ใครจะรู้ว่าคอนเซ็ปต์ของภาพยนตร์แนว Sci-Fi และหนังสือแนววิทยาศาสตร์หลายเล่มที่พูดถึง สิ่งมีอำนาจเหนือมนุษย์ด้วยการล่วงรู้ข้อมูลทุกอย่างของเราและเอาข้อมูลเหล่านั้นมาใช้งาน จับความชอบ-ไม่ชอบ นิสัยใจคอ จะมีจริงอย่างรวดเร็วในทุกวันนี้ พี่ทุยไม่ได้กำลังพูดถึงปีศาจที่ไหน แต่กำลังพูดถึง “Cloud” ระบบที่ย้ายข้อมูลทุกอย่างของเรา ไม่ว่าจะเป็นรูปภาพ คลิปวีดีโอ ไฟล์เอกสารต่าง ๆ ไว้หมด พูดง่าย ๆ ว่าถึงเราจะจำวันสำคัญต่าง ๆ ของตัวเองไม่ได้ แต่ Cloud เค้าจำได้นะ ถึงแม้ว่า Cloud จะแปลตรงตัวว่าก้อนเมฆ เป็นการเปรียบเทียบให้เห็นภาพมากขึ้นว่าข้อมูลอยู่ได้ทุกที่เหมือนกับก้อนเมฆ แล้วทุกวันนี้ธุรกิจยักษ์ใหญ่หลายเจ้าถูกขับเคลื่อนด้วยระบบ Cloud เช่น Google Drive หรือ Netflix ที่เราคุ้นเคยกันดีเนี่ยแหละ แต่รู้กันหรือไม่ว่าล่าสุดนี้หลายเจ้าก็เริ่มทำธุรกิจร้านอาหารรูปแบบใหม่ที่ใช้คำว่า Cloud ที่เราคุ้นเคยกันเข้ามาอยู่ในคอนเซ็ปต์ด้วย ซึ่งนั้นก็คือ “Cloud Kitchen” มาดูกันสิว่า คอนเซ็ปต์นี้เจ๋งยังไง แล้วจะเข้ามาเปลี่ยนตลาดนี้ได้อย่างไรบ้าง
Cloud Kitchen คืออะไรและสร้างขึ้นมาเพื่อใคร?
การเช่าบ้าน เช่ารถหรือแม้กระทั่งการเช่ามือถือหลบไป เพราะของใหม่อย่างการ “เช่าครัว” กำลังจะมา!
Cloud Kitchen คือแพลตฟอร์มที่ให้ผู้ประกอบการเข้ามาเช่าพื้นที่ในการทำอาหารแบบมีอุปกรณ์ทำครัวให้พร้อม
เพื่อที่จะได้กระจายสินค้าไปในบริเวณใกล้ ๆ ได้สะดวกและประหยัดเวลามากขึ้น คอนเซ็ปต์คือ ช่วยแก้ปัญหาได้ดีทั้งผู้ประกอบการและผู้บริโภคเลยแหละ
ก่อนหน้านี้เรื่องที่เป็นอุปสรรคอันดับหนึ่งของผู้ที่อยากเปิดร้านอาหาร ก็คงเป็นเรื่องของเงินทุนในการเปิดหน้าร้าน อีกทั้งถ้าอยากจะเปิดหน้าร้านในทำเลดี ๆ เข้าถึงลูกค้า ค่าเช่าหรือซื้อพื้นที่ก็ทำเอาหนักใจไม่น้อย เพราะทำเลทอง มักปล่อยให้เช่าหรือขายกันแพงมาก จะกำไรหรือไม่กำไรยังไม่รู้ แต่ที่รู้แน่ ๆคือติดลบไปแล้วการมาของ Cloud Kitchen จึงเหมือนนางฟ้ามาโปรดผู้ที่อยากเปิดร้านอาหาร เพราะไม่ต้องมีหน้าร้านก็ขายอาหารได้แล้วเเละได้พื้นที่ทำเลดีด้วย ก็เค้าเลือกมาให้แล้วนี่
