ทำไม "การบินไทย" ต้องยื่นศาลล้มละลายเพื่อเข้าสู่แผนฟื้นฟูกิจการ

ทำไม “การบินไทย” ต้องยื่นศาลล้มละลายเพื่อเข้าสู่แผนฟื้นฟูกิจการ

4 min read  

ฉบับย่อ

  • คณะรัฐมนตรี​เห็นชอบให้ “การบินไทย” เข้าสู่กระบวนการ​เพื่อฟื้นฟูกิจการแล้วในวันที่ 19 พฤษภาคม 2563​ โดยจะปรับเปลี่ยน​กิจการจากรัฐวิสาหกิจ ปรับเปลี่ยน​โครงสร้างองค์กร​ และให้มีผู้บริหารจากภายนอกเข้าไปดูแล
  • จากที่รัฐเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ถึง 51% จะลดการถือหุ้นลงต่ำกว่า 50%
  • การฟื้นฟูกิจการ​ไม่ใช่การล้มละลาย ในขณะที่​การล้มละลายคือการให้กิจการหยุดการดำเนินงาน ขายสินทรัพย์ทอดตลาดและจัดสรรปันส่วนเงินจำนวนนั้นให้กับเจ้าหนี้ การฟื้นฟูกิจการคือการทำให้กิจการสามารถ​ดำเนินกิจการได้ต่อปกติ
  • มีสายการบินที่เคยประสบความสำเร็จ​เเละพลิกจากขาดทุน​มาทำกำไรได้แล้วคือ สายการบินเจแปน แอร์ไลน์ ​(JAL)​ ซึ่งเป็นสายการบินแห่งชาติของประเทศญี่ปุ่น

หนังสือ "การเงิน 101" พื้นฐานเรื่องการเงินที่ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอน หนังสือ "การเงิน 101" พื้นฐานเรื่องการเงินที่ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอน

เรื่องที่อยู่ในความสนใจของคนไทยมากที่สุดในตอนนี้ก็คือ เรื่องของสายการบินประจำชาติของเราอย่าง “การบินไทย” หรือที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหุ้นในตัวย่อว่า THAI หลังจากหาข้อสรุปกันมาระยะหนึ่ง ซึ่งเสียงก็แตกออกเป็นหลายฝ่ายทั้งฝ่ายที่บอกว่าควรอุ้มและบอกว่าควรปล่อยมือ

และในวันที่ 19 พฤษภาคม​ 2563 ก็ได้ข้อสรุปเรียบร้อย​เเล้วว่าคณะรัฐมนตรี​เห็นชอบให้ “การบินไทย” เข้าสู่กระบวนการของศาลล้มละลายเพื่อฟื้นฟูกิจการ โดยจะเปลี่ยนรูปแบบจากรัฐวิสาหกิจ (เพราะรัฐเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่) ให้​เป็นเอกชน โดยก่อนหน้านี้ผู้ถือหุ้นที่ใหญ่ที่สุดคือกระทรวงการคลังที่ถือหุ้น THAI อยู่ถึง 51% รองลงมาก็จะเป็นกองทุนวายุภักษ์​หนึ่ง โดย บลจ.เอ็มเอฟซีและ บลจ.กรุงไทย ซึ่งเป็นกองทุนที่รัฐถือหุ้นอยู่ประมาณ 30% โดยหลังจากนี้รัฐจะลดสัดส่วนการถือหุ้น THAI ลงจนต่ำกว่า 50%

โดยการฟื้นฟูกิจการนี้ไม่เหมือนกับการล้มละลายนะ พี่ทุยคิดว่าที่บางคนเข้าใจว่า “การฟื้นฟูกิจการเท่ากับการล้มละลาย” ​อาจจะเป็นเพราะว่าบทบัญญัติของกฏหมายว่าด้วยการฟื้นฟูกิจการถูกบรรจุอยู่ใน พรบ.ล้มละลาย แต่ในหลาย ๆ ประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา​ การฟื้นฟูกิจการหรือ Chapter 11 ก็ถูกบรรจุอยู่ใน กฏหมายล้มละลาย​เหมือน​กันนะ

