หลายคนที่ติดตามข่าวการบินไทยคงได้ข่าวเเล้วว่า ล่าสุดศาลล้มละลาย รับเรื่องให้ “การบินไทยเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ” แม้ชื่อศาลล้มละลายอาจจะดูน่าสะพรึง เเต่เรื่องนี้พี่ทุยได้อธิบายไปแล้วนะว่าการฟื้นฟูกิจการที่การบินไทยกำลังจะดำเนินการไม่เหมือนกับการล้มละลาย ใครลืม ขอเชิญไปไปอ่านทบทวนกันได้ที่นี่ คลิก
โดยศาลล้มละลายจะขอนัดไต่สวนในวันที่ 17 สิงหาคม 2563 นี้เวลา 9 โมงเช้า และเมื่อ “การบินไทยเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ” ที่ว่าเเล้ว เค้าก็จะได้สิทธิ์การพักชำระหนี้ (Automatic Stay) กว่า 2.4 แสนล้านบาท
หลังจากมีข่าวการพักชำระหนี้นี้แพร่กระจายออกไป สมาชิกสหกรณ์ต่าง ๆ ที่ถือหุ้นกู้ของการบินไทยก็พากันไปรีบถอนเงินออก เพราะกลัวเงินตัวเองเป็นศูนย์จากการที่การบินไทยล้มละลายหรือโดนแช่เเข็งไว้จากการพักชำระหนี้เนี่ยแหละ ช่วงก่อนหน้านี้ถ้าใครได้ดูข่าวจะเห็นภาพคนต่อแถวกันยาวเหยียด เพื่อถอนเงินออกจากสหกรณ์ จนอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ออกมาให้ความเห็นว่า การแห่ไปถอนเงินมากขนาดนี้ เรื่องที่น่ากลัวกว่าการล้มละลายหรือโดนพักชำระหนี้ของการบินไทยคือเรื่องการขาดสภาพคล่องของสหกรณ์และแนะนำว่าไม่ต้องกังวลมากไป เพราะว่าสหกรณ์แต่ละแห่งที่ลงทุนในการบินไทยนั้น มีสถานะทางการเงินอันเเข็งแกร่ง จริงหรือไม่จริง เดี๋ยวเราให้ตัวเลขตอบคำถามกันนะ
ก่อนหน้าที่จะไปลุยในประเด็นถัดไป ขอพูดถึงเจ้าหนี้ของการบินไทยหน่อยว่ามีใครบ้าง ?
เจ้าหนี้ของการบินไทยมี 3 กลุ่มคือ
1. กลุ่มผู้ถือหุ้นกู้ เช่น กลุ่มสหกรณ์ออมทรัพย์ต่าง ๆ
2. กลุ่มสถาบันการเงิน เช่น ธนาคารออมสิน ธนาคารกรุงไทย
3. เจ้าหนี้การค้า เช่น ค่าเครื่องบิน เป็นต้น
โดยเจ้าหนี้กลุ่มเเรกซึ่งก็คือ กลุ่มสหกรณ์ออมทรัพย์นั้น ถ้าคิดโดยรวมจากมูลค่าการลงทุนพบว่า มีการลงทุนในหุ้นกู้และหุ้นสามัญของการบินไทยคิดเป็นสัดส่วนเพียงเเค่ 3.62% ของสินทรัพย์ทั้งหมดเท่านั้น ซึ่งก็ถือว่าไม่เยอะถ้าเทียบกับสินทรัพย์ทั้งหมดแต่ต้องขอทำเครื่องหมายดอกจันไว้ว่านี่คือ ค่าเฉลี่ยจากทุกสหกรณ์เพราะมีอยู่ 7 สหกรณ์ที่ลงทุนมากกว่า 10% ของสินทรัพย์ทั้งหมดด้วย และยังมีปัจจัยหลายอย่างที่เราต้องคำนึงถึงอีก เช่น สภาพคล่องของแต่ละสหกรณ์ที่ไม่เท่ากัน

