ก่อนที่ตัวเลข “หนี้ครัวเรือน” ในไตรมาสสุดท้ายของปี 2563 จะประกาศออกมาปลายเดือนมี.ค. 64 นี้ ซึ่งเป็นตัวเลขที่นักลงทุนและนักวิเคราะห์หลายคนจับตามองอย่างมาก เนื่องจากจะเป็นตัวเลขหนี้ครัวเรือนที่สูงที่สุดนับตั้งแต่เก็บข้อมูลมา และหลายฝ่ายคาดว่าอาจจะแตะถึง 90% ด้วย
พี่ทุยเลยอยากชวนทุกคนมาอัปเดตตัวเลขเหล่านี้ก่อนเล็กน้อย ว่าเรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร..
“หนี้ครัวเรือน” ของประเทศไทยในอดีต
หากใครยังจำกันได้เมื่อ 4 – 5 ปีก่อนหน้านี้ ประเด็นเรื่องหนี้ครัวเรือนถือว่าเป็นเรื่องร้อนของสังคม โดยเฉพาะธนาคารแห่งประเทศ (ธปท.) ที่ออกมาเตือนอย่างต่อเนื่องในช่วงเวลาดังกล่าว จนนำไปสู่มาตรการกำกับดูแลการปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวดขึ้น
ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงหลักเกณฑ์กำกับการใช้บัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคล หรือหลักเกณฑ์การกำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย โดยหนึ่งในเหตุผลของการปรับปรุงเกณฑ์เหล่านี้ คือ ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่สะสมต่อเนื่องมาหลายปี
ถ้าย้อนกลับไปในช่วงนั้น หนี้ครัวเรือนปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจากช่วงไตรมาสแรกของปี 2557 ที่ 77.1% ต่อ GDP มาสูงสุดที่ 81.2% เมื่อไตรมาสที่ 4 ของปี 2558 ก่อนที่ทยอยปรับลดลงและมานิ่งอยู่ที่ประมาณ 78% ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
อ่านต่อเรื่อง อนาคต “เศรษฐกิจไทย” เมื่อ GDP หดตัวหนักสุดในรอบ 22 ปี !
“หนี้ครัวเรือน” ของประเทศไทยในปัจจุบัน
จนกระทั้งในปีที่ผ่านมาที่เกิดการระบาดของโควิด-19 หนี้ครัวเรือนต่อ GDP ปรับขึ้นค่อนข้างแรง จากไตรมาสแรกของปีที่ 80.2% มาแตะ 86.6% ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2563 แต่ถ้าดูมูลค่าคงค้างของหนี้ครัวเรือนจะเห็นว่าช่วงเวลา 3 ไตรมาสของปีที่ผ่านมา ไม่ได้เพิ่มขึ้นมากไปกว่าช่วงก่อนหน้า
นั่นแปลว่าตัวเลขหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วนั้นเป็นผลจากการหดตัวของเศรษฐกิจที่ค่อนข้างรุนแรงในปีที่ผ่านมา
แน่นอนว่าตอนนี้อาจจะเร็วไปที่จะบอกว่าเรื่องหนี้ครัวเรือนไม่น่าเป็นห่วง เพราะตามปกติการหดตัวของเศรษฐกิจ มักจะตามมาด้วยการกู้ยืมเงินที่มากขึ้นอยู่แล้ว และถ้าหากเศรษฐกิจยังคงหดตัวต่อไปอีกสักระยะ ตัวเลขหนี้ครัวเรือนต่อ GDP อาจจะยิ่งพุ่งสูงมากกว่านี้ได้อย่างรวดเร็ว
“หนี้ครัวเรือน” ถูกนำไปใช้กับอะไร ?
ทีนี้หลายคนอาจจะถามพี่ทุยว่า แล้วหนี้ครัวเรือนเหล่านี้ถูกนำไปใช้กับอะไรบ้าง เพราะหากเป็นการก่อหนี้เพื่อสร้างรายได้ในอนาคต เช่น เพื่อการประกอบอาชีพ เพื่อการศึกษา ใช้ซื้ออสังหาริมทรัพย์หรือรถยนต์เพื่ออยู่อาศัยหรือใช้ในการทำงาน แทนที่จะเป็นการก่อหนี้เพื่อการบริโภคอย่างเดียว การมีหนี้ก็ดูไม่น่าเป็นปัญหาเท่าไหร่
เรื่องนี้ข้อมูลในไตรมาสที่ 3 ของปีที่ผ่านมาจากธปท. ชี้ให้เห็นว่าอาจจะยังไม่น่าเป็นห่วงนัก เพราะมีหนี้เพียงประมาณ 30% ที่เป็นสินเชื่อบัตรเครดิตและสินเชื่อเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล ขณะที่หนี้อีกส่วนใหญ่อีกเกือบ 70% เป็นหนี้ที่ใช้ไปกับเรื่องการประกอบอาชีพ การศึกษา หรือซื้ออสังหาริมทรัพย์และรถยนต์
- สูงสุดคือสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ที่ 34.1%
- รองลงมาคือเพื่อประกอบอาชีพและรถยนต์ที่ 17.9% และ 12.3% ตามลำดับ
- ต่ำสุดคือเพื่อการศึกษาที่ 2.3%
แน่นอนว่าข้อมูลเหล่านี้ยังมีข้อจำกัดค่อนข้างมาก ที่จะช่วยให้เรามองเห็นภาพของหนี้ครัวเรือนไทยอย่างชัดเจน เช่น ไม่ได้รวมไปถึงหนี้นอกระบบที่เป็นปัญหาที่ค่อนข้างรุนแรงในสังคมไทย หรือการเก็งกำไรในภาคอสังหาริมทรัพย์ที่อาจจะกลับมาสร้างปัญหาในภายหลัง หรือจะเป็นความสัมพันธ์ระหว่างหนี้ครัวเรือนกับสภาพเศรษฐกิจที่ยังหดตัวต่อเนื่อง สุดท้ายแล้วจะส่งผลต่อความเป็นอยู่ของผู้คนจริง ๆ ยังไงต่อไป
หนี้ครัวเรือนถูกกู้มาจากไหน ?
