ซีรี่ส์ที่เพิ่งจบไปได้ไม่นานและเป็นที่พูดถึงกันอย่างมากคงหนีไม่พ้น “ITAEWON CLASS” ในเรื่องความเข้มข้นของเนื้อหาที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับหลายคนได้ ในเรื่องนี้ร้านอาหารเล็ก ๆ ของพระเอกที่ชื่อว่า “ทันบัม” กลับยิ่งใหญ่ขึ้นกลายเป็นบริษัทสูงระฟ้า ซึ่งเรื่องราวเช่นนี้ไม่ได้มีอยู่แค่ในการ์ตูนหรือในหนังเท่านั้น แต่ในโลกแห่งความเป็นจริงก็มีหลายบริษัท หลายกิจการ ที่เคยเป็นเพียงมดตัวเล็ก ๆ แต่ก็ได้กลายร่างมาเป็นยูนิคอร์นเรียบร้อยแล้วในวันนี้
พี่ทุยขอเล่าเรื่องย่อคร่าว ๆ เพื่อทวนความจำกันหน่อยนะ ทั้งคนที่เคยดูและไม่เคยดูจะได้จูนกันติดง่ายขึ้น
“ITAEWON CLASS” เป็นซีรี่ส์ที่สร้างมาจากเว็บตูนของเกาหลีในชื่อเดียวกัน ผู้เขียนเว็บตูนเรื่องนี้ได้มาเขียนบทในซีรี่ส์เรื่องนี้ด้วย โดยเรื่องราวเริ่มต้นขึ้นตอนสมัยที่พระเอกเพิ่งย้ายไปเรียนมัธยมปลายที่โรงเรียนใหม่ และที่โรงเรียนใหม่แห่งนี้ เค้าก็ได้มีปัญหากับลูกชายของเศรษฐีผู้มีอิทธิพลแห่ง “ชางกากรุ๊ป” ส่งผลให้ชีวิตของเค้าต้องพลิกผัน พ่อที่เคยทำงานใน “ชางกากรุ๊ป” ต้องออกจากงาน เค้าเรียนไม่จบมัธยมปลาย ต่อมาพ่อก็ถูกรถชนจนเสียชีวิตโดยลูกชายของ “ชางกากรุ๊ป” และการบันดาลโทสะกับคนที่ฆ่าพ่อของตนเพียงเล็กน้อยก็ส่งผลให้พระเอกต้องไปเป็นนักโทษถึง 3 ปี แต่เค้าก็ไม่ได้ย่อท้อและหมดอาลัยตายอยากกับชีวิต เมื่อสิ้นสุดโทษตามกฏหมาย เค้าก็ออกมาก่อตั้งร้านเล็ก ๆ และค่อย ๆ เติบโตขึ้น ด้วยความสามารถของเค้าเเละความช่วยเหลือจากคนรอบข้าง สุดท้ายร้านเล็ก ๆ ของพระเอกที่เริ่มต้นจากติดลบ โดยมีเจ้าของที่เคยเป็นอดีตนักโทษก็ยิ่งใหญ่เหนือบริษัทชางกาที่เคยทำให้ชีวิตของเค้าพังได้ มาดูข้อคิดที่ได้จากซีรี่ส์เรื่องนี้กันดีกว่า ไอเดียหลายอย่างสามารถพลิกชีวิตของ “พัคแซรอย” พระเอกของเรื่องได้ ก็น่าจะมีประโยชน์กับเราได้เหมือนกันนะ
ข้อคิดเรื่องธุรกิจการลงทุนจาก “ITAEWON CLASS”
1. เชื่อมั่นในความคิดของตัวเอง
สิ่งนี้เห็นได้ชัดจากตอนเริ่มเรื่องเลยก็คือ ในตอนที่พระเอกปกป้องเพื่อนร่วมชั้นไม่ให้ถูกเพื่อนที่มีอิทธิพลในโรงเรียนรังแก แต่กลับถูกบังคับให้คุกเข่าขอโทษอีกฝ่าย เพียงเพราะว่าฝ่ายนั้นเป็นลูกชายเจ้าของบริษัทที่พ่อของตนเองทำงานอยู่ เมื่อมั่นใจว่าการกระทำของตัวเองเป็นเรื่องที่ถูกต้อง พระเอกจึงไม่ยอมคุกเข่าขอโทษ ซึ่งการคุกเข่าก็เป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ที่สอดแทรกมาตลอดเรื่องเลยก็ว่าได้ มันเปรียบเสมือนการยอมก้มหัวให้กับความไม่ถูกต้อง ซึ่งหลายคนในสังคมมักจะยอมทำเช่นนั้น แต่สำหรับพระเอกในซีรี่ส์เรื่องนี้ไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นก็ตาม ถ้าเค้ามองว่าการกระทำของตัวเองถูกต้องแล้วก็จะไม่ยอมคุกเข่า ตรงนี้เป็นคุณสมบัติของผู้ที่อยากจะประสบความสำเร็จทุกคนควรมี คือไม่หวั่นไหวและเชื่อมั่นในการกระทำของตัวเอง เมื่อพิจารณามาอย่างรอบคอบเเล้ว
2. ไม่ยอมละเมิดกฏของตัวเองแม้แต่ครั้งเดียว
ในตอนที่เพิ่งเปิดร้านทันบัมใหม่ ๆ ร้านก็เกิดปัญหาถูกสั่งให้ปิดเพราะมีเยาวชนอายุไม่ถึงเกณฑ์ (ซึ่งก็คือนางเอกของเรื่อง) เข้ามาใช้บริการ แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจกลับจะช่วยให้พ้นผิด ไม่ต้องปิดร้าน ซึ่งเป็นเรื่องดีกับธุรกิจของเค้า ถ้าเกิดเหตุการณ์อย่างนี้ คนส่วนใหญ่คงจะยินดีที่ตัวเองพ้นจากข้อหาและหลับหูหลับตาถึงความไม่โปร่งใสที่เกิดขึ้น เพราะดีต่อผลประโยชน์ของตัวเอง แต่พระเอกกลับไม่พอใจต่อว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจคนนั้นอย่างรุนแรงและขอให้ร้านถูกดำเนินคดีตามเดิม โดยให้เหตุผลว่า “เมื่อมีครั้งที่หนึ่ง ก็ต้องมีครั้งที่ 2 และครั้งต่อไปเรื่อย ๆ” อธิบายง่าย ๆ ว่าเค้าคิดว่าการ “หยวน ๆ” ให้กับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เช่น ความไม่ถูกต้อง สุดท้ายก็จะทำให้เกิดความละเลยในครั้งต่อ ๆ มา และติดเป็นนิสัย การคิดเช่นนี้จะช่วยป้องกันความเสียหายจากการเกิดเหตุการณ์ที่เรียกว่า “Black Swan” คำนี้มาจากการที่เมื่อหลายร้อยปีก่อน เนื่องจากไม่มีใครเคยพบเห็นหงส์สีดำ จึงมีการตั้งสมมติฐานกันว่าหงส์ทุกตัวเป็นสีขาว จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1697 ก็มีการพบเห็นหงส์สีดำ ทฤษฎีที่ว่าโลกนี้มีเพียงแต่หงส์สีขาวจึงถูกลบล้างไป อธิบายง่าย ๆ ว่า สิ่งที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อย ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีโอกาสเกิดขึ้นเลย การที่คนเราละเลยในเรื่องเล็กน้อยเพราะไม่คิดว่าเป็นเรื่องที่ใคร ๆ ก็หยวน ๆ กัน เช่น ขับรถฝ่าไฟแดงตอนตี 2 เพราะคิดว่าเวลานี้ไม่ค่อยมีรถบนท้องถนนหรอก การมักง่ายทำในสิ่งที่ละเมิดกฏ 1 ครั้ง ย่อมจะตามมาด้วยครั้งที่ 2, 3 และครั้งต่อ ๆ ไป จนเกิดเป็นความเคยชินและเป็นนิสัยในที่สุด ซึ่งถึงแม้ว่าการที่ขับรถฝ่าไฟแดงในกลางดึกเช่นนี้มักจะไม่เกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น แต่ก็ไม่ได้การันตีว่าจะเป็นเช่นนั้นเสมอ เหมือนกับที่นักวิทยาศาสตร์ไปจ๊ะเอ๋กับหงส์สีดำเข้า ทั้ง ๆ ที่ปักใจเชื่อว่ามีแต่หงส์สีขาวเท่านั้นมาเป็นร้อยปีนั่นแหละ
3. การมีเป้าหมายที่ชัดเจน
มีคำกล่าวที่ว่า “A man without a goal is like a ship without a rudder.” หรือ มนุษย์ผู้ซึ่งไร้เป้าหมายในชีวิตก็เหมือนเช่นเรือใบที่ไร้หางเสือ การมีเป้าหมายในชีวิตจะช่วยให้คนเรารู้ว่าควรจะเดินไปทางไหนและรู้สึกว่าชีวิตมีความหมาย มีหลายงานวิจัยชี้ชัดด้วยว่า คนที่มีเป้าหมายในชีวิตจะประสบความสำเร็จในชีวิตมากกว่า โดยเฉพาะหากระบุถึงบันไดขั้นต่าง ๆ ในการเดินขึ้นไปสู่เป้าหมายนั้นเอาไว้ พระเอกของซีรี่ส์เรื่องนี้ก็เช่นกัน ระหว่างที่ติดคุกอยู่ 3 ปี เค้าได้วางเป้าหมายในชีวิตไว้อย่างแน่ชัดว่าจะต้องโค่นล้มบริษัทที่ทำให้ชีวิตตัวเองและพ่อพังทลายลงให้ได้ นอกจากนี้การวางเป้าหมายของเค้าก็ไม่ได้เลื่อนลอย แต่ชัดเจนเป็นขั้นเป็นตอน อีกทั้งยังอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง เช่น รู้ว่ายังไม่มีทุนมากพอ ก็ตั้งใจว่าเมื่อพ้นโทษจะทำงานหาเงินก่อน (และระบุจำนวนปีด้วย) โดยฝึกฝนทักษะอาชีพดังกล่าวไว้ตั้งเเต่อยู่ในเรือนจำและยังไม่ได้มีความคาดหวังที่สูงเกินจริง ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่นักลงทุนทุกคนต้องมี เค้าไม่ได้วาดฝันว่าธุรกิจที่สร้างขึ้นจะยิ่งใหญ่ได้ภายใน 1 ปีแต่เป็นวางแผนระยะยาวถึง 15 ปี ทุกอย่างมีเวลาของมันทั้งนั้น จะคลอดลูกออกมาได้ต้องตั้งท้องถึง 9 เดือน กว่าต้นไม้จะโตเป็นไม้ยืนต้นได้ก็ต้องใช้เวลาเป็นปี ๆ เหมือนสำนวนที่ว่า “กรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จในวันเดียว”
4. ไม่ตีกรอบให้กับตัวเอง
ถึงแม้จะเคยเป็นนักโทษมาก่อน เค้ากลับไม่เคยติดฉลากตัวเองว่าอดีตนักโทษอย่างตัวเองไม่สามารถประสบความสําเร็จในชีวิตได้ แล้วความคิดอย่างนี้นอกจากจะสร้างพลังบวกให้ตัวเองได้แล้ว ยังสร้างพลังบวกให้กับคนรอบข้างได้อีกด้วย เพื่อนนักโทษคนหนึ่งเกิดกลับตัวกลับใจและมาเป็นลูกน้องผู้ซื่อสัตย์ของเค้าด้วยประโยคเรียกสติทำนองว่า “อย่าคิดว่าชีวิตของตัวเองจบแล้ว ชีวิตยังไม่ได้เริ่มเสียหน่อย อย่าคิดว่าเป็นไปไม่ได้ ถ้ายังไม่ได้เริ่มลงมือทำเลย” หลายคนชอบเปรียบเทียบว่า ชีวิตของคนเราก็เหมือนการเดินทางระยะไกล ถ้าเป็นการเดินทางจริงแล้วรู้ว่าผิดทาง ก็สามารถเลี้ยวไปหาเส้นทางใหม่ได้เสมอ ๆ นี่หน่า หรือถ้าไม่มีทางแยกจริง ๆ ลองเดินกลับทางเดิมไปตั้งหลักก็ได้ พี่ทุยมองว่าข้อนี้เป็นคุณสมบัติที่น่ายกย่องของพระเอกจริง ๆ เพราะอดีตนักโทษอย่างเค้า ย่อมจะถูกติดฉลากกลาย ๆ จากคนรอบข้าง หรือแม้กระทั่งตัวเองว่าเอาดีไม่ได้
5. มีการลงทุนหลายทาง
อาจเรียกได้ว่าหากไม่มีข้อนี้ ร้านของพระเอกก็คงไม่มีวันใหญ่โตจนเอาชนะบริษัทชางกาได้ในท้ายที่สุด พระเอกเอาเงินค่าชดเชยและประกันชีวิตของพ่อมาลงทุนในหุ้นของบริษัทชางกา โดยช้อนซื้อหุ้นตอนที่ราคาร่วงลงอย่างรุนเเรงเนื่องจากข่าวความประพฤติไม่ดีของลูกชายเจ้าของบริษัท และให้เหตุผลในการเข้าซื้อหุ้นครั้งนั้นสรุปได้ว่า เค้ามองว่าบริษัทชางกาเป็นธุรกิจที่ดี เป็นธุรกิจอาหารที่มีรสชาติอร่อย ถึงแม้จะมีข่าวร้ายมากระทบในระยะสั้นก็นับว่ายังเป็นธุรกิจที่น่าลงทุน ถ้าพูดเป็นภาษานักลงทุนก็คือ เค้ามองว่ามันเป็นหุ้นของธุรกิจที่มีกิจการพื้นฐานที่ดี มีความสามารถในการเติบโตและน่าลงทุน ข่าวร้ายที่เกิดขึ้นก็เพียงสิ่งที่จะมากระทบราคาของหุ้นในระยะสั้นเท่านั้น พระเอกจึงลงทุนในหุ้นตัวนี้และในอีก 10 ปีต่อมา ดอกเบี้ยทบต้น (Compound Interest) ก็ทำงานและเค้าก็สามารถขายทำกำไรได้ส่วนนึงเพื่อมาสร้างกิจการให้ใหญ่โตขึ้นได้ การกระทำของพระเอกตรงกับหลักการกระจายความเสี่ยง (diversified) ที่น่าเอาเป็นแบบอย่างมาก ๆ เลย
6. ใส่ใจคนอื่น
พระเอกจะมีคติประจำใจการทำธุรกิจเสมอว่า “ธุรกิจคือผู้คน” เค้าเป็นคนใส่ใจในสิ่งรอบข้าง เลือกงานให้เหมาะสมกับความถนัดของคนซึ่งจะทำให้เกิดสิ่งที่ทางเศรษฐศาสตร์เรียกว่า “อรรถะประโยชน์สูงสุด” นอกจากจะสนใจทีมงานของตัวเองแล้ว พระเอกยังสนใจร้านอื่น ๆ ที่เปิดอยู่ในละเเวกเดียวกันด้วย โดยการอาสาช่วยร้านเหล่านั้นทำสิ่งต่าง ๆ ที่น่าจะเรียกลูกค้าได้มากขึ้น เช่น เปลี่ยนป้าย เปลี่ยนไฟ และการกระทำนั้นก็ทำให้เกิดผลดีกับร้านของเค้าด้วยจริง ๆ เพราะละแวกที่ดูอึมครึม กลับมาครึกครื้น มีชีวิตชีวา ย่อมดึงดูดให้คนอยากมาใช้บริการ
“ดูละครแล้วย้อนดูตัวเรา” เป็นประโยคที่เก่าแต่ก็ยังใช้ได้จริงนะ ซึ่งเดี๋ยวนี้อาจจะต้องเปลี่ยนเป็น “ดู Netflix แล้วย้อนดูตัวเรา” แล้วมั้ง ฮ่า ๆ อย่างเรื่อง “ITAEWON CLASS” นี่มีข้อคิดในแง่ของการทำธุรกิจและการลงทุนที่น่าสนใจจนพี่ทุยอดจะหยิบยกขึ้นมาพูดถึงไม่ได้เลย จริง ๆ พี่ทุยอาจจะแค่ติดซีรีส์ก็ได้นะ ฮ่า ๆ
Comment