ในบรรดาสหกรณ์ทั้งหมด ที่เป็นดาวเด่นที่สุดเพราะเค้ามีสมาชิกเป็นสหกรณ์ย่อย ๆ อีก 1,101 แห่งก็คือ ชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย (ชสอ.) เค้าลงทุนในหุ้นกู้การบินไทยประมาณ 1,900 ล้านบาท ถึงจะดูเยอะมากแต่คิดเป็นสัดส่วนเพียง 1.25% ของสินทรัพย์รวมเท่านั้นนะ
ข้อมูลในวันที่ 21 พฤษภาคม 2563 มีสหกรณ์ที่ลงทุนในหุ้นกู้และหุ้นสามัญการบินไทย 85 แห่ง รวมมูลค่าการลงทุน 43,353.07 ล้านบาท (มีมูลค่ายุติธรรมอยู่ที่ประมาณ 45,000 ล้านบาท) แบ่งเป็นหุ้นกู้ระยะสั้น (ครบกำหนดไถ่ถอนภายใน 12 เดือน นับจากวันสิ้นปีบัญชีของแต่ละสหกรณ์) มูลค่า 2,163.06 ล้านบาท และเป็นหุ้นกู้ระยะยาวมูลค่า 41,190.00 ล้านบาท
ส่วนสหกรณ์ที่ลงทุนในหุ้นสามัญด้วยมีอยู่ 4 แห่งคือ สหกรณ์ออมทรัพย์โรงพยาบาลตำรวจ จำกัด, สหกรณ์ออมทรัพย์สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้านครหลวง จำกัด, สหกรณ์ออมทรัพย์การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย จำกัด และสหกรณ์ออมทรัพย์พนักงานไฟฟ้าเขต 2 พิษณุโลก (2521) จำกัด (ข้อมูล ณ วันที่ 21 พฤษภาคม 2563 จาก Isranews)
ซึ่งจะมีหุ้นกู้จำนวนหนึ่งมีครบกำหนดไถ่ถอนในเดือนสิงหาคม และ กันยายนที่จะถึงนี้ ถ้าการบินไทยชำระหนี้ไม่ได้ กำไรของสหกรณ์หลายแห่งจะลดลงมากกว่า 10% พอกำไรลดลง สมาชิกย่อมจะได้เงินปันผลลดลงด้วย
ถ้าใครเป็นนักลงทุนคงเคยได้เห็นงบการเงินของการบินไทยหรือหุ้น THAI ผ่านหูผ่านตาอยู่บ้าง ซึ่งส่วนมากแล้วจะขาดทุนมากกว่ากำไร แต่ที่หุ้นกู้การบินไทยเนื้อหอมตรงข้ามกับผลประกอบการคงเป็นเพราะว่า มองกันว่าเค้าเป็นกิจการรัฐวิสาหกิจที่ถือหุ้นโดยรัฐ 51% และถ้ากิจการมีปัญหารัฐก็ย่อมเข้ามาอุ้ม ก่อนหน้านี้ TRIS ให้เครดิตหุ้นกู้การบินไทยอยู่ในระดับ A (เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2563 ปรับลงมาเป็น BBB แล้ว)
สหกรณ์ออมทรัพย์ส่วนมากเน้นลงทุนในหุ้นกู้มากกว่า อย่างที่เคยเล่าว่าผู้ถือหุ้นกู้จะมีฐานะเป็นเจ้าหนี้ของกิจการ เมื่อ “การบินไทยเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ” ได้รับการพักชำระหนี้ เค้าจะขอเจรจากับเจ้าหนี้เพื่อขอแฮร์คัทหนี้ (ลดหนี้) หรือขอแปลงหนี้เป็นทุน หากสหกรณ์ยอมแฮร์คัทหนี้ที่ว่า ทุนของสหกรณ์จะหาย สภาพคล่องจะลดลง กำไรจะลดลงหรืออาจจะพลิกมาขาดทุนได้เลย หรืออีกกรณีก็คืออาจมีการขอแปลงหนี้เป็นหุ้นทุน อธิบายง่าย ๆ ก็เหมือนกับการที่เพื่อนติดหนี้เรา 100 บาท และไม่มีเงินใช้คืน
