นับตั้งแต่ปลายเดือนก.พ. 64 ที่ผ่านมา ตลาดการเงินทั่วโลกปั่นป่วนมากที่สุดนับตั้งแต่ช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่คราวนี้เกิดจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรหรือ “Bond Yield” ที่ปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนกดดันสินทรัพย์การเงินทุกชนิด
จริงหรือไม่ ที่เหตุการณ์นี้จะทำให้อัตราเงินเฟ้อกำลังพุ่งขึ้น หากไม่จริงแล้วจะมีอะไรที่ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวขึ้นได้อีก ไปค้นหาสาเหตุและผลกระทบไปพร้อม ๆ กับพี่ทุยในบทความนี้กันเลย..
รู้จัก Breakeven Inflation Rate ต้นเหตุ “Bond Yield” พุ่งขึ้นแรง
ก่อนอื่นพี่ทุยขอแนะนำให้รู้จักกับ Breakeven Inflation Rate หรือความคาดหวังอัตราเงินเฟ้อของตลาดการเงิน ซึ่งสะท้อนมุมมองของตลาดว่าอัตราเงินเฟ้อในอนาคตจะอยู่ที่เท่าไหร่ เช่น 5-Year Breakeven Inflation Rate อยู่ที่ 2.45% ก็หมายความว่าในอนาคตอีก 5 ปี ตลาดคาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะอยู่ที่ 2.45%
เมื่อมีการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในสหรัฐฯ เมื่อเดือนมี.ค. 63 Breakeven Inflation Rate ก็ร่วงอย่างหนัก เพราะนักลงทุนคาดว่าการปิดเมืองที่กำลังจะเกิดขึ้นส่งผลต่อรายได้และการใช้จ่าย แต่เมื่อสถานการณ์ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด Breakeven Inflation Rate ก็ทยอยปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องและชะลอตัวในเดือนพ.ย. 64
ซึ่งก็เป็นเดือนที่มีจุดเปลี่ยนด้วย 2 ปัจจัยสำคัญ คือ
- การอนุมัติวัคซีน และ
- นายโจ ไบเดน ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ
เป็นผลให้นักลงทุนคาดว่าการเปิดเมืองกำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้า ผู้คนกลับมาใช้จ่ายเป็นปกติ และเงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้น ดังนั้น 5-Year Breakeven Inflation Rate จึงปรับตัวขึ้นจนแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2008 ไปเรียบร้อยแล้ว ส่วน 10-Year Breakeven Inflation Rate กำลังทดสอบระดับสูงสุดก่อนหน้านี้เช่นกัน
ทำไม “Bond Yield” พุ่งขึ้นแรง
การเคลื่อนไหวของ Bond Yield เกิดจากแรงซื้อขายในตลาดซื้อขายพันธบัตร ถ้ามีความต้องการซื้อพันธบัตรมากกว่าขาย ราคาพันธบัตรก็จะปรับตัวขึ้น ซึ่งอัตราผลตอบแทนพันธบัตรก็จะปรับตัวลง (ราคากับ Yield เคลื่อนไหวสวนทางกัน)
ดังนั้นการที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวขึ้น ก็หมายความว่ามีความต้องการขายพันธบัตรมากกกว่าความต้องการซื้อ โดยตลาดการเงินมักติดตามจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปี
แรงซื้อขายถูกกำหนดด้วยมุมมองต่ออัตราเงินเฟ้อและการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งทั้งหมดนั้นเกี่ยวข้องกับคาดการณ์ภาวะเศรษฐกิจ ถ้าเศรษฐกิจกำลังเติบโต อัตราเงินเฟ้อก็จะเพิ่มขึ้น และถ้าเศรษฐกิจเติบโตอย่างรวดเร็วจนทำให้อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้นจนร้อนแรงเกินไป ธนาคารกลางก็ต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อชะลอความร้อนแรง และพันธบัตรที่กำลังจะออกในอนาคต
ซึ่งอ้างอิงจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรกับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ก็จะสูงกว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่กำลังซื้อขายกันในตลาด
ดังนั้นความต้องการซื้อในตลาดพันธบัตรจึงลดลง เพราะการที่ Breakeven Inflation Rate พุ่งสูงขึ้น สะท้อนว่านักลงทุนคาดว่าอัตราเงินเฟ้อกำลังเพิ่มขึ้น จนอาจมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย และรอซื้อพันธบัตรที่กำลังจะออกมาในอนาคต ที่มี Bond Yield สูงกว่าพันธบัตรที่กำลังซื้อขายกันในปัจจุบัน ซึ่งล่าสุดพี่ทุยตรวจสอบแล้วพบว่านักลงทุนคาดว่าจะมีการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายขึ้นในปี 2566
นี่เป็นสาเหตุว่าทำไม 5-Year Breakeven Inflation Rate และ 10-Year Breakeven Inflation Rate พุ่งขึ้นแรง ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรพุ่งขึ้น ทำให้มูลค่าสินทรัพย์การเงินลดลง หรือมองในอีกมุมนั่นคือพันธบัตรเริ่มมีความน่าสนใจเมื่อเทียบกับสินทรัพย์อื่น จนมีแรงเทขายออกมาอย่างหนักไม่ว่าจะเป็นหุ้น ทองคำ หรือแม้กระทั่งพันธบัตร
เงินเฟ้อมาแล้ว จริงหรือ ?
