ใครที่ติดตามข่าวและผู้ที่รอรับเงินช่วยจาก “มาตรการเยียวยา 5,000 บาท” ก็คงจะทราบกันดีว่า การช่วยเหลือในครั้งนี้ มีดราม่าเยอะมาก ตั้งแต่มีคนที่เดือดร้อนจำนวนมาก โดย AI ปัดตกกลายเป็นไม่สามารถรับเงินได้ หรือว่าการออกจดหมายของภาครัฐ ถึงเศรษฐี 20 อันดับแรกของไทยเรื่องของการช่วยเหลือประเทศ แต่สิ่งที่พี่ทุยคิดว่าเป็นข่าวที่สร้างความไม่มั่นใจให้แก่ประชาชนมากที่สุด ก็น่าจะเป็นการที่รัฐบาลออกมายอมรับว่า ตอนนี้เงินที่จะช่วยเหลือให้แก่ประชาชนคนละ 5,000 บาท มีแค่เดือนเดียวเท่านั้น ไม่พอที่จะจ่าย 3 เดือนตามที่ได้บอกไป พอประกาศมาแบบนี้ก็งานเข้าแน่นอน วันนี้พี่ทุยจะมาเล่าให้ฟังว่าตกลงแล้ว รัฐบาลจะมีเงินพอจ่ายถึง 3 เดือนหรือเปล่า และเอาเงินมาจากไหนจ่ายใครบ้าง
พี่ทุยอยากอธิบายเบื้องต้นว่าจริง ๆ แล้ว เริ่มแรกเดิมทีรัฐบาลตั้งวงเงินว่าจะแจกจ่ายเงินช่วยเหลือเพียง 3 ล้านคนเท่านั้น คนละ 5,000 บาท 3 เดือน เท่ากับว่าใช้เงินทั้งสิ้น 45,000 ล้านบาท ก็ได้มีประกาศว่าเอาเงินมาจากระบบประกันสังคมและงบประมาณประจำปีแบบปกติ แต่ในตอนหลังนั้นได้มีการเรียกร้องออกมาเยอะมากว่าคนที่ได้รับผลกระทบมีมากกว่าแค่ในประกันสังคม จึงได้มีการทบทวนใหม่อีกครั้ง ปรับเป็น 9 ล้านคน ทำให้ต้องใช้จ่ายเยอะขึ้นมากนัก เพิ่มขึ้นเป็น 1.35 แสนล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 3 เท่าจากของเดิม
ก็เลยทำให้เงินจากเดิมที่จะจ่ายได้ 3 เดือนกลายเป็นจ่ายได้แค่เดือนเดียวเท่านั้น จึงกลายเป็นข่าวอย่างที่เราทราบกันดีที่นายกออกมาบอกว่าเงินไม่พอ ซึ่งจริง ๆ พี่ทุยก็งง ๆ อยู่เหมือนกันว่าทำไมต้องประกาศว่าไม่พอ เพราะที่ผ่านมาเวลาที่เกิดเหตุฉุกเฉินที่ต้องใช้เงินยังไง ตัวเลือกหนึ่งที่รัฐบาลทำมาตลอดก็คือการออก พ.ร.ก. เงินกู้อยู่แล้ว และในครั้งนี้ก็เช่นกัน แต่ก็อย่างที่เรารู้กันว่าการออก พ.ร.ก. เงินกู้ก็อาจต้องใช้เวลาประมาณนึง
แต่สิ่งที่รัฐบาลทำได้นอกเหนือจากออก พ.ร.ก. เงินกู้ ก็คือการโยกงบประมาณ ก็ง่าย ๆ เลย โยกจากกระทรวงนั้นกระทรวงนี้ มาคนละนิดคนละหน่อย ใครยังไม่รีบใช้เงินก็เอามาโปะตรงนี้ก่อนได้เหมือนกันนะ
พี่ทุยเลยไปหาข้อมูลของงบประมาณที่แต่ละกระทรวงได้รับการจัดสรรไป เอามา 5 กระทรวงหลักที่ได้รับเยอะที่สุดมาให้ดูกัน อย่างกระทรวงศึกษาได้รับถึง 3.68 แสนล้านบาท ดังนั้นในช่วงที่ พ.ร.ก. เงินกู้กำลังหาเงินอยู่ พี่ทุยคาดว่าให้แต่ละกระทรวงโยกงบมาให้คนละไม่กี่ % ก็น่าจะพอ 45,000 ล้านบาทแน่นอน
แต่เรื่องก็ไม่น่าจบง่าย ๆ แบบนี้แน่ ๆ เพราะล่าสุด ครม. ได้มีการทบทวนสิทธิ์ของผู้ที่ควรจะได้รับการช่วยเหลือและได้มีการอนุมัติออกมาแล้วว่าจะเพิ่มจาก 9 ล้านคนเป็น 14 ล้านคนทันที ซึ่งได้รวมอาชีพอิสระบางส่วนเพิ่มเข้าไปและรวมถึง นักเรียน นักศึกษาที่ทำงาน part-time ด้วย โดยอาชีพที่มีการเพิ่มเป็นอันดับแรกจะเป็น คนขายลอตเตอรี่ มอเตอร์ไซค์รับจ้าง ไกด์ และคนขับแท็กซี่ เนื่องจากว่ากลุ่มคนเหล่านี้มีการขึ้นทะเบียนไว้กับภาครัฐจึงง่ายต่อการตรวจสอบ
