได้รับบท Wonder Woman ก็เป็นได้
8 หมื่นบาท คือ ค่าตั๋วเข้าชม “Miss Universe”
แม้ราคาตั๋วของการประกวดนางงามอาจจะแพงไม่เท่ารอบชิงฟุตบอลนัดใหญ่ ๆ ในยุโรป แต่ราคาตั๋วของปีนี้มีราคาสูงสุดถึง 2,499 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือเกือบ 8 หมื่นบาท ซึ่งเป็นราคาที่ไม่รวมภาษี ขณะที่บัตรรองลงมามีราคาสูงถึง 999 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือมากกว่า 3 หมื่นบาท
ราคาตั๋วสูงสุดครั้งนี้สูงกว่าราคาตั๋วสูงสุดเมื่อการจัดประกวดมิสยูนิเวิร์ส ปี 2018 ซึ่งไทยเป็นเจ้าภาพ โดยในครั้งนั้นเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างหนัก เนื่องจากราคาบัตรสูงสุดที่สูงถึง 5 หมื่นบาทนี้ แพงขึ้นจากการเป็นเจ้าภาพครั้งก่อนถึง 10 เท่า
พี่ทุยว่ามาเจอราคาบัตรปีนี้เข้าไป ราคาบัตรที่เมืองไทยในปีนั้นอาจถูกไปเลย เพราะมีราคาต่ำสุดที่ 2,500 บาท ถึงจะเห็นนางงามตัวนิดเดียวก็ตาม หรือถ้านับจากระดับสูงสุด (5 หมื่นบาท) ลงมา ราคาบัตรในปี 2018 อยู่ที่ 25,000-35,000 บาทเท่านั้น
ส่วนสิทธิประโยชน์สำหรับผู้ที่ซื้อแพ็กเกจราคา 8 หมื่นบาทได้รับ คือ ที่นั่งสไตล์เลาจ์สุดหรู ได้เข้าไปปาร์ตี้เปิดการแข่งขัน ได้ดูการแข่งครบทั้ง 3 รอบ คือ ชุดประจำชาติ รอบพรีลิมฯ และรอบสุดท้าย แถมยังได้พบปะพูดคุยกับนางงามประจำปี 2019 อย่าง Zozibini Tunzi และได้ถ่ายรูปกับผู้ได้มงกุฎในปีนี้ด้วย
1.6 หมื่นล้านบาท กับหุ้นไอพีโอ
Endeavor Group บริษัทแม่ของ WME/IMG ได้เข้าตลาดหุ้นเมื่อวันที่ 29 เม.ย.ที่ผ่านมา โดยสามารถเพิ่มทุนจากการออกหุ้นเสนอขายครั้งแรก หรือ IPO ได้ 511 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 1.6 หมื่นล้านบาท
ราคาหุ้นเปิดตัวของ Endeavor อยู่ที่ 25 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อหุ้น โดยประจวบเหมาะกับการที่จัดประกวดมิสยูนิเวิร์สและการผ่อนคลายสถานการณ์โควิด-19 ในสหรัฐฯ ทำให้หุ้นของ Endeavor ในตลาดหุ้นนิวยอร์กปรับขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ในช่วงปิดตลาดวันที่ 14 พ.ค. ก่อนการประกวดในค่ำคืนวันที่ 16 พ.ค. หุ้นของ Endeavor ปรับขึ้น 4.62% ปิดที่ 31.95 ดอลลาร์สหรัฐฯ
อย่างไรก็ตาม พี่ทุยไม่รู้ว่าประเด็นร้อนในตอนนี้อย่างเรื่องการมอบมงกุฎให้กับนางงามจากเม็กซิโกอาจเป็นนัยยะอะไรบางอย่างแอบแฝง เนื่องจากมีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า ทรัมป์เคยทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และเม็กซิโกย่ำแย่ ซึ่งในยุคสมัยที่เปลี่ยนไปแล้วก็ต้องการที่จะสร้างสัมพันธ์กับเม็กซิโกใหม่ผ่านนางงาม โดยประเด็นนี้กำลังร้อนแรงอย่างมากในหมู่แฟนนางงามไทยและฟิลิปปินส์
แฟนนางงามไทยและฟิลิปปินส์ขึ้นชื่อเรื่องการใช้โซเชียลมีเดีย และยังเป็นแฟนนางงามก้อนใหญ่สำหรับกองประกวดมิสยูนิเวิร์สด้วย ไม่รู้ว่าเรื่องนี้จะส่งผลกระทบต่อบริษัทแม่มากน้อยแค่ไหน..