ข้อแตกต่างของการล้มละลายและฟื้นฟูกิจการอย่างคร่าว ๆ มีดังนี้

ทำไม "การบินไทย" ต้องยื่นศาลล้มละลายเพื่อเข้าสู่แผนฟื้นฟูกิจการ

ในตอนนี้ที่ผลสรุปออกมาอย่างชัดเจนเเล้วว่า “การบินไทย” ไม่ได้จะล้มละลายแต่เข้าสู่กระบวนการ​ฟื้นฟูกิจการแทน ซึ่งหมายความว่า…

1. ยังไม่มีการนำเอาทรัพย์สิน​ต่าง ๆ เช่น พวกเครื่องบินของเค้าออกมาขายทอดตลาดแล้วเเบ่งเงินคืนให้แก่เจ้าหนี้ตามลำดับขั้นนะ

2. เจ้าหนี้ต่าง ๆ ยังทวงเงินจากการบินไทยไม่ได้เพราะได้รับการพักชำระหนี้

3. พนักงานทั้งหมดกว่า 20,000 ชีวิตของการบินไทย ทั้งนักบิน พนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน พนักงานภาคพื้นดิน ช่างเทคนิคและอื่น ๆ ก็จะไม่ตกงานหรือถ้าตกงานก็แค่บางส่วน เดี๋ยว​เรื่องนี้พี่ทุยจะมาขยายความอีกทีนะ

4. การบินไทยจะเปลี่ยนจากการเป็นรัฐวิสาหกิจมาเป็นเอกชน และมีผู้บริหารจากภายนอกเข้ามา

ซึ่งการเปลี่ยนแปลง​เหล่านี้อาจจะทำให้เกิดเรื่องดี ๆ ก็ได้ เหมือนที่สายการบินเจแปน แอร์ไลน์ ​(JAL) ​ที่เป็นสายการบินแห่งชาติ​ของประเทศญี่ปุ่นเคยทำได้มาเเล้ว ในปี ค.ศ. 2010 (พ. ศ. 2553) สายการบิน​นี้ขาดทุนไป 7 แสนล้านบาท ในตอนนั้นรัฐบาลญี่ปุ่นก็เข้าไปอุ้มโดยการอัดฉีดเงินเข้าไปช่วย 350,000 ล้านบาท โดยส่ง “คาซูโอะ อินาโมริ” เข้าไปเป็นผู้บริหาร

และภายในระยะเวลาเพียงแค่ 2 ปี เจแปน แอร์ไลน์​ ก็พลิกกลับมาทำกำไรได้ด้วยการปรับเปลี่ยนโครงสร้างองค์กรและการลดรายจ่าย เพราะฉะนั้นจึงเป็นไปได้มากที่เมื่อ​การบินไทยเข้าสู่กระบวนการ​ฟื้นฟูกิจการเหมือน เจแปน แอร์ไลน์ จะมีการ Makeover หลายอย่าง เช่น การลดจำนวนพนักงานเพื่อประหยัดต้นทุน ในขณะที่​บางสายการบินมีจำนวนพนักงานที่เกี่ยวข้องแค่เพียง 5 คนต่อลำเท่านั้น การบินไทยกลับใช้พนักงานโดยเฉลี่ยต่อลำมากถึง 42 คน ซึ่งส่งผลโดยตรงไปถึงกำไรส่วนต่าง เพราะเพิ่มต้นทุนต่อที่นั่งโดยสาร (Cost to Ask) เต็ม ๆ นี่เป็นอะไรที่ขัดกับหลักเศรษฐศาสตร์พื้นฐาน​ที่ว่า “ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดประโยชน์​สูงสุด” มาก และทรัพยากรจำกัดของการบินไทยก็คือเงินนั่นเอง คงต้องลองดูว่าเค้าจะแก้โจทย์​ข้อนี้ยังไง นอกจากนี้​การเปลี่ยนเป็นเอกชนอาจจะทำให้เค้าทำอะไรได้คล่องตัวขึ้น เพราะเเต่เดิมจะทำอะไรก็ต้องรอการอนุมัติ​ทำให้จะดำเนินการแต่ละอย่างก็ล่าช้ามาก ๆ อีกประเด็นคือ ก่อนหน้าที่หวยจะมาออกที่การฟื้นฟูกิจการ มีหลายคนถามความเห็นพี่ทุยว่า

ถ้าหากการบินไทยล้มละลายจะเกิดอะไรกับผู้ถือหุ้น ?