เค้าก็บอกเราว่าขอไม่คืนเป็นเงินแต่จะออกหุ้นราคา 10 บาท จำนวน 10 ตัวให้แทนนะ ในวันหนึ่งที่เค้าประสบความเร็จ หุ้นของเขาก็จะเพิ่มมูลค่าไปเรื่อย ๆ อาจเป็นหุ้นละ 1,000 บาทก็ได้ ใครจะไปรู้ แต่ที่รู้แน่ ๆ คือวันนี้เราจะไม่ได้เงินคืนแค่ได้สิทธิ์มา ในกรณีที่เป็นสหกรณ์ การบินไทยจะไม่ได้ใช้หนี้หุ้นกู้แต่จะขอเปลี่ยนหนี้ตรงนั้นเป็นหุ้นเพิ่มทุนยังไงล่ะ เพราะฉะนั้นก็จะกระทบถึงสภาพคล่องของสหกรณ์นั้น ๆ เต็ม ๆ เมื่อไม่มีเงินมาหมุนเวียนจะขยับตัวทำอะไรก็ลำบาก เรื่องนี้นักวิชาการมองว่า เจ้าหนี้การบินไทยจะได้เงินคืนนั่นแหละ แต่จะได้คืนเท่าไหร่นี่เป็นสิ่งที่ต้องลุ้นกันต่อไป
พูดถึงประเด็นเรื่องสภาพคล่องของสหกรณ์แล้ว เรามาดูกันสิว่าถ้ามีการขอแฮร์คัทหนี้และขอแปลงหนี้เป็นหุ้นทุน สหกรณ์ที่รับผลกระทบที่สุดจะเป็นสหกรณ์ที่มีสภาพคล่องต่ำ
จากข้อมูลพบว่ามีสหกรณ์จำนวน 15 สหกรณ์ที่มีสภาพคล่องน้อยกว่า 10% เปรียบเทียบให้เห็นภาพง่าย ๆ การมีสภาพคล่อง ก็คือ การมีเงินสดหรือสิ่งที่ใกล้เคียงเงินสดมาก ๆ อยู่ในมือ เพราะเงินสดถือเป็นสิ่งที่เอาไปซื้อขายแลกเปลี่ยนได้ง่ายที่สุด สหกรณ์ที่มีสภาพคล่องน้อยกว่า 10% อย่างนี้ หากการบินไทยขอแฮร์คัทหนี้ หรือแปลงหนี้เป็นหุ้นทุนก็จะลำบาก เพราะเท่ากับว่ามีเงินอยู่ในกระเป๋าน้อยมากจะไปลงทุนอย่างอื่นเพื่อสร้างผลตอบแทนก็ทำไม่ได้ เป็นเรื่องที่น่าคิดเหมือนกันว่าสหกรณ์ต่าง ๆ ไม่ได้รับผลกระทบจริงมั้ย ในเมื่อ 15 สหกรณ์นี้ก็คิดเป็นประมาณ 18% ของสหกรณ์ทั้งหมดแล้ว

สิ่งที่น่าเป็นห่วงอีกเรื่องของการบินไทยในตอนนี้คือ เค้ามี Fixed Cost หรือรายจ่ายที่คงที่ ในขณะที่ไม่มีรายได้เข้ามา เช่น เงินเดือนพนักงาน ยังไม่รวมชำระหนี้ดอกเบี้ยเงินกู้ค่าเช่าเครื่องบินที่จะต้องขอเจรจายืดการชำระหนี้ไปก่อน
พี่ทุยก็ขอเอาใจช่วยทั้งการบินไทยและสหกรณ์ทั้งหลาย รวมถึงผู้ที่ฝากเงินในสหกรณ์ทั้งหลายนะ ขอให้แผนฟื้นฟูนี้เวิร์คเหมือนสายการบินเจแปนแอร์ไลน์ในอดีต จากนกปีกหัก การบินไทยจะได้กลายเป็นนกฟีนิกซ์กับเค้าสักที

Comment