ในการเพิ่มครั้งนี้ทำให้ต้องใช้งบประมาณเพิ่มเป็น 2.1 แสนล้านบาท หรือเดือนละ 7 หมื่นล้านบาทกันเลยทีเดียว พออ่านถึงตรงนี้หลายคนก็คงคิดว่าจะกลับไปไม่พออีกหรือป่าว พี่ทุยบอกเลยว่าครั้งนี้อาจไม่ต้องกังวลมากนัก เนื่องจากว่า การลงมติ ครม. ในครั้งนี้มาพร้อมกับราชกิจจานุเบกษาประกาศใช้ พ.ร.ก. เงินกู้แล้ว แปลง่าย ๆ ก็คือ รัฐพร้อมที่จะกู้เงินแล้วนั่นเอง ส่วนของพวกขั้นตอนการออก พ.ร.ก. ที่ปกติจะเสียเวลาแต่ตอนนี้ทำเสร็จเป็นที่เรียบร้อย
พี่ทุยอยากพาไปดูรายละเอียด พ.ร.ก. เงินกู้ในครั้งนี้กันหน่อยว่าเป็นยังไงบ้าง ตามที่พี่ทุยได้บอกไปว่าจริง ๆ แล้ว มาตรการเงินเยียวยา 5,000 บาท มันใช้งบแค่ 2.1 แสนล้านบาท แต่รัฐบาลออก พ.ร.ก. เงินกู้ถึง 1 ล้านล้านบาทกันเลยทีเดียว เพื่อเอามาใช้ในมาตรการฟื้นฟูอื่น ๆ ด้วยตามที่ได้ประกาศไป
จัดสรรวงเงิน 1 แสนล้านบาท ออกเป็น 3 หมวดใหญ่
1. งบด้านการแพทย์และสาธารณสุข 45,000 ล้านบาท
2. ช่วยเหลือ เยียวยา ชดเชย ประชาชน เกษตรกรและผู้ประกอบการ 550,000 ล้านบาท
3. ฟื้นฟูเศรษฐกิจ 400,000 ล้านบาท
และมีการเขียนกำกับไว้อย่างชัดเจนว่า สามารถโยกงบประมาณมาใช้ได้หากจำเป็นจริง ๆ โดยเน้นที่ปัญหาการระบาดของโรค และเพื่อช่วยเหลือ เยียวยา และชดเชยให้แก่ภาคประชาชนผู้ได้รับ นั่นหมายความว่าเงินที่จะนำไปใช้ฟื้นฟูเศรษฐกิจอาจจะมีการเปลี่ยนมาลงที่การแจกเงินเยียวยาหมดเลยก็ได้ ประกอบกันในปัจจุบันมีผู้ไปลงทะเบียนใน www.เราไม่ทิ้งกัน.com ถึง 27.8 ล้านคนเลย มากกว่าสิทธิ์ที่จะได้ถึงเกือบ 2 เท่าตัว พี่ทุยจึงคิดว่ามีความเป็นไปได้เหมือนกันที่จะขยายจำนวนผู้ได้รับสิทธิ์เพิ่มขึ้นอีก นอกจากนี้หากสถานการณ์ยังยืดเยื้อและมากกว่า 3 เดือน ก็มีสิทธิ์เหมือนกันที่จะขยายต่อระยะเวลาออกไปอีก พี่ทุยก็ได้แต่หวังให้อะไร ๆ มันดีขึ้นเหมือนกัน
การออก พ.ร.ก.เงินกู้ จริง ๆ แล้วก็คือการให้รัฐบาลออกตราหนี้ หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ พันธบัตรรัฐบาลนั่นแหละ แม้ชื่อจะสวยหรูแค่ไหนแต่มันก็คือหนี้ของภาครัฐ ซึ่งก็เท่ากับหนี้สาธารณะ หากหนี้ตรงส่วนนี้เพิ่มขึ้นมาก ๆ มันก็จะกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ ดังนั้นในการกู้เงินของภาครัฐแต่ละครั้งจะต้องผ่านการเห็นชอบก่อน ต้องออกเป็น พ.ร.ก. ไม่ให้กระทบต่อความมั่นคงทางการคลังและเป็นภาระต่ออนาคตมากเกินไป ยังโชคดีที่ในช่วงที่ผ่านมาเราไม่ได้มีการกู้ทางการคลังอะไรมากมายนัก เราจึงยังมีเพดานหนี้สาธารณะให้ก่ออีก
ใครที่สนใจพันธบัตรรัฐบาลอยากซื้อ อยากเช็คราคา ไปตามอ่านกันได้พี่ทุยเคยลงไว้ให้แล้วที่นี่เลย หรือ เข้า เว็บไซต์ของ ThaIBMA ก็ได้นะ
สรุปเลยว่า ตอนนี้รัฐบาลขยายสิทธิ์ผู้ที่ได้รับเงิน 5,000 บาท จากเดิมที่แจก 3 ล้านคนเป็น 14 ล้านคน จึงอาจทำให้การให้เงินมีปัญหาบ้าง เพราะขยายเยอะมากกว่าเดิม ถึงเกือบ 5 เท่า และใช้เงินรวมถึง 2.1 แสนล้านบาท แต่ก็ไม่น่ากังวลมากนัก เนื่องจากได้มีการออก พ.ร.ก. เงินกู้ วงเงิน 1 ล้านล้านบาท เรียบร้อยแล้วน่าจะมีเงินมาจ่ายให้แก่ผู้ได้รับสิทธิ์ทุกคนอย่างแน่นอน แต่ยังไงก็ดีพี่ทุยว่า 14 ล้านคนก็อาจจะไม่เพียงพอต่อความต้องการอยู่ดี เพราะตอนนี้มีคนมาลงทะเบียนถึง 27.8 ล้านคนแล้ว พี่ทุยจึงอยากขอให้ใครที่ไม่ได้เดือดร้อนจริง ๆ อย่าไปลงทะเบียนแย่งสิทธิ์คนอื่นเลย เวลานี้เราคงต้องช่วยกันนะ
Comment