นอกจากจะเพิ่มโอกาสให้ม้าตัวใหม่ได้เข้ามาวิ่งในสนามได้ง่ายขึ้นเเล้ว Cloud Kitchen ก็ยังช่วยให้ผู้ที่มีร้านอาหารของตัวเองอยู่เเล้วขยายสาขาได้ง่ายขึ้นด้วยนะ พอขยายสาขาได้มากขึ้น ฐานลูกค้าก็จะกว้างขึ้นด้วยไง
ส่วนฝั่งผู้บริโภคก็ฟินตรงที่จะสะดวกยิ่งขึ้น มีร้านอาหารให้เลือกมากขึ้น อยากกินอะไรที่ร้านอยู่ไกล ๆ ก็กินได้ เช่นอยู่แถวอนุสาวรีย์แต่ไม่อยากกินก๋วยเตี๋ยวเรืออนุสาวรีย์อยากกินก๋วยเตี๋ยวเรือรังสิต ก็ไม่ต้องถ่อไปถึงรังสิตเพื่อกิน หรือถ้าไม่อยากเดินออกไปกินที่ร้าน ก็ยังสามารถสั่งอาหารให้มาส่งถึงที่ห้องได้เหมือนเดิม เพิ่มเติมคือเร็วขึ้น เพราะร้านอยู่ใกล้มากขึ้น นี่พี่ทุยยังเล่าไม่ถึงไหนบรรดาร้านอาหารอย่าเพิ่งเหงื่อตกกันนะ
และเจ้าแรกของไทยที่จะเอาเข้ามาเปิดก็คือ Grab Food ซึ่งเค้าประสบความสําเร็จในการส่งอาหารแบบ Delivery อยู่เเล้ว
แต่อุปสรรคหลัก ๆ (Pain Point) ของลูกค้าที่สั่งอาหารจาก Grab Food ก็คือการจำกัดระยะทางในรัศมี 5 กิโลเมตรถ้าลูกค้าที่อนุสาวรีย์อยากกินก๋วยเตี๋ยวเรือรังสิตก็คงสั่งให้ Grab Food มาส่งไม่ได้ ตรงนี้แหละที่โมเดล Cloud Kitchen จะเข้ามาแก้ปัญหาได้อย่างจริงจัง เพราะในเมื่อมีร้านที่เป็นศูนย์กลางอยู่ในละแวกแล้ว ระยะทางในการส่งจะสั้นแค่ไหนก็ไม่มีปัญหาอีกต่อไป อีกต่อไป
ตอนนี้มาดู Cloud Kitchen รุ่นพี่ที่เปิดมาแล้วหลายปีในต่างประเทศดีกว่า
Cloud kitchen ในประเทศต่าง ๆ
คอนเซ็ปต์นี้ทำมาในต่างประเทศหลายปีแล้ว ยกตัวอย่างเช่น Keatz ของประเทศเยอรมัน ปัจจุบัน Keatz มีอยู่ด้วยกัน 10 แห่งมีผู้ใช้บริการอยู่ประมาณ 8 แบรนด์ในประเทศต่าง ๆ ทั้งเยอรมัน เนเธอร์แลนด์ และสเปน และล่าสุดเค้าระดมทุนเพิ่มได้อีก 13 ล้านดอลลาร์ (412 ล้านบาท) โดยตั้งใจว่าจะนำทุนตรงนี้ไปขยายเครือข่ายทั่วยุโรป
และเมื่อต้นปีนี้ Travis Kalanick ผู้ร่วมก่อตั้ง Uber ก็ได้ลงทุนกว่าร้อยล้านดอลล่าร์ในสตาร์ทอัพ City Storage System ที่ซื้อพวกอสังหาที่มีปัญหามาแปลงโฉมใหม่เป็นพื้นที่จัดส่งอาหาร
หรือในเอเชียก็มี Cloud Kitchen แล้วเช่นกัน คือบริษัท Rebels Food ที่อินเดีย เค้าเปิด Cloud Kitchen อยู่ 205 แห่ง มีร้านอาหารมาใช้บริการ 1,600 แบรนด์ กระจายอาการใน 16 เมืองทั่วอินเดีย หารเฉลี่ยเเล้วจะพบว่า Rebels Food มี Cloud Kitchen อยู่ถึง 13 แห่ง ใน 1 เมือง และไม่นานมานี้ Gojek (เจ้าของ GET บริการเรียกรถในไทย) ก็ได้เข้ามาร่วมลงทุนและวางแผนจะกระจาย Cloud Kitchen ไปในอินโดนีเซียกว่าร้อยแห่ง