Breakeven Inflation Rate เป็นเพียง ‘ความคาดหวัง’ อัตราเงินเฟ้อของตลาดการเงิน เลยไม่ใช่เงินเฟ้อที่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบัน พี่ทุยขอแนะนำให้รู้จักกับ Personal Consumption Expenditures (PCE) หรือดัชนีราคาจากรายจ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล
ซึ่งเป็นมาตรวัดอัตราเงินเฟ้อที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ใช้เพื่อกำหนดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งก็เพิ่มขึ้นมาตั้งแต่เดือนมีนาคมปีที่แล้ว แต่ตัวเลขล่าสุดของเดือนมกราคมที่เพิ่งรายงานออกมาอยู่ที่ 1.5% โดยที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ตั้งเป้าให้ PCE ต้องยืนเหนือระดับ 2% ให้ได้ ทำให้สรุปได้ว่า..
สิ่งที่ทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวขึ้นกดดันสินทรัพย์การเงินจนปั่นป่วนไปทั่วโลก เป็นเพียงความคาดหวังอัตราเงินเฟ้อ ไม่ใช่อัตราเงินเฟ้อจริง ๆ
ติดตามสัญญาณเงินเฟ้ออย่างไร
อัตราเงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้นเกิดจาก
- การใช้จ่ายเพิ่มขึ้น
- ต้นทุนสินค้าเพิ่มขึ้น
ซึ่งแน่นอนว่าทั้งการใช้จ่ายและต้นทุนสินค้า (ราคาวัตถุดิบ) ต้องเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว โดยการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นเป็นปัจจัยที่หนุนให้ต้นทุนสินค้าเพิ่มขึ้น
แต่ถ้าถามว่าจะเพิ่มขึ้นต่อไปได้อีกหรือไม่ คำว่า ‘รายได้’ คือคำตอบ และประโยคที่ว่า
งานคือเงิน เงินคืองาน
เป็นสมการที่ช่วยแก้โจทย์หาคำตอบให้ได้ พี่ทุยได้ไปหาข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ พบว่าตัวเลขผู้มีงานทำ (Total number of jobs) แม้จะเพิ่มขึ้นมาอย่างรวดเร็ว แต่ก็ยังห่างไกลจากระดับก่อนการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19
อ่านต่อเรื่อง สรุปทิศทาง “การจ้างงาน” ปี 2564 กับ 700,000 ตำแหน่งที่หายไป
ดังนั้นการเปิดเมืองอย่างเต็มที่เป็นจุดที่ต้องหันมาติดตามอัตราเงินเฟ้ออย่างใกล้ชิด และใช้ตัวเลขผู้มีงานทำเป็นสัญญาณชี้นำ (Leading Indicator) โดยในระหว่างที่เมืองยังไม่สามารถเปิดได้อย่างเต็มที่ ก็มีปัจจัยระยะสั้นให้ติดตาม นั่นคือการผ่านร่างมาตรการกระตุ้น 1.9 ล้านล้านดอลลาร์
ซึ่งมีการจ่ายเงินอุดหนุนทดแทนรายได้ที่หายไปให้ผู้ว่างงาน เปรียบเสมือนการนำเงินเข้ามาใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจจริงเพิ่มขึ้น
จากทั้งหมดที่พี่ทุยเล่ามาพบว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวขึ้นจาก Breakeven Inflation Rate หรือความคาดหวังอัตราเงินเฟ้อของตลาดการเงิน ไม่ได้เกิดจากอัตราเงินเฟ้อที่วัดจาก Personal Consumption Expenditures (PCE) หรือดัชนีราคาจากรายจ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล ที่ไม่ได้ปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วเหมือนความคาดหวังอัตราเงินเฟ้อ
ดังนั้นมาตรการกระตุ้น การเปิดเมือง ต่างเป็นสิ่งที่ต้องติดตาม เพราะจะทำให้อัตราเงินเฟ้อ (PCE) เพิ่มขึ้น จากนั้นนักลงทุนในตลาดอาจกังวลว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งเป็นแรงกดดันต่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรและสินทรัพย์การเงินทั่วโลกอย่างแท้จริง..