ประเด็นสุดท้ายที่พี่ทุยอยากจะชวนดูกัน คือ แล้วหนี้เหล่านี้ถูกกู้มาจากที่ไหนบ้าง จากข้อมูลของธปท. หนี้ครัวเรือนส่วนใหญ่คือประมาณ 70% ถูกกู้มากจากธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ อย่างออมสินหรือธ.ก.ส. ซึ่งเป็นสถาบันการเงินที่ถูกกำกับดูแลอย่างเข้มงวดจากภาครัฐอยู่แล้ว รวมไปถึงมีมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้จากสถานการณ์โควิด-19 อย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปีที่ผ่านมา
ขณะที่อีก 15% มาจากสหกรณ์ออมทรัพย์ ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดอีกกลุ่มหนึ่ง เนื่องจากเป็นกลุ่มสถาบันการเงินที่ธปท.แสดงความกังวล ว่าเป็นจุดเปราะบางของระบบการเงินตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา
สุดท้ายอีกประมาณ 13% จะมาจากสถาบันการเงินในรูปแบบอื่น ๆ เช่น บริษัทเงินทุน บริษัทประกันภัย บริษัทหลักทรัพย์ โรงรับจำนำ เป็นต้น
สิ่งที่นักลงทุนควรจับตามอง
สำหรับนักลงทุนอาจจะต้องติดตามกันอีกสักระยะ ว่าหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องและรวดเร็วแบบนี้จะส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยมากน้อยแค่ไหน แต่พี่ทุยมองว่าหนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้นอาจจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยใน 3 มุมมอง
- การบริโภคในปัจจุบันจะถูกกดดันจากหนี้ครัวเรือนที่สูง
แม้ว่าการก่อหนี้จะช่วยการบริโภคในระยะสั้นได้และเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้น แต่ภาระหนี้ที่ก่อขึ้นจะต้องถูกชำระคืนและไปเบียดการใช้จ่ายในอนาคตด้วย ดังนั้นภาวะหนี้ครัวเรือนที่สูงในปัจจุบันอันเป็นผลที่สะสมมาแล้วหลายปี ปัจจุบันกำลังกลับมาเป็นแรงกดดันต่อการบริโภคของภาคเอกชนโดยรวม
- ภาวะหนี้ครัวเรือนในระดับสูง
ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจที่หดตัวลงในปัจจุบัน จะส่งผลต่อความสามารถในการชำระหนี้ของครัวเรือนโดยตรง ซึ่งจะสะท้อนออกมาที่ตัวเลขหนี้เสียของภาคธนาคารที่จะทยอยปรับสูงขึ้นและมีโอกาสจะกระจายความเสียหายในวงกว้างมากขึ้นผ่านตัวกลางทางการเงินอย่างธนาคาร
- การดำเนินนโยบายการคลังและการเงินจะมีข้อจำกัดหรือลดประสิทธิภาพลง
เช่น เม็ดเงินจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจะถูกครัวเรือนนำไปชำระหนี้คืนก่อนที่จะใช้จ่ายหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ หรือการผ่อนปรนนโยบายการเงินมากกว่าที่เป็นอยู่จะต้องแบกรับความเสี่ยงด้านเสถียรภาพที่จะเพิ่มขึ้นในระบบการเงิน
พี่ทุยก็อยากให้ทุกคนระมัดระวังในการลงทุนกันให้มากขึ้น ช่วงเวลานี้ตลาดผันผวนมากจริง ๆ ถ้ามีเรื่องอะไรที่ส่งผลต่อนักลงทุนอีก พี่ทุยจะมาอัปเดตให้ทุกคนได้อ่านกันอย่างแน่นอน ขอให้ทุกคนโชคดีกับการลงทุนนะ..