เป็นข่าวฮือฮาอีกครั้ง หลัง “แจ็ค หม่า” กลับมาอยู่ต่อหน้าสาธารณะอีกครั้ง หลังจากการหายตัวไปเกือบ 3 เดือน ตั้งแต่ช่วงที่ถูกรัฐบาลจีนแบนการ IPO ของ Ant Group บริษัท Fintech ยักษ์ใหญ่ของจีน ที่คนไทยรู้จักกันในแอป Alipay หนึ่งใน Service ทางการเงินของ Ant Group
ซึ่งถ้าใครตามข่าวในช่วงนั้นจะรู้ดีว่า “แจ็ค หม่า” ได้กล่าวถึงความล่าช้าของระบบธนาคารในปัจจุบัน ที่เป็นกำแพงในการเติบโตของเทคโนโลยีทางการเงิน และ Jack Ma เองจะพลิกโฉมทางการเงินด้วยเทคโนโลยีใหม่ สร้างความไม่พอใจให้กับรัฐบาลจีนเป็นอย่างมาก จนรัฐบาลจีนออกมาขัดขวางการ IPO ครั้งใหญ่ระดับโลกของ Ant Group
“แจ็ค หม่า” ไม่ได้เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของ Alibaba แล้ว
Jack Ma เคยประกาศถอนตัวจาก Alibaba ไปแล้วและมีการลดสัดส่วนการถือหุ้นอยู่หลายครั้ง โดยคาดว่าปัจจุบันสัดส่วนการถือครองของ Jack Ma อยู่ที่ประมาณ 4.8% โดยอันดับ 1 ของผู้ถือหุ้นนั้น เป็นของ Softbank Group ซึ่งมีสัดส่วนสูงถึง 25%
ซึ่งในช่วงแรกนั้น Softbank เริ่มเข้าลงทุน 20 ล้านเหรียญสหรัฐให้หุ้น Alibaba ในช่วงปี 2000 ตั้งแต่สมัยที่ Alibaba ยังเป็นบริษัท Startup ใหม่ๆ ก่อนที่ปัจจุบันมูลค่าหุ้น Alibaba จะเติบโตขึ้นไปสูงถึง 143 พันล้านเหรียญสหรัฐ
การหายไปและการกลับมาของ “แจ็ค หม่า” มีผลต่อหุ้นของ Alibaba
ถึงแม้ปัจจุบันนี้แจ็ค หม่าเองไม่ได้เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของ Alibaba แล้ว แต่ข่าวของแจ็ค หม่าก็มีผลกระทบต่อหุ้น Alibaba เป็นอย่างมาก โดยในช่วงที่ Ant Group ตกเป็นเป้าหมาย ราคาหุ้นของ Alibaba ลดลงจากหุ้นละ 317 เหรียญสหรัฐลงไปทำจุดต่ำสุดที่ 222 เหรียญสหรัฐเลยทีเดียว หายไป -30% เชียวนะ
และการหายตัวไปอย่างลึกลับของ Jack Ma โดยไม่ประกฏตัวผ่านสื่อสาธารณะเกือบ 3 เดือน ก็ทำให้หุ้น Alibaba ลดลงมาอย่างต่อเนื่อง และด้วยการเฝ้ารอของผู้คนเมื่อมีข่าวการกลับมาของ Jack Ma ก็ทำให้หุ้น Alibaba พุ่งขึ้นเกือบ 10% กลับมาแตะ 269 เหรียญสหรัฐในวันเดียว
โดยการกลับมาครั้งนี้เป็นเพียงคลิปที่คุยกับคุณครูในชนบทผ่าน Video Call เป็นเวลา 50 วินาทีเท่านั้น โดยไม่ได้มีกล่าวถึง Alibaba หรือ Ant Group เลย และมีคำกล่าวสุดท้ายทิ้งท้ายในคลิปว่า เค้า
จะกลับมาอีกครั้ง เมื่อโควิด-19 สิ้นสุดการระบาด
Ant Group และ Alibaba อาจถูกจีนควบคุม
ช่วงนี้ทั้ง Alibaba และ Ant Group กำลังถูกตรวจสอบการผูกขาดตลาดของ Alibaba อีกทั้ง Tencent บริษัทไอทียักษ์ใหญ่ และ Meituan แอปส่งอาหารที่เติบโตอย่างรวดเร็วก็โดนเช่นกัน
เพราะบริษัทเทคโนโลยีเหล่านี้กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วจนคู่แข่งหรือผู้ประกอบการหน้าใหม่ไม่สามารถแข่งขัน ทั้งด้านทุนทรัพย์และเทคโนโลยีกับบริษัทเหล่านี้ได้ ทำให้มีหน่วยงานใหญ่ ๆ มากมายเข้ามาเร่งสืบสวนอย่างเต็มที่
ไม่ว่าจะเป็น State Administration for Market Regulation โดย Ant Group จะโดนตรวจสอบเป็นพิเศษจากหน่วยงาน People’s Bank of China, China Banking Regulatory Commission, China Securities Regulatory Commission และ State Administration of Foreign Exchange
โลกทางการเงินในอนาคตของจีนจะเป็นอย่างไรต่อไป ?
ไอเดียเทคโนโลยีของ Fintech ที่ Ant Group มีนั้นถือว่าเป็นการพัฒนาโลกทางการเงินให้กระโดดขึ้นไปอีกขั้น ด้วย Big Data และ AI ทำให้การปล่อยกู้เป็นเรื่องง่ายขึ้นแถมโอกาสผิดชำระหนี้ก็ต่ำซะจนน่าตกใจ แต่ด้วยความเร็วและการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้จะสร้างผลกระทบเป็นวงกว้าง ทั้งอัตราส่วนการเป็นหนี้ที่เพิ่ม
อีกทั้งยังอาจส่งผลให้ธุรกิจเก่าอย่างธนาคารจีนสูญเสียรายได้และความเชื่อถือ และอาจส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจภาพรวมได้ ดังนั้นการชะลอหรือการเข้ามาควบคุมของรัฐบาลจีนก็อาจจะช่วยบรรเทาปัญหานี้ไปได้ และสามารถควบคุมให้เทคโนโลยีพัฒนาในระดับที่ธุรกิจอื่น ๆ ปรับตัวตามทันได้