จะเห็นได้ว่าถึงแม้ตลาด Cloud Kitchen จะยังเป็นน้องเล็กในตลาดอาหารอินเดีย แต่น้องเล็กคนนี้ก็เร่งฟิตความพร้อมจนเริ่มวิ่งตามหลังพี่มาติด ๆ ชนิดที่เรียกได้ว่าหายใจรดต้นคอเลย ในขณะที่ตลาดอาหารออนไลน์แบบ Delivery ของอินเดียมีมูลค่า 300 ล้านเหรียญสหรัฐ ก็มีมูลค่าถึง 200 ล้านเหรียญสหรัฐ
10 สาขา และจะทยอยเปิดให้ครบ 50 สาขาในสิ้นปีนี้ Cloud Kitchen แต่ละร้านจะมีแบรนด์ต่าง ๆ อยู่ประมาณ 8-14 แบรนด์ โดยส่วนนึงทาง Grab จะเป็นคนคัดเลือกร้านอาหารมาเข้าร่วม จากการวิเคราะห์ฐานข้อมูล เช่น ร้านของละแวกนี้เน้นอาหารที่ไม่ค่อยดีกับสุขภาพเท่าไหร่เลยไปชวนพวกร้านอาหารเฮลตี้มาเข้าร่วมดีกว่า เป็นต้น
การมาของ Cloud Kitchen ในครั้งนี้ พี่ทุยขอให้นิยามว่าคือการ “Disrupt ใน Disrupt” โดยมีร้านอาหารดั้งเดิมเป็นห่วงโซ่อาหารแรกสุดซึ่งก่อนหน้านี้ เค้าโดนอาหาร Delivery เข้ามาแย่งส่วนแบ่งการตลาดไป แต่ในตอนนี้ถึงคราวที่อาหาร Delivery ต้องเริ่มปวดหัวบ้างแล้ว เพราะร้านอาหารแบบ Cloud Kitchen จะเข้ามาแก้ปัญหาในการย่นระยะเวลาในการจัดส่งและส่งอาหารบางชนิดที่ไกลเกินกว่าบริการ Delivery จะส่งถึง โดยทั่วไปแล้ว ธุรกิจที่จะประสบความสําเร็จคือ ธุรกิจที่สามารถช่วยแก้ปัญหาของลูกค้าได้ แต่ Cloud Kitchen กลับมาเหนือเมฆกว่า เพราะไม่เพียงแต่จะช่วยแก้ปัญหาของลูกค้าได้ แต่ยังสามารถแก้ปัญหาของผู้ที่อยากมีร้านอาหารของตัวเองได้ด้วย
ถ้าถามว่าจะส่งผลกระทบต่อร้านอาหารแบบดั้งเดิมมั้ย ก็คงต้องตอบว่ายังไงก็ส่งผลกระทบแน่นอน แต่แรงกระเพื่อมที่เกิดขึ้นจะทำให้เกิดผลดีหรือผลเสียคงต้องขึ้นอยู่กับแต่ละร้านเเล้วล่ะ เช่น ถ้า Grab Kitchen ทำให้ลูกค้ามากินอาหารที่ร้านน้อยลงก็ส่งอาหารของร้านเข้าร่วมกับ Cloud Kitchen ไปเลยให้สิ้นเรื่องสิ้นราว
ได้ยินมาว่า Grab เค้ามีแผนจะเปิด Grab Kitchen ในไทยในเดือนตุลานี้แล้ว ถ้าเปิดตัวเมื่อไหร่ พี่ทุยจะพุ่งตัวเข้าไปขอลองใช้บริการเป็นคนแรก ๆ เลย ไม่ได้ตะกละจริง ๆ แค่อยากหาสิ่งดี ๆ มาเล่าให้ทุกคนฟังไง เชื่อหน่อยนะ(ฺฮ่า)
Comment