หนี้ครัวเรือนไทยสูง

ทำไมนักลงทุนต้องระวัง เมื่อ “หนี้ครัวเรือน” ไทยอาจพุ่งถึง 90% ?

4 min read    Money Buffalo

ฉบับย่อ

  • ตัวเลขหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ล่าสุดของไทยพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วจากสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 จากประมาณ 80% ในไตรมาสแรกของปีมาอยู่ที่ 86.6% ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2563 และคาดว่าจะแตะ 90% ในไตรมาสสุดท้ายของปี 2563 สร้างความกังวลให้กับหลายฝ่ายว่าจะส่งผลอย่างไรต่อเศรษฐกิจไทย
  • หากดูประเภทของหนี้จะพบว่าอาจจะยังไม่น่าเป็นห่วงนัก เพราะหนี้ส่วนใหญ่ 70% เป็นหนี้ที่สร้างรายได้ในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นเพื่อการประกอบอาชีพ เพื่อการศึกษา หรือใช้ไปกับอสังหาริมทรัพย์หรือรถยนต์ที่สามารถมาใช้ประกอบการทำงานได้ ขณะที่หนี้เพื่อการบริโภคอย่างสินเชื่อบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลมีสัดส่วนเพียง 30% เท่านั้น
  • ขณะที่หนี้ส่วนใหญ่ประมาณ 70% เป็นหนี้ที่อยู่ในภาคธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินของรัฐที่มีการกำกับดูแลจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ค่อนข้างเข้มงวดและมีการดูแลผ่อนปรนช่วยเหลืออยู่แล้ว สิ่งที่ต้องจับตาต่อไปคือหนี้ในสหกรณ์ออมทรัพย์ที่คิดเป็น 15% ของหนี้ทั้งหมด ซึ่งก่อนหน้านี้ธปท.แสดงความกังวลถึงการกำกับดูแลที่ค่อนข้างอ่อนแอกว่าภาคการเงินปกติ
  • แน่นอนว่าข้อมูลอย่างเป็นทางการนี้ยังไม่สามารถให้ภาพของวงจรหนี้ครัวเรือนอย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาหนี้นอกระบบ ปัญหาการเก็งกำไรในอัสงหาริมทรัพย์ และความสัมพันธ์ระหว่างภาวะเศรษฐกิจที่หดตัวและภาระการชำระหนี้ที่ครัวเรือนต้องเผชิญ ดังนั้นการระมัดระวังการใช้จ่ายและก่อหนี้จะเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมากในอนาคต

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile

ก่อนที่ตัวเลข “หนี้ครัวเรือน” ในไตรมาสสุดท้ายของปี 2563 จะประกาศออกมาปลายเดือนมี.ค. 64 นี้ ซึ่งเป็นตัวเลขที่นักลงทุนและนักวิเคราะห์หลายคนจับตามองอย่างมาก เนื่องจากจะเป็นตัวเลขหนี้ครัวเรือนที่สูงที่สุดนับตั้งแต่เก็บข้อมูลมา และหลายฝ่ายคาดว่าอาจจะแตะถึง 90% ด้วย 

พี่ทุยเลยอยากชวนทุกคนมาอัปเดตตัวเลขเหล่านี้ก่อนเล็กน้อย ว่าเรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร..

“หนี้ครัวเรือน” ของประเทศไทยในอดีต

หากใครยังจำกันได้เมื่อ 4 – 5 ปีก่อนหน้านี้ ประเด็นเรื่องหนี้ครัวเรือนถือว่าเป็นเรื่องร้อนของสังคม โดยเฉพาะธนาคารแห่งประเทศ (ธปท.) ที่ออกมาเตือนอย่างต่อเนื่องในช่วงเวลาดังกล่าว จนนำไปสู่มาตรการกำกับดูแลการปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวดขึ้น

ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงหลักเกณฑ์กำกับการใช้บัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคล หรือหลักเกณฑ์การกำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย โดยหนึ่งในเหตุผลของการปรับปรุงเกณฑ์เหล่านี้ คือ ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่สะสมต่อเนื่องมาหลายปี

ถ้าย้อนกลับไปในช่วงนั้น หนี้ครัวเรือนปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจากช่วงไตรมาสแรกของปี 2557 ที่ 77.1% ต่อ GDP มาสูงสุดที่ 81.2% เมื่อไตรมาสที่ 4 ของปี 2558 ก่อนที่ทยอยปรับลดลงและมานิ่งอยู่ที่ประมาณ 78% ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

อ่านต่อเรื่อง อนาคต “เศรษฐกิจไทย” เมื่อ GDP หดตัวหนักสุดในรอบ 22 ปี !