คำตอบของคำถามข้อนี้คือขึ้นอยู่กับ​ว่าเราเป็นผู้ถือหุ้นประเภทไหนเป็นหุ้นกู้หรือหุ้นสามัญ ถ้าเป็นผู้ถือหุ้นสามัญ เราจะมีฐานะเป็นเจ้าของร่วม มีสิทธิ์​ในการเข้าร่วมประชุมของบริษัท รับรายงานประจำปี เวลาจะมีการปรับเปลี่ยนหรือขยับขยายอะไรในบริษัท เค้าจะส่งจดหมายมาบอกเราเสมอ และในเมื่อฐานะของเราคือเจ้าของบริษั​ทร่วมก็จะได้รับผลตอบแทน 2 รูปแบบคือ

1. ส่วนต่างราคา (Capital Gain) เมื่อกิจการโตขึ้น สามารถทำกำไรได้มากขึ้น (แต่ถ้าหากกิจการแย่ลง เราก็ขาดทุน​นะ)​

2. เงินปันผล (Dividend)​ พูดง่าย ๆ​ ว่าเป็นเหมือนเงินโบนัส เมื่อบริษัททำกำไรได้มากขึ้น ก็อาจจะเพิ่มเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้น แต่ก็มีข้อเสียคือเมื่อบริษัทล้มละลายผู้ถือหุ้นจะได้เงินคืนเป็นอันดับท้ายสุดเลยนะ

ถ้าเป็นผู้ถือหุ้นกู้ เราจะมีฐานะเป็นเจ้าหนี้ของบริษัท ไม่มีสิทธิ์ในการเข้าร่วมประชุม เค้าจะทำอะไรก็ไม่ปรึกษาเรา บริษัท​จะโตขึ้นเป็นสิบเท่าหรือสร้างกำไรได้เพิ่มขึ้นหลายร้อยเปอร์เซ็น​ เราก็จะไม่ได้อะไรมากไปกว่าดอกเบี้ยที่กำหนดเอาไว้แล้ว ผลตอบแทนที่เราได้จากการถือหุ้นกู้หรือเข้าไปเป็นเจ้าหนี้ของบริษัทก็คือดอกเบี้ยเท่านั้น แต่ข้อดีก็คือ ถ้าเกิดบริษัทล้มละลายก็จะเจ็บตัวน้อยกว่าผู้ถือหุ้นเยอะนะ เพราะเค้าจะเอาทรัพย์สิน​ขายทอดตลาดและคืนเงินให้แก่ผู้ถือหุ้นกู้ก่อนเลย ซึ่งก็แล้วแต่ว่าทรัพย์สิน​ที่เหลืออยู่จะมากน้อยแค่ไหน ผู้ถือหุ้นกู้อาจจะได้เงินคืนครบ คืนเเค่บางส่วนหรือไม่ได้คืนเลยก็ได้ และในกรณีนี้​ไม่ต้องพูดถึงผู้ถือหุ้นเลย…

แต่สำหรับกรณีการบินไทยเนี่ยต้องลุ้นกันอีกสักพักว่าจะออกไปในทิศทางไหน ถึงแม้จะเข้าฟื้นฟูกิจการแต่ก็ไม่ใช่ทุกกิจการจะไปรอด แต่พี่ทุยก็เชื่อว่าการบินไทยยังไงเดี๋ยวก็น่าจะกลับมาได้ และจะเป็นกำลังใจให้คนการบินไทยทุกคนผ่านพ้นวิกฤตไปได้ด้วยดีนะ


หนังสือ "การเงิน 101" พื้นฐานเรื่องการเงินที่ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอน หนังสือ "การเงิน 101" พื้นฐานเรื่องการเงินที่ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอน

Comment

Be the first one who leave the comment.

Leave a Reply

บทความ "ธุรกิจและเศรษฐกิจ" ยอดนิยม 

error: