“นครวาติกัน” ประเทศที่ได้ชื่อว่าเป็นนครศักดิ์สิทธิ์ของคริสตจักร และได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีขนาดเล็กที่สุดในโลก ด้วยขนาดพื้นที่ที่เล็กกว่ากรุงเทพมหานครฯ ถึง 3,500 เท่า พี่ทุยจะมาเล่าเรื่องราวที่มาและรายละเอียดเกี่ยวกับเศรษฐกิจที่น่าสนใจของนครวาติกัน ให้ได้รู้กัน
เรื่องราวของ “นครวาติกัน” ต้องย้อนกลับไปถึงช่วงปี ค.ศ. ที่ 67 ซึ่งอัครสาวกพระเยซูคริสต์ นามว่า ปีเตอร์ ถูกจักรพรรดินีโร แห่งกรุงโรม จับขังคุกทรมานอยู่ 9 เดือน และถูกตรึงกางเขนในที่สุด ซึ่งเนินเขาวาติกันแห่งนี้คือสถานที่ประทับของนักบุญปีเตอร์ พระสันตะปาปาองค์แรก โดยศพของนักบุญปีเตอร์ถูกฝังอยู่ใกล้กับสถานที่ที่ถูกทรมาน และต่อมาได้มีการก่อสร้างวิหารขนาดใหญ่บนพื้นที่ดังกล่าว นั่นก็คือ มหาวิหาร “เซนต์ ปีเตอร์”
กาลเวลาผ่านล่วงเลยไปเกือบ 2,000 ปี จากเนินเขาอันแห้งแล้ง นครวาติกันยกระดับขึ้นมาเป็นเมืองสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ และมีเอกราชปกครองตนเองในที่สุดเมื่อ ปี 2472 ซึ่งนครวาติกันและอิตาลีได้ลงนามในสนธิสัญญา ยอมรับสถานะการมีอำนาจอธิปไตยของตนเอง โดยเป็นการปกครองเป็นแบบอำนาจเบ็ดเสร็จ โดยขึ้นอยู่กับพระสันตะปาปาเพียงผู้เดียว ซึ่งจะหมดวาระก็ต่อเมื่อสิ้นพระชนม์ เมื่อต้องปกครองตนเอง เรื่องเกี่ยวกับปากท้องอย่างเศรษฐกิจ แหล่งรายได้หลักของนครวาติกันมาจากเงินบริจาค และการท่องเที่ยว รวมถึงการนำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ต่าง ๆ อาทิ อสังหาริมทรัพย์ หุ้น พันธบัตร ทั้งนี้ Central Intelligence Agency’s (CIA) คาดการณ์ว่า รายได้ของนครวาติกันอยู่ที่ราว 315 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2013 ขณะที่ GDP per capita นั้น คาดการณ์กันว่าอยู่ที่ประมาณ 21,198 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อคนต่อปี สูงเป็นอันดับ 18 ของโลก
แต่นี่ก็เป็นเพียงการคาดการณ์เท่านั้น เพราะจริง ๆ แล้วตัวเลขทางเศรษฐกิจของ “นครวาติกัน” ที่แน่ชัดนั้นไม่ค่อยมีใครรู้ เพราะจริง ๆ แล้วผู้ที่ควบคุมเศรษฐกิจของนครวาติกันอยู่เบื้องหลังคือองค์กรนามว่า “Holy See
รายได้หลักของ Holy See มาจากสิ่งที่เรียกว่า Peter’s Pence หรือเงินบริจาคที่มาจากสังฆมณฑลรอบโลกหามาเพื่อสนับสนุนงานของวาติกัน สำหรับรายได้ส่วนที่เหลือจะกลายมาเป็นเงินลงทุนของ Holy See ซึ่งในอดีตจะลงทุนอยู่ในเฉพาะประเทศอิตาลีเป็นหลัก แต่ในปัจจุบัน Holy See ได้ขยายการลงทุนออกไปทั่วโลก โดยเฉพาะในสหรัฐฯ และยุโรปตะวันตก ทั้งในส่วนของตลาดหุ้น และการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ในรูปของที่ดินและโบสถ์ หากพูดในเชิงธุรกิจ ดูเหมือนว่า Holy See หรือนครรัฐวาติกัน น่าจะมีอัตรากำไรที่ค่อนข้างดี เพราะรายได้หลาย ๆ อย่าง เช่น เงินบริจาค รายได้จากการท่องเที่ยว ล้วนแล้วแต่เป็นรายได้ที่แทบจะไม่ต้องลงทุนใหม่ เพียงแค่บริหารจัดการในสิ่งที่มีอยู่แล้วให้ดีที่สุด
แต่จากรายงานของ Los Angeles Times บอกว่า Holy See มีผลขาดดุลงบประมาณราว 18.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2012 เป็นผลจากความอ่อนแอของเศรษฐกิจทั่วทั้งยุโรป และต้นทุนค่าแรงพนักงานกว่า 2,800 คน ในปี 2019 German Cardinal Reinhard Marx ผู้ที่ทำหน้าที่ดูแลสภาเศรษฐกิจของนครวาติกันยืนยันว่า ตัวเลขของ Holy See ยังคงเป็นการขาดดุลอยู่ต่อเนื่อง ซึ่งพระสันตะปาปาฟรานซิสต้องการที่จะลดการขาดดุลลง ส่วนตัวเลขที่แท้จริงนั้นไม่ได้มีการเปิดเผยออกมาตั้งแต่ปี 2015 ขณะเดียวกัน งบการเงินของ Holy See ก็ไม่ได้มีการตรวจสอบกันภายใน (In-house auditor) มากว่า 2 ปีแล้ว
ทั้งนี้ พระสันตะปาปาฟรานซิสพยายามที่จะปฏิรูปนครวาติกันให้มีความโปร่งใสมากขึ้น จากเดิมที่ตัวเลขทางการเงินของประเทศเหมือนเป็นสิ่งลี้ลับมานานหลายทศวรรษ โดยหนึ่งในตัวอย่างของการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น คือ การเปิดเผยข้อมูลของ Vatican Bank ในปี 2019 ซึ่งได้มีการปรับเงินอดีตประธานธนาคารและทนายความของเขา เป็นเงินรวม 62 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากการยักยอกและฟอกเงินในอดีตที่ผ่านมา
จากรายงานประจำปีของ Vatican Bank ที่เปิดเผยออกมาเมื่อเดือน พฤษภาคม 2019 บอกว่า พวกเขาพยายามอย่างหนักที่จะสร้างความโปร่งใสให้เกิดขึ้นได้มากที่สุด แม้ว่านครวาติกันจะเป็นประเทศที่เล็กที่สุดในโลก แต่ในขณะเดียวกันก็ดูเหมือนว่าจะเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจอิงกับศาสนาและความศรัทธาที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกเช่นกัน หากโป๊ปฟรานซิสสามารถทำให้นครวาติกันเกิดความโปร่งใสได้จริง เชื่อว่านี่จะเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจอย่างมากสำหรับเศรษฐกิจหรือธุรกิจที่อยู่คู่กับศาสนามาอย่างช้านาน
Comment