“หนี้ครัวเรือน” ของประเทศไทยในปัจจุบัน

จนกระทั้งในปีที่ผ่านมาที่เกิดการระบาดของโควิด-19 หนี้ครัวเรือนต่อ GDP ปรับขึ้นค่อนข้างแรง จากไตรมาสแรกของปีที่ 80.2% มาแตะ 86.6% ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2563 แต่ถ้าดูมูลค่าคงค้างของหนี้ครัวเรือนจะเห็นว่าช่วงเวลา 3 ไตรมาสของปีที่ผ่านมา ไม่ได้เพิ่มขึ้นมากไปกว่าช่วงก่อนหน้า

นั่นแปลว่าตัวเลขหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วนั้นเป็นผลจากการหดตัวของเศรษฐกิจที่ค่อนข้างรุนแรงในปีที่ผ่านมา

แน่นอนว่าตอนนี้อาจจะเร็วไปที่จะบอกว่าเรื่องหนี้ครัวเรือนไม่น่าเป็นห่วง เพราะตามปกติการหดตัวของเศรษฐกิจ มักจะตามมาด้วยการกู้ยืมเงินที่มากขึ้นอยู่แล้ว และถ้าหากเศรษฐกิจยังคงหดตัวต่อไปอีกสักระยะ ตัวเลขหนี้ครัวเรือนต่อ GDP อาจจะยิ่งพุ่งสูงมากกว่านี้ได้อย่างรวดเร็ว

“หนี้ครัวเรือน” ถูกนำไปใช้กับอะไร ?

ทีนี้หลายคนอาจจะถามพี่ทุยว่า แล้วหนี้ครัวเรือนเหล่านี้ถูกนำไปใช้กับอะไรบ้าง เพราะหากเป็นการก่อหนี้เพื่อสร้างรายได้ในอนาคต เช่น เพื่อการประกอบอาชีพ เพื่อการศึกษา ใช้ซื้ออสังหาริมทรัพย์หรือรถยนต์เพื่ออยู่อาศัยหรือใช้ในการทำงาน แทนที่จะเป็นการก่อหนี้เพื่อการบริโภคอย่างเดียว การมีหนี้ก็ดูไม่น่าเป็นปัญหาเท่าไหร่

เรื่องนี้ข้อมูลในไตรมาสที่ 3 ของปีที่ผ่านมาจากธปท. ชี้ให้เห็นว่าอาจจะยังไม่น่าเป็นห่วงนัก เพราะมีหนี้เพียงประมาณ 30% ที่เป็นสินเชื่อบัตรเครดิตและสินเชื่อเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล ขณะที่หนี้อีกส่วนใหญ่อีกเกือบ 70% เป็นหนี้ที่ใช้ไปกับเรื่องการประกอบอาชีพ การศึกษา หรือซื้ออสังหาริมทรัพย์และรถยนต์

  • สูงสุดคือสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ที่ 34.1%
  • รองลงมาคือเพื่อประกอบอาชีพและรถยนต์ที่ 17.9% และ 12.3% ตามลำดับ
  • ต่ำสุดคือเพื่อการศึกษาที่ 2.3%

แน่นอนว่าข้อมูลเหล่านี้ยังมีข้อจำกัดค่อนข้างมาก ที่จะช่วยให้เรามองเห็นภาพของหนี้ครัวเรือนไทยอย่างชัดเจน เช่น ไม่ได้รวมไปถึงหนี้นอกระบบที่เป็นปัญหาที่ค่อนข้างรุนแรงในสังคมไทย หรือการเก็งกำไรในภาคอสังหาริมทรัพย์ที่อาจจะกลับมาสร้างปัญหาในภายหลัง หรือจะเป็นความสัมพันธ์ระหว่างหนี้ครัวเรือนกับสภาพเศรษฐกิจที่ยังหดตัวต่อเนื่อง สุดท้ายแล้วจะส่งผลต่อความเป็นอยู่ของผู้คนจริง ๆ ยังไงต่อไป

หนี้ครัวเรือนถูกกู้มาจากไหน ?

ประเด็นสุดท้ายที่พี่ทุยอยากจะชวนดูกัน คือ แล้วหนี้เหล่านี้ถูกกู้มาจากที่ไหนบ้าง จากข้อมูลของธปท. หนี้ครัวเรือนส่วนใหญ่คือประมาณ 70% ถูกกู้มากจากธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ อย่างออมสินหรือธ.ก.ส. ซึ่งเป็นสถาบันการเงินที่ถูกกำกับดูแลอย่างเข้มงวดจากภาครัฐอยู่แล้ว รวมไปถึงมีมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้จากสถานการณ์โควิด-19 อย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปีที่ผ่านมา 

ขณะที่อีก 15% มาจากสหกรณ์ออมทรัพย์ ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดอีกกลุ่มหนึ่ง เนื่องจากเป็นกลุ่มสถาบันการเงินที่ธปท.แสดงความกังวล ว่าเป็นจุดเปราะบางของระบบการเงินตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา

สุดท้ายอีกประมาณ 13% จะมาจากสถาบันการเงินในรูปแบบอื่น ๆ เช่น บริษัทเงินทุน บริษัทประกันภัย บริษัทหลักทรัพย์ โรงรับจำนำ เป็นต้น

สิ่งที่นักลงทุนควรจับตามอง

สำหรับนักลงทุนอาจจะต้องติดตามกันอีกสักระยะ ว่าหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องและรวดเร็วแบบนี้จะส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยมากน้อยแค่ไหน แต่พี่ทุยมองว่าหนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้นอาจจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยใน 3 มุมมอง

  • การบริโภคในปัจจุบันจะถูกกดดันจากหนี้ครัวเรือนที่สูง

แม้ว่าการก่อหนี้จะช่วยการบริโภคในระยะสั้นได้และเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้น แต่ภาระหนี้ที่ก่อขึ้นจะต้องถูกชำระคืนและไปเบียดการใช้จ่ายในอนาคตด้วย ดังนั้นภาวะหนี้ครัวเรือนที่สูงในปัจจุบันอันเป็นผลที่สะสมมาแล้วหลายปี ปัจจุบันกำลังกลับมาเป็นแรงกดดันต่อการบริโภคของภาคเอกชนโดยรวม

  • ภาวะหนี้ครัวเรือนในระดับสูง

ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจที่หดตัวลงในปัจจุบัน จะส่งผลต่อความสามารถในการชำระหนี้ของครัวเรือนโดยตรง ซึ่งจะสะท้อนออกมาที่ตัวเลขหนี้เสียของภาคธนาคารที่จะทยอยปรับสูงขึ้นและมีโอกาสจะกระจายความเสียหายในวงกว้างมากขึ้นผ่านตัวกลางทางการเงินอย่างธนาคาร

  • การดำเนินนโยบายการคลังและการเงินจะมีข้อจำกัดหรือลดประสิทธิภาพลง

เช่น เม็ดเงินจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจะถูกครัวเรือนนำไปชำระหนี้คืนก่อนที่จะใช้จ่ายหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ หรือการผ่อนปรนนโยบายการเงินมากกว่าที่เป็นอยู่จะต้องแบกรับความเสี่ยงด้านเสถียรภาพที่จะเพิ่มขึ้นในระบบการเงิน

พี่ทุยก็อยากให้ทุกคนระมัดระวังในการลงทุนกันให้มากขึ้น ช่วงเวลานี้ตลาดผันผวนมากจริง ๆ ถ้ามีเรื่องอะไรที่ส่งผลต่อนักลงทุนอีก พี่ทุยจะมาอัปเดตให้ทุกคนได้อ่านกันอย่างแน่นอน ขอให้ทุกคนโชคดีกับการลงทุนนะ..

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile