พี่ทุยมั่นใจว่าทุกคนคงรู้ข่าวเรื่อง “คบซ้อน”ของ “ป๊อป ปองกูล สืบซึ้ง” หรือที่คุ้นชื่อกันว่า “ป๊อป แคลอรี่ บลาห์ บลาห์” อย่างแน่นอน เพราะจัดเป็นประเด็นร้อนจน Social Network ต่างๆ แทบแตกในช่วงเสาร์-อาทิตย์ที่ผ่านมา เมื่อนักร้องหนุ่มเข้าพิธีแต่งงานกับแฟนสาวที่คบกันมานาน แต่ปรากฏว่าเจ้าสาวเป็นคนละคนกับแฟนสาวที่คบกันมานานเป็น 10 ปี
เรื่องนี้จึงเริ่มเป็นที่พูดคุยในวงกว้างมากขึ้นเรื่อยๆ จากเรื่องส่วนตัวของสองสามคนเป็นเรื่องส่วนรวม จนหลายเสียงออกมาพูดว่า ข่าวเสียหายของป๊อป ปองกูล มีผลกระทบอะไรกับหุ้นที่เป็นหุ้นหลักอย่าง Grammy หรือเปล่า ? ถ้าใครถือหุ้น GMM อยู่ๆเจอข่าวแบบนี้จะทำอย่างไรดี
เพื่อหาข้อเท็จจริงจากคำครหานั้น พี่ทุยเลยลองย้อนไปดูที่งบการเงินของ บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) หรือ “แกรมมี่” ที่เราคุ้นหูกันดี พบว่า
รายได้รวมของกิจการ
ปี 2558 รายได้รวม 9708.09 กำไรสุทธิ -1,145.48 (หน่วย : ล้านบาท)
ปี 2559 รายได้รวม 7446.66 กำไรสุทธิ -520.15 (หน่วย : ล้านบาท)
ปี 2560 รายได้รวม 8,869.27 กำไรสุทธิ -384.23 (หน่วย : ล้านบาท)
และรายได้รวมของ 3 ไตรมาสปี 2561 อยู่ที่ 4,913.39 กำไรสุทธิ 28.37 (หน่วย : ล้านบาท)
เฉลี่ยแล้วแกรมมี่มีรายได้เฉลี่ยประมาณ 8,000 ล้านบาท ยกเว้นในปี 2559 ที่รายได้ดูจะตกจากค่าเฉลี่ยไปเล็กน้อย เพราะเหตุการณ์ไม่คาดฝันของคนไทยทุกคนที่เกิดขึ้นในเดือนตุลาคม ครั้งนั้นรายได้ที่เกิดจากสื่อโฆษณาและความบันเทิงได้ลดลงพอสมควรทีเดียว จึงส่งผลถึงรายได้ของแกรมมี่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เมื่อดูจากภายนอก หลายคนคงฟันธงว่าแกรมมี่เป็นธุรกิจที่เน้นขายศิลปิน ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่า ‘ฐานแฟนคลับ’ คือตัวชูโรง ที่สามารถผลักดันให้ศิลปินคนนั้นๆ โด่งดังและส่งผลถึงกำไรของบริษัทได้
แต่เมื่อมาพิจารณาดีๆ แล้ว Business Model ของตัว Grammy เองก็ไม่ได้พึ่งพาศิลปินขนาดนั้น เพราะถึงแม้รายได้หลักจะมาจากเพลงก็ตาม แต่ก็ไม่ได้เป็นสัดส่วนที่มากมายนัก โดยในปี 2560 รายได้จากธุรกิจเพลง (รวมทุกด้านที่เกี่ยวข้องกับเพลง เช่น ดิจิตอลคอนเทนท์ โชว์บิซ เป็นต้น) คิดเป็น 33% และลดจาก 39% ในปี 2559
โดยมีช่องทางรายได้อื่นๆมาทดแทน ย่อมแสดงถึงการปรับตัวของบริษัทที่พยายามหาอย่างอื่นมาทดแทนรายได้หลักจากธุรกิจเพลงในยุคที่สื่อดิจิตอลเริ่มเข้ามารุกรานหนักข้อ ทั้งร่วมมือกับแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ เช่น Spotify และ JOOX เพื่ิอให้เข้าถึงไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ที่ชอบดาวน์โหลดเพลงมาฟังมากกว่าซื้อเทปหรือ VCD เก็บ
นอกจากนี้ บริษัทยังมีรายได้จากการผลิตทีวีดิจิตอล (ช่อง ONE 31 และ GMM 25) คิดเป็น 18%
ซื้อขายสินค้า (เช่น โอช็อปปิ้ง) คิดเป็น 25% รายได้จากธุรกิจอื่น คิดเป็น 10% และรายได้อื่นๆ พวกดอกเบี้ยรับและเงินปันผล (เนื่องจากถือหุ้นในบริษัทลูกด้วย) คิดเป็น 14% ซึ่งเป็นส่วนที่เพิ่มขึ้นมากจากในปี 2559 ที่เป็นสัดส่วนเพียงแค่ 2% เท่านั้น
แล้วที่ลืมไม่ได้เลยคือ รายได้จากภาพยนตร์ที่บริษัทลูกผลิต เช่น ฉลาดเกมส์โกง ของบริษัทลูกอย่าง GDH ก็สร้างรายได้ให้แกรมมี่ได้อีกเป็นกอบเป็นกำ ยังไม่ได้พูดถึงว่า ศิลปินในค่ายแกรมมี่ืเอง ก็มีมากกว่า 300 ชีวิต 4,000 เพลง เพราะฉะนั้น ข่าวเสียหายเล็กๆน้อยๆของคนๆเดียว คงไม่อาจสั่นคลอนยักษ์ใหญ่อย่างแกรมมี่ได้
ลองมาพูดถึงปัจจัยทางด้านเทคนิคของราคาหุ้น Grammy บ้าง
จากกราฟราคาแบบรายวัน จะเห็นได้ว่าหุ้น Grammy เป็นขาขึ้นในระยะสั้นแล้ว โดยพยายามเปลี่ยนกรอบการเล่น แต่สุดท้ายก็ไม่สำเร็จและถูกผลักลงมาในวันศุกร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ อย่างไรก็ตาม ถึงจะเปลี่ยนกรอบไม่สำเร็จ แต่ราคาหุ้นก็สามารถยืนอยู่บนเส้นเทรนด์ไลน์ขาขึ้นในแนวโน้มระยะสั้นได้ และหลังจากที่มีข่าวฉาวในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ราคาหุ้น Grammy ก็เปิดตลาดมาในแดนลบเล็กน้อย ก่อนจะดีดตัวขึ้น ปิดวันอย่างสวยงามในแดนบวก พร้อมปริมาณการซื้อขายเบาบาง เหมือนจะบอกว่า “ไม่รับรู้และให้ค่ากับข่าวที่เกิดขึ้นแม้แต่น้อย”
เห็นได้ว่าข่าวฉาวในครั้งนี้ไม่ได้สะท้อนออกมาในกราฟราคาหุ้นและไม่น่าจะส่งผลถึงปัจจัยพื้นฐานใดๆ ของกิจการเลย ในเมื่อสิ่งที่อ่อนไหวได้ง่ายดายเหลือเกินอย่างราคาหุ้นยังไม่รู้ร้อนรู้หนาวอะไรเลย บางทีเราในฐานะคนนอกอาจจะต้องทำตัวเลียนแบบหุ้นบ้างก็น่าจะดีละมั้งเนอะ พี่ทุยว่าเมืองไทยเป็นประเทศแห่งความบันเทิงอยู่แล้ว ยังไงก็มีเรื่องให้เราตามได้ทุกวันจริงๆ อย่าให้ถึงขนาดที่อินมากอย่างกับเกิดกับตัวเองแบบนั้นเลยนะ เพราะพี่ทุยก็เห็นเพื่อนๆคนรอบตัวหลายๆคนเป็นแบบนั้นเหมือนกัน (ฮ